Taxi, Uber, Grab, etc. เอาไงแน่ ทำไงดี 

มีข่าวส่งมาทางไลน์เรื่องคนไร้สัญชาติ ที่ต้องใช้เวลาอันยาวนาน สิ้นเปลืองทั้งเงินและกำลังใจ ในการพิสูจน์สัญชาติหรือขอสัญชาติ ระหว่างนั้นก็ประสบความยากลำบากต่างๆ นานา  และก็เคยได้อ่านเรื่องอาจารย์ท่านหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ที่ต้องใช้เวลายาวนาน เงินทองอีกจำนวนหนึ่ง และเอกสารอีกหลายปึก เพียงเพื่อพิสูจน์วันเดือนปีเกิดของตนเอง ทำให้คิดว่าสังคมนี้ จะทำอะไรให้ถูกต้องนั้นยาก การทำอะไรที่ผิดกฎแบบทำไปก่อนแล้วค่อยคุยทีหลังกลายเป็นทัศนคติ  และ การที่บางคนหรือบางอย่างดำรงอยู่อย่างผิดกฎหมายเป็นผลประโยชน์ต่อบุคคลบางกลุ่ม สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจในการพยายามรักษาสภาพการผิดกฎหมายเอาไว้ ข่าวรอบตัวทำให้ถึงข้อสรุปนี้ *หาบเร่แผงลอยผิดกฎหมาย แต่คนที่ทำผิดได้ (เงิน) ดี  ทั้งคนขาย คนให้เช่าหน้าร้าน ฯลฯ​ *บุกรุกที่ทำกินไปก่อน แล้ววันหนึ่งก็ได้เอกสารสิทธิ (คนไม่บุกก็ไม่ได้อยู่นั่นเอง) ไม่มีเหตุไม่มีรางวัลสำหรับการเป็นคนดี เชื่อฟังกฎหมายเอาเสียเลย *รถคล้ายตุ๊กๆ จดทะเบียนได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับกรมการขนส่งทางบก จึงมีทั้งรถแบบนี้ที่มีทะเบียนและไม่มีทะเบียน  คันที่ไม่มีทะเบียนเมื่อนำออกไปขับก็ถูกปรับบ้าง ไม่ถูกปรับบ้าง แล้วแต่ (ดวง?) ฯลฯ ผ่านปฏิวัติและปฏิรูปมาหลายครั้งหลายคราว เรื่องนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ขอถามว่าเราคิดจะธำรงสังคมแบบนี้ต่อไปอีกนานสักเพียงใด เกริ่นมายาว เพื่อจะเข้าสู่กรณีแท็กซี่ กับรถรับจ้างอื่นๆ ที่มีข่าวเป็นระยะๆ แท็กซี่เป็นรถที่ควรเรียกได้ทั่วไปและคิดเงินตามระยะทาง คนขับควรจะรู้เส้นทางพอสมควร และทำงานตามอาชีพอย่างซื่อตรง แต่ปรากฎว่าหลายปีมานี้ คนขับไม่รู้ทาง กริยา วาจาและการแต่งกายไม่เรียบร้อย ผู้โดยสารเรียกได้แต่ว่าคนขับปฏิเสธไม่รับด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเวลาเช้า…

ประวัติศาสตร์สังคมที่บันทึกไว้ในนวนิยาย…วรางคณา นวนิยายของ ‘สราญจิตต์’

