ศิลป์ สร้างคน … คน … สร้างชาติ

ในวันนี้ที่ฉันเดินทางมาสิงคโปร์เพื่อเรียนรู้แลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างชาติด้วยการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สิ่งที่ฉันได้มานอกพื้นที่และเวลาการทำงาน กลับเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญ คือ “การสร้างชาติด้วยศิลปะและวัฒนธรรม”​ …   บ่ายต้นๆหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ทีมนักวิทยาศาสตร์หัวซีกซ้าย 4 คนตัดสินใจว่า จะใช้เวลาครึ่งวันที่เหลือก่อนเดินทางกลับประเทศไทย กับ National Gallery Singapore  เพื่อฝึกฝนสมองซีกขวาเสียหน่อย ชื่อ Gallery นี้ผุดขึ้นมาในสมอง ด้วยที่ว่าเมื่อสองปีก่อนที่มาสิงโปร์นั้น ที่นี่เป็นสถานที่ที่คนสิงคโปร์แนะนำว่าไม่ควรพลาด  ด้วยรางวัลการันตีมากมาย   ถ้าได้อ่านโบรชัวร์ และสื่อต่างๆที่เกี่ยวข้อง จะพบว่า การสร้างและการวางบทบาทของ National Gallery Singapore นั้น  ตัว Gallery ไม่ใช่แค่ที่เก็บงานศิลปะ แต่มีกระบวนการที่แยบยลในการนำศิลปะในการสร้างความเป็นชาติ เพื่อตอบแผนกลยุทธ์ Arts and Culture Strategic Review (ACSR) ที่วางแผนยาวถึงปี 2025  ของกระรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน ของสิงคโปร์  หรือที่เรียกว่า MCCY: Ministry of Culture, Community…

“ออเจ้า” กับบูรณาการแห่งศาสตร์และศิลป์

กระแสการปิดคณะหรือลดความสำคัญของภาควิชาปรัชญา และคณะอักษรศาสตร์ /มนุษย์ศาสตร์ ในสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ กำลังระบาดไปทั่ว ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กันคือ  ๑. เป็นคณะ “ไม่ทำเงินให้มหาวิทยาลัย” “คนไม่สนใจเรียน” (เพราะจบแล้วไม่ได้เงินเดือนงามๆ) หรือ “โปรแกรมนานาชาติไม่ดี” (ก็คนที่อยากเรียนภาษาเขาเลือกไปประเทศเจ้าของภาษาได้อยู่แล้ว)  ๒. สายมนุษย์ศาสตร์ (Arts หรือ Humanities) มีผลงานวิจัยน้อย (อาจารย์ไม่ทำงานหรือไร) โดยไม่ได้ดูว่า การใช้วิธี “หารยาว” ภาระงานวิจัย ปริมาณนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก ไปให้ทุกคณะเท่าๆ กัน เป็นการลดทอนเวลาทำงานวิจัยของสายนี้ ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครอบครองการกำหนดนโยบาย ส่วนสายมนุษย์ศาสตร์ก็อ่อนแอ ไม่สามารถชึ้แจงแสดงให้เห็นความแตกต่างของศาสตร์ของตนให้ผู้อื่นเข้าใจได้ กระแสละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ช่อง ๓ คงบอกชัดแล้วว่า ๑. ละคร “ดี” มีคนดู  คนดูโทรทัศน์อยู่ตรงนั้น แต่เขาไม่ติดตามถ้าเรื่องไม่น่าสนใจ   ๒. เรื่องศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ สร้างงานสร้างเงินได้ และได้มากเสียด้วย ๓. กระแสนิยมไทยเกิดขึ้นได้เมื่อเหตุการณ์…