จำเรื่อง วรางคณา ได้เพียงเลาๆ แต่คิดถึงจนอยากอ่านอีกครั้ง เล่าโครงเรื่องเท่าที่จำได้ให้เพื่อนนักอ่านประจำรุ่นฟัง ก็ไม่มีใครตอบรับ เขาคงไม่ติดใจเหมือนเรา ในที่สุดก็ตามหาจนพบ เป็นหนังสือใหม่ (แต่กรอบเพราะความอาวุโส ต้องหยิบจับอย่างระมัดระวังมาก) ได้มาจากร้านขายหนังสือเก่าในเว็บ นวนิยายเรื่องนี้ลงพิมพ์ในนิตยสารศรีสัปดาห์ ในนามปากกา สราญจิตต์ (ม.ล. จินตนา นพวงศ์) รวมเล่มครั้งแรก พ.ศ.​2499 เล่มที่ได้มาพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2522 อ่านใหม่จึงรู้ว่าที่จำได้กับที่ผู้เขียนเขียนไว้นั้นห่างกันไกล ที่จำได้ไม่พลาดคือ ตัวเอกฝ่ายหญิงเป็นฝาแฝดที่บุคลิกต่างกัน ชื่อบุษบงกับบุษกร บุษกรคนใจดีไปพบชายคนหนึ่งเจ็บหนักอยู่ในกระท่อมของเพื่อนบ้านริมสวนของญาติผู้ใหญ่ของตน  สายสร้อยข้อมือประดับเพชรรูปไพ่มีบทอยู่ในเรื่องด้วย ที่เหลือ ความทรงจำแต่งเติมเรื่องให้เอง เช่น คิดว่าพระเอกจำนางเอกได้เพราะสายสร้อยไพ่เส้นนี้ แต่กลายเป็นว่าคนอ่านจำผิด แม้แต่คำแปลชื่อเรื่องก็จำไม่ได้ ต้องพึ่งพจนานุกรมอีกครั้ง  วรางคณา ไม่ใช่ชื่อนางเอก  วรางคณาแปลว่า หญิงผู้ประเสริฐ​ อ่านเรื่องนี้ใหม่ในวัยเกษียณ (คล้ายกับอ่านเวนิสวาณิช ตอนอายุมากแล้ว และเคยเขียนเล่าไว้แล้ว) ความทรงจำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคมของคนกรุงเทพฯ​ สมัยนั้นกลับมาโลดแล่นในมโนจักษุ  สำหรับผู้อ่านสมัยนี้ถือเป็นความรู้ย้อนยุค เช่น สาวทันสมัยในสมัยนั้นนุ่งกระโปรงบานกว้าง ลายฉวัดเฉวียน  สมัยนั้นกระโปรงบางตัวทั้งย้วยทั้งจีบรูด ถ้าเป็นกระโปรงจีบรอบตัวเกินวงกลม   บางคนใส่เป็ตติโค้ทหลายชั้นให้กระโปรงบานพองคงรูป บุษกรซื้อผ้าตัดเสื้อจากพาหุรัดไปฝากเพื่อน  สมัยพ.ศ.…

จากนา (และสวน) มาเป็นเมือง

น้ำท่วมขังในเมืองทุกครั้งที่ฝนตกหนัก นอกจากพลเมืองจะไม่ช่วยกันรักษาคูและท่อระบายน้ำให้สะอาดเพื่อให้น้ำไหลสะดวกแล้ว ยังเป็นเรื่องการใช้ที่ดินที่ขาดการวางผังอย่างดีอีกด้วย  และการไม่วางผังอย่างดีมีผลข้างเคียงอื่นๆ อีก เช่น ทุเรียนนนท์ตอนนี้แพงลิบ ฯลฯ​  เรื่องนี้เขียนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงพิมพ์ในนิตยสาร สตรีสาร  และรวมพิมพ์เป็นตัวอย่างบทความในหนังสือน้ำหมึกหลากสี ฯ ตอน นักเขียนฝึกหัด เห็นว่ายังใช้ได้อยู่กับสภาพวันนี้ และยังแพร่กระจายไปสู่เมืองหลักในภูมิภาคต่างๆ อีกด้วย จึงนำมาเสนอไว้อีกครั้ง  – นวพร เรืองสกุล 28 พ.ค. 2557 ตอนที่เครื่องบินพร้อมจะร่อนลงสนามบินดอนเมือง ผู้โดยสารมีโอกาสได้เห็นกรุงเทพมหานครทางอากาศถนัดตา ตั้งแต่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ทอดคดเคี้ยว คลังน้ำมันแถวคลองเตย ตึกสูงอันเป็นจุดสังเกตถนนสุขุมวิท ย่านบ้านจัดสรรหลังคาบ้านติด ๆ กัน นาน ๆ จะเห็นสีเขียวให้พักหายใจสักหย่อมหนึ่ง เช่น บริเวณวัดและสนามกอล์ฟ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่มีอาคารปลูกสร้างประปรายชิดริมทาง ถัดออกไปจะเห็นสีเขียวเป็นพืด แสดงให้เห็นว่าเป็นที่ดินที่ใช้เพื่อการเกษตร ผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่าเขตพระโขนงนั้นเดิมเป็นท้องนา คนสมัยใหม่พอนึกภาพได้จากภาพยนตร์เรื่อง แผลเก่า ซึ่งฉากในเรื่องสมมุติว่าเป็นเรื่องของหนุ่มสาวบ้านนาริมคลองแสนแสบ มองจากท้องฟ้าจะเห็นว่าปัจจุบันนี้ตึกกำลังรุกที่นาให้ถอยร่นออกไป “เป็นเรื่องจริงที่แปลก” เพื่อนนักเศรษฐศาสตร์ผู้หนึ่งปรารภ “เรามีที่ดินทำการเกษตรดี ๆ กลับเอามาถมที่สร้างเป็นเมือง แล้วคนที่จะทำการเกษตรก็ต้องไปหักร้างถางพงทำการเพาะปลูกในที่ที่บุกเบิกใหม่ ซึ่งเนื้อดินอาจไม่เหมาะเท่าของเดิม” เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกที่พอมีเหตุผลอธิบายได้ เมื่อคนเราแรกตั้งถิ่นฐานจะเลือกพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์…

“นักเขียนฝึกหัด” กับคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง

Book Notice ชื่อหนังสือ น้ำหมึกหลากสี   72 ปีแห่งการเขียนและเรียนรู้ เล่ม ๒ ตอน “นักเขียนฝึกหัด”​ ผู้เขียน นวพร เรืองสกุล ผู้จัดจำหน่าย  ศูนย์หนังสือจุฬาฯ 0 2255 4433 http://www.chulabook.com สำนักพิมพ์  KnowledgePlus 08 1825 8929 ราคา 189 บาท หนังสือเล่ม ๒ ในชุด น้ำหมึกหลากสี ที่ทำนองจะเป็นอัตชีวประวัติ แต่ก็ไม่เชิง เพราะมีแต่ส่วนที่เป็นงานเขียนเป็นหลัก เล่มแรกเล่าถึงการเรียนและการเขียนในวัยเด็กจนจบโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  เล่มสองนี้ เล่าเรื่องตอนที่เข้าเป็นนิสิตคณะอักษรศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2505 ก็ 55 ปีมาแล้ว มีบันทึกประจำวันที่วิพากย์วิจารณ์ทั้งเรื่องเดินขบวนทวงเขาพระวิหาร และเรื่องการเชียร์รักบี้และฟุตบอลประเพณีในสมัยนั้น  ซึ่งแตกต่างจากสมัยนี้อย่างสิ้นเชิงในเรื่องวิธีเล่นสนุกของเด็กวัยไม่ถึงยี่สิบ และนึกแปลกใจตนเองว่าแม้แต่สมัยนั้นก็เป็นนักวิจารณ์แล้ว แม้ว่าจะแอบวิจารณ์เงียบๆ ไว้ในสมุดบันทึกประจำวันก็ตาม  ในบันทึกยังเล่าเรื่องการสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา และค้นเจอข้อสอบที่สอบในสมัยนั้น จึงคัดบางส่วนมาลงไว้ให้คนรุ่นใหม่ดูว่า ข้อสอบแบบที่เคยสอบเรียกว่า ยากหรือง่าย นอกจากนั้นก็มีเรื่องการเรียนและงานกับการเที่ยวช่วงปิดภาคฤดูร้อนสมัยเป็นนักศึกษาที่สหรัฐอเมริกา …

Shanghai 2017:  urban development 

ภาพคราวน้ีเป็นย่านต่างๆ ในเซี่ยงไฮ้ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยการวางแผนอย่างรอบคอบ เป็นย่านที่เกิดขึ้น by design ไม่ได้เกิดแบบจับพลัดจับผลูเกิดขึ้นมาเอง  ได้แก่ การฟื้นฟูย่านเดิมที่มีประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมน่าสนใจ อันเป็นวิถีของเมืองมาแต่เดิม คือย่าน Xin Tian Di ที่เป็นบ้านใหญ่ๆ  และย่าน Tianzifang ที่เป็นชุมชนเดิม แต่ละอันพัฒนาโดยคงบริบทสังคมเดิม ย่านแรกเป็นย่านของดีมีชื่อ ทั้งของจีนสมัยใหม่และสินค้ายี่ห้อระดับโลก รวมทั้งร้านอาหารดังๆ ด้วย ส่วนย่านหลังพัฒนาจากร้านค้าเรือนแถวที่มีทางเดินเล็กๆ แคบๆ ชวนให้นึกถึงตลาดนางเลิ้งอย่างยิ่ง  การปรับปรุงบริเวณเดิมให้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น เช่น ถนน Nanjing ทั้งสาย ส่วนตะวันออก เป็นถนนไว้เดิน ส่วนตะวันตกเป็นถนนกว้างบาทวิถีกว้าง ประดับประดาด้วยดอกไม้สดสวย หน้าอาคารหลายแห่งตั้งประติมากรรมสมัยใหม่น่าสนใจ ถนนทั้งสายเป็นที่ตั้งของร้านสินค้าแบรนด์เนม ส่วนกลางคืนสองข้างถนนประดับไฟและร้านค้าเองก็แข่งกันเล่นสีแสงไฟ สวยเจิดจ้า อีกบริเวณที่ได้รับการปรับปรุงและขยายจนกลายเป็นที่เดินเล่นยอดนิยมคือ the Bund ริมแม่น้ำ (ดูภาพจาก เซี่ยงไฮ้ 2017 ตอน ๑)  ส่วนอีกฝั่งแม่น้ำคือฝั่ง Pudong สวนที่มองมาเห็น the Bund ซึ่งเดิมก็ดูดีอยู่แล้ว กำลังมีการบูรณะปรับปรุงใหญ่ น่าสนใจจะตามไปดูว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร) การพัฒนาบริเวณขึ้นมาใหม่…

เซี่ยงไฮ้ 2017 ตอน ๒ ตลาดผ้าและอาหาร

หมายมั่นปั้นมือไปตัดเสื้อที่เซี่ยงไฮ้ แต่ได้ผ้าพันคอมาแทน ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ถนนนานจิงย่านคนเดิน แต่ร้านก็มีอีกหลายสาขา ความสวยอยู่ที่แพรเนื้อนิ่ม สีสันสดใส จากภาพเขียนของศิลปิน เล่าเรื่องราวของเส้นทางสายไหม อันเป็นเส้นทางการค้าของจีนกับตะวันตกมาแต่โบราณ ผ้าพันคอไหมที่นำภาพของศิลปินมาทำเป็นลายผ้าเป็นความชอบส่วนตัวอยู่แล้ว เหมือนกับเป็นภาพที่เราพกพาเคลื่อนที่ไปได้ ไม่ต้องแขวนนิ่งอยู่บนผนังบ้านแต่อย่างเดียว  ผ้าผืนนี้มาต่อแถวพันคอ ของ The Met นิวยอร์ก และ จิม ทอมป์สันของไทยเราเอง (ที่นำภาพของ ศ. อิทธิพล ตั้งโฉลกมาใช้)  Shi Liu Pu Fabric Market ย่านเก่าของเซี่ยงไฮ้ขายทั้งผ้าและวัสดุประกอบการตัดเย็บ และรับตัดเย็บเสื้อผ้าไปด้วยในร้านเดียวกัน  เดินไปก็นึกถึงร้านค้าน้อยใหญ่ในตึก ไชน่า เวิลด์ (ตึกเซ็นทรัล วังบูรพา เดิม)  ที่พาหุรัด ของเรา แต่ของเรามีผ้านานาชาติ ร้านค้านานาชาติ ขาดการรับตัดเย็บเป็นการทั่วไป ที่ต้องทำทุกวันวันละสามเวลาคือ รับประทานอาหาร จึงมีข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับอาหารเท่าที่เห็นมา น้ำผลไม้นานาชนิดมีขายทั่วไป ทั้งปั่น ทั้งบีบแยกน้ำแยกกาก  และขายผลไม้สดใส่ถ้วยแบบถ้วยกาแฟมีฝาปิด เคยนับผลไม้ได้ถึง ๘ ชนิดในหนึ่งแก้ว อาหารไม่หวาน แม้แต่ของหวานก็แค่หวานปะแล่มๆ น้ำเปล่าที่เสิร์ฟให้เป็นน้ำธรรมดา…