สยามสแควร์ ยุคที่ ๓:  Tower & Theatre

(ทางเท้าบนถนนพระรามที่ ๑ เมื่อจัดระเบียบแล้ว) จะรื้อหรือไม่รื้อโรงภาพยนตร์สกาลา เป็นข้อกังขาที่สร้างเรื่องลือได้เป็นระยะๆ  เพราะทางจุฬาฯ ลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เพียงแบ่งรับแบ่งสู้  ไม่ได้พูดชัดเจนว่าจะไม่รื้อ และยังไม่มีหลักที่ชัดเจนว่าจะทำอะไรกับพื้นที่ตรงนั้นให้ดูดี เป็นศรีสง่ากับจุฬาฯ หรือสมกับที่สยามสแควร์เคยโด่งดังตั้งแต่ยุคที่ ๑ ดังขนาดที่ว่าอาคารสถานประกอบการฝั่งตรงข้ามกับสยามสแควร์ ล้วนขึ้นต้นด้วยคำว่า สยาม ทั้งสิ้น คือ สยามดิสคัฟเวอรี สยามเซ็นเตอร์ และสยามพารากอน  (เดิมมีโรงแรมก็ชื่อ สยามอินเตอร์คอนติเนนตัล) และขอร้องเถอะค่ะ คนที่ชอบเรียกชื่อสยามสแควร์วัน เป็น SQ 1 โปรดทราบด้วยว่า ทางสำนักงานจัดการทรัพย์สินตั้งใจเก็บชื่อสยามไว้ค่ะ ได้ยินเสียงย่อว่า สยามวัน ครั้งใดก็ดีใจมากๆ เลยว่า จุฬาฯ สามารถตั้งชื่อโดยเก็บคำว่า “สยาม” ไว้ได้ ๓๑ พฤษภาคมนี้ กลุ่มอาคารในล็อคเดียวกับโรงภาพยนตร์ลิโด้ ก็จะไปแล้ว สกาลาจะยืนอยู่ได้อย่างไร เป็นประเด็นอีกครั้งหนึ่ง  เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ ขาดการดูแลอย่างมืออาชีพและการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ ความทรุดโทรมก็ย่ิงปรากฎ และข้อที่กล่าวว่า “ทรุดโทรมจนน่าทุบทิ้ง” ก็จะยิ่งดังขึ้นๆ ทุกที https://www.facebook.com/search/top/?q=cu%20property%20สํานักจัดการทรัพย์สิน%20จุฬาฯ ในวันนี้จึงจะขอนำเสนอแนวคิดเพื่อสร้างสยามสแควร์ให้กลับมาโด่งดัง เป็นศูนย์กลางของคนรุ่นใหม่ เป็นแหล่งรวมของงานสร้างสรรค์อีกครั้ง เผื่อว่าจะช่วยให้ฝ่ายบริหารของจุฬาฯ…

CU 101: สหสาขาในงานออกแบบและการใช้งาน

คิดถึงศักยภาพอันมหาศาลของจุฬาฯ ที่ยังไม่ได้นำมาใช้อย่างสอดประสานเป็นงานเนื้อเดียวกัน เพื่อสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างย่ิงเมื่องานออกแบบกับการใช้งานดูจะไปกันคนละทิศทางอย่างน่าเสียดาย การทำงานที่จะรักษาหลักการแรกเริ่มไว้ให้ได้ ต้องการใจที่เทให้กับเป้าประสงค์และอุดมคติเดียวกัน พร้อมด้วยความสามารถที่เสมอกัน  อาคารที่สถาปนิกออกแบบ วิศวกรสร้าง ต่อจากนั้นต้องการนักกิจกรรม นักบริหาร นักการตลาด ฝ่ายซ่อมบำรุง หลากหลายสาขาเพื่อร่วมกันคิดสร้างชีวิตและความยั่งยืนให้กับสิ่งปลูกสร้างทุกอัน โดยแต่ละฝ่ายที่ทำงานต้องก้าวพ้นจากการติดกรอบแห่งวิชาเฉพาะเพื่อก้าวสู่ความสมบูรณ์ในทุกด้าน จากสยามวัน จามฯ สแควร์ ถึงอุทยาน ๑๐๐ ปี เราจะทำอะไรให้ดีกว่านี้ได้อีกบ้าง  ๑. ต้นไม้ สยามวัน (สยามสแควร์วัน) อาคารนี้ต้องการทำสวน ปลูกผัก บนหลังคาตึกเพื่อสร้างทางเลือกในการใช้พื้นที่โล่งแจ้งกลางแดดเปรี้ยงเพื่อสร้างสีเขียว ความเย็น และความพอเพียง แต่ระยะหลังนี้พื้นที่ค่อนข้างรกร้าง ดูเหมือนว่าอุดมคติของผู้อนุมัติแบบและผู้ออกแบบ ไม่ได้รับการสานต่อจากผู้บริหารอาคาร และคณะต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ขอสรุปว่าเป็นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ การกำหนดหน่วยงานผู้รับผิดชอบและการกำหนด KPI ให้สอดคล้องกับนโยบาย ตัวอาคารนั้นเล่า ตั้งใจให้เป็นศูนย์การค้ากลางแจ้งแบบสยามสแควร์เดิม ถ้ามีฝนตกก็มีวิธีกันฝนเฉพาะกิจ แต่แล้วตอนนี้กลับเต็มไปด้วยสิ่งมุงบังแบบถาวร  สถาปนิกออกแบบ กับสถาปนิกคุมงาน ว่ากันไปคนละทาง จนลืมหลักการเดิม พื้นที่กลางอาคาร ที่แบบเบื้องต้นจะมีต้นไม้ขึ้นทั่วไป เป็นไม้เลื้อย ไม้ต้นที่ดูแลง่าย  แต่ตอนออกแบบเน้นเสาสีสวยๆ ซึ่งน่าจะยากต่อการบำรุงรักษาต้นไม้  เพียงปีเดียวจาก…

ในความทรงจำ: มติ ตั้งพานิช – สถาปนิกจิตสาธารณะ

ตอนที่ ๒ ของบทความ ๒ ตอนจบ เพื่อรำลึกถึงคุณมติ ตั้งพานิช โรงแรมและอาคารพักอาศัย งานพัฒนาชิ้นหนึ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำคือการพัฒนาที่ดินเชิงเขาใหญ่  สมัยนั้นเขาใหญ่มีเสน่ห์ตรงที่อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปี แม้แต่เดือนเมษายนตอนเที่ยงวันก็ยังได้ลมเย็นพัดมา  แต่ว่า “แถวนั้นไม่มีโรงแรมดีๆ เลย ไม่อยู่บ้านพักป่าไม้ก็ต้องกลับ”  จุลดิศเขาใหญ่เกิดขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการนั้นของคนกรุงเทพ ที่ต้องการไปพักผ่อนแถวเขาใหญ่  คนสมัยนั้นคงจะจำได้ว่า ใครๆ ก็ต้องไปพักที่จุลดิศ ก็มีโรงแรมที่ดีอยู่แห่งเดียวทั้งถนนที่ขึ้นเขาใหญ่จากฝั่งถนนธนะรัชต์ เป็นบทบาทของสถาปนิกที่ไม่เร่ิมตอนงานออกแบบ แต่เริ่มตั้งแต่นำเสนอการใช้สอยที่ดินในรูปแบบธุรกิจที่เหมาะกับ location ด้วย    โรงแรม จุลดิศ เขาใหญ่ ช่วยเคาะเข้าไปดูเองนะ เพราะเขาบอกว่าภาพอาจมีลิขสิทธิ์ https://th.tripadvisor.com/Hotel_Review-g641719-d505255-Reviews-Juldis_Khao_Yai_Resort_Spa-Pak_Chong_Pak_Chong_District_Nakhon_Ratchasima_Province.html#photos;aggregationId=101&albumid=101&filter=7&ff=41124829  อีกอาคารหนึ่งที่คุณมติเคยพาไปดู (ถ้าจำไม่ผิดคืออาคารจุลดิศแมนชั่น  อาคารพักอาศัยขายเป็นคอนโดมิเนียม ที่ประตูน้ำ) เราขึ้นไปเดินดูตรงระเบียง เห็นพื้นที่โล่งกลางอาคาร  คุณมติอธิบายว่า ออกแบบอาคารเช่นนี้ทำให้อาคารโปร่ง  ลมถ่ายเทได้ อาคารจึงไม่อับทึบ อยู่สบาย     https://thaicozy.com/condo/juldis-mansion_bangkok อาคารสำนักงาน ๑. ใครจำได้บ้างว่า ครั้งหนึ่งบนถนนวิภาวดีรังสิต มีอาคารหลังหนึ่งในช่วงก่อสร้าง เขียนป้ายบนรั้วที่ ไซต์งานว่า D N A…