สหกรณ์ออมทรัพย์​   ความเสี่ยงทั้งตรงและแฝงที่ควรได้รับการบริหารจัดการ

ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกเป็นอย่างไรก็ตาม สหกรณ์ออมทรัพย์เป็นสถาบันการเงินประเภทหนึ่ง แต่เดิมมาขอบเขตการดำเนินงานจำกัดอยู่ในกลุ่มสมาชิกเท่านั้น แต่ในเวลานี้สหกรณ์ออมทรัพย์แต่ละแห่งทำธุรกรรมข้ามสถาบันเป็นเงินจำนวนสูง และลงทุนในตลาดทุนด้วย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับตัวสหกรณ์นั้นๆ เอง    ด้วยเหตุนี้ จึงสมควรรื้อวิธีการกำกับดูแลเสียใหม่ให้ทันกับการขยายธุรกรรม และพัฒนาการของตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลงไปมากนับแต่แรกมีการคิดตั้งสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2554  เคยทำรายงานให้กับองค์กรระหว่างประเทศแห่งหนึ่ง เรื่องการพัฒนาภาคการเงิน การพัฒนาตลาดทุน เพื่อดูช่องว่างที่ควรมีการพัฒนา ข้อเสนอแนะที่กล่าวไว้สั้นๆ เรื่องหนึ่งคือ การกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ “กระทรวงการคลังและผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินอื่นๆ ควรร่วมกันกำกับดูแลกิจกรรมด้านการลงทุนของกิจการต่างๆ ทุกประเภทที่รับเงินฝากจากประชาชนหรือสมาชิก” “สหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งนำเงินที่มีเหลือไปลงทุนในตลาดทุน การกำกับดูแลเพื่อให้เกิดการลงทุนที่รอบคอบระมัดระวัง และการประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์ ควรเป็นงานของกระทรวงการคลัง มิใช่กระทรวงเกษตรฯ” พระราชบัญญัติสหกรณ์กำหนดว่า สหกรณ์คือคณะบุคคลที่ร่วมกับดำเนินกิจการที่เป็นประโยชน์เชิงเศรษฐกิจโดยสมาชิกช่วยกันและกัน สหกรณ์ออมทรัพย์ทำกิจการบางอย่าง เช่น •รับฝากเงินจากสมาชิกและจากสหกรณ์อื่น  •ให้กู้ยืมแก่สมาชิกและแก่สหกรณ์อื่น  และนำเงินไปทำธุรกิจอื่นๆ เพื่อประโยชน์ของสมาชิก •การบริหารเงินโดยการนำเงินไปฝากสหกรณ์อื่น ฝากธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินอื่นที่จะสนับสนุนกิจการสหกรณ์ ซื้อหุ้น ธกส หรือสหกรณ์อื่นและกิจการอื่นที่จะให้ความสะดวกกับการดำเนินงานของสหกรณ์ และฝากหรือลงทุนอื่นตามที่คณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์ฯ กำหนด คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน กรรมการที่รู้/เข้าใจ ด้านการเงิน ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (กระทรวงการคลัง) ผู้จัดการใหญ่ ธกส.  และประธานกรรมการ…