ในความทรงจำ: มติ ตั้งพานิช – สถาปนิก

บ้าน บ้านกลางกรุงเทพมหานครหลังนี้ นำไปสู่การรู้จักสถาปนิกชื่อ มติ ตั้งพานิช เจ้าของบริษัท design + develop  เมื่อรู้จักกันไปนานวันจึงรู้ว่าคุณมติเป็นมากกว่าสถาปนิกผู้ออกแบบบ้าน อันที่จริงการออกแบบบ้านเป็นงานจิ๊บๆ  ผลงานเด่นเป็นงานอาคารสูง และมิใช่สถาปนิกที่รับออกแบบเท่านั้น แต่เป็นสถาปนิกนักพัฒนาด้วย  อยากได้บ้านอิฐแดงอย่างนี้บ้าง เจ้าของบ้านบอกว่า ไม่ต้องเลย มันเปลืองค่าก่อสร้าง เพราะเท่ากับทำงานกำแพงสองครั้ง สร้างครั้งแรกก่ออิฐถือปูนแล้วต้องมาเรียงอิฐแดงซ้ำอีกครั้งหนึ่ง   ก่อนจะออกแบบบ้านให้ดิฉันนั้น จำได้ว่าคุณมติถามแค่ ๒ คำถามคือ ๑. ใช้บ้านทำอะไรบ้าง กับ ๒. เห็นหลังคาเป็นแบบไหน หลังจากร่ายยาวให้ฟังว่า อยู่กันสามคน พ่ออ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ต้องมีมุมหนังสือให้พ่อ  แม่ทำกับข้าวเอง ต้องมีครัวที่ไม่ใช่ให้แม่ไปเป็นนางก้นครัว  ดิฉันเองอยู่ได้ทั่วไป และมีผู้ช่วยแม่อีกหนึ่งคน แม่ขอไม่นอนชั้นล่างทั้งๆ ที่ขาไม่ค่อยดี กลัวคนมาโผล่หน้าต่างห้องนอน ดิฉันนึกถึงบ้านแบบห้องแถวสองห้องที่เหลื่อมระดับกัน 1/2 ชั้น แม่จะได้เดินครึ่งชั้นก็ถึงห้องนอน หลังคาหรือ เวลาคิดถึงบ้านของตนเองไม่เคยเห็นหลังคาเลยค่ะ “ไม่เอาแอร์นะคะ”  เป็นคำแสดงความจำนงของผู้ขอให้ออกแบบ ครั้งต่อมาที่พบกัน คุณมติยกโมเดลบ้านมาให้ดู เป็นบ้านสีขาวหลังกระทัดรัด  เป็นกล่อง ๒…

Possible Dream: Love Station @กันตัง

จังหวัดตรัง นอกจากทะเล ถ้ำลอด แล้ว ขอชวนให้นั่งรถไฟไปสุดทางที่กันตัง เพื่อเก็บความทรงจำไว้กับตัวชั่วชีวิต รถไฟไทยเป็นโบราณวัตถุอายุร้อยกว่าปีทึ่น่าเก็บรักษาเป็นโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ แต่ของเรายังใช้งานได้อยู่ เที่ยวกันตัง ครั้งที่ ๑ ดิฉันไปอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ๒ ครั้งในเวลาที่ห่างกันปีเดียว (พ.ศ. ๒๕๕๖–๗) ครั้งแรก ขึ้นรถไฟไปจาก อ. เมือง จังหวัดตรัง   10.36 น. เป็นเวลาที่รถกำหนดจะมาถึงสถานีเมืองตรัง พนักงานบอกว่ารถจะช้า 1 ชั่วโมง 11.45 เสียงตีระฆังเก๊งๆ ประกาศว่า รถไฟออกจากห้วยยอดแล้ว อีก 1/2 ชม จะถึง พนักงานรถไฟผู้มากอารมณ์ขันบอกว่า “รถไฟมาตามเวลาครับ”  (ไม่งงนะ—คือเวลามาก่อน รถตามมาทีหลัง)  เที่ยงครึ่งจึงได้ขี้นรถไฟจากสถานีรถไฟจังหวัดตรัง รถขบวนนี้เป็นรถไฟสายกรุงเทพฯ –  กันตัง  รถแล่นเร็วกว่าจักรยานหน่อยเดียว เห็นหมอนรถไฟที่เลิกใช้แล้วตั้งเป็นระเบียบอยู่ริมทาง  ชวนให้ฉงงว่า จะใช้ทำอะไรต่อไป นั่งแบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ชมธรรมชาติ สวนยาง สวนผลไม้สองข้างทางรถไฟที่เขียวชะอุ่ม ไม่รกตาด้วยป้ายโฆษณาเหมือนขับรถบนทางหลวง ๑ สถานี ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง…