Sharing Economy อีกครั้ง

งานสัมมนาเรื่องที่มีคำว่า big data และ 4.0 กำลังมาแรง  (ทั้งๆ ที่บางแห่งระบบลงทะเบียนยังไม่ 4.0 สักนิดเดียว  เมื่อเทียบกับการลงทะเบียนแบบใช้เทคโนโลยีเก็บข้อมูลและประหยัดบุคลากร ในการประชุมปี 2017 ของ TDRI https://thaidialogue.wordpress.com/2017/03/19/tdri-2017/) big data เป็นการนำข้อมูลสารพัดแหล่งมาประมวลรวมเป็นข้อสนเทศเพื่อนำไปใช้งานตามวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน  ใช้ในทางดีก็ได้ ใช้ในทางร้าย (เอาไปตามล่าตามล้างคนที่คิดต่าง) ก็ได้  ใช้ในทางดีก็เช่น ข้อมูลดินฟ้าอากาศและภูมิศาสตร์พื้นที่ เอาไว้วิเคราะห์ดินและอากาศ เพื่อเพาะปลูกให้ได้พืชผลดีที่สุดในแต่ละปี แต่ละแปลง (TDRI ยกตัวอย่างการปลูกอ้อยด้วยการใช้การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างฉลาดของบริษัทหนึ่งในเมืองไทย)  ข้อมูลนักเรียนและครูทั่วประเทศ ถ้ามีก็อาจจะนำไปใช้วางแผนการเรียนการสอน หลักสูตร การให้การศึกษา และงานอาชีพได้ (ความฝันของผู้สนใจการศึกษา)  ข้อมูลผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ จะทำให้เห็นแบบแผนการเจ็บป่วยในทุกมิติ เช่น โรคที่เป็นบ่อย โรคเรื้อรัง โยงกับอายุ เพศ พื้นที่ อาชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ สุดแท้แต่จะตั้งคำถามขึ้นมา  (เป็นผลพลอยได้จากข้อเสนอเรื่องการพัฒนาระบบข้อมูลโรงพยาบาลให้เป็นแบบ single data entry ที่ผู้เขียนนำเสนอกระทรวงสาธารณสุขไปเมื่อต้นปี 2559…

เปลี่ยนกับขาย เป็นทางเลือกไหม กับกรณีของนิตยสารบ้านเรา

นิตยสารเปิดใหม่และนิตยสารปิดตัวลงอาจจะเป็นเรื่องปกติ  แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ การปิดตัวของนิตยสารอายุยืนยาวกว่า ๖๐ ปี ข้ามบรรณาธิการมาได้ ๒ ชั่วคน แบบ สกุลไทย และนิตยสารอายุ ๒๕ ปี กับชั่วอายุของบรรณาธิการหนึ่งคนอย่าง พลอยแกมเพชร ทำให้หันมาตั้งคำถามกับตนเองว่า “เกิดอะไรขึ้น” คำตอบ “ขาดทุน” “ยอดขายตก” “สายส่งลดจำนวนลงทำให้กระจายหนังสือยาก”  เป็นอาการของปัญหา สาเหตุที่รับกันทั่วไปคือ “สื่อใหม่เข้ามาเบียด”  แต่ว่าง่ายไปหรือเปล่าที่จะยกเรื่องเทคโนโลยีที่เร็วและแรงในเวลานี้มาเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุเดียว สาเหตุที่คาดเดาเอาเอง มีอย่างน้อย ๓ ประเด็น คือ  (๑) สื่อใหม่  (๒) ตนเอง  (๓) สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป  เช่น  “คนไม่สนใจหนังสือประเภทนี้” เป็นรสนิยมที่เปลี่ยน และอาจมีสื่อแบบใหม่มาแข่งขันในเนื้อหาใหม่ (เพราะหนังสือเดิมแต่ทำเป็น อีบุ๊กส์ ก็ยังไม่ใช่คำคอบ)  “คนไม่อ่านหนังสือ” (ไม่ว่าจะอ่านจากสื่อไหนๆ) กับ  “คนซื้อหนังสืออ่านน้อยลง” (แต่ยังอ่านเท่าเดิม) เป็นเรื่องเชิงพฤติกรรม  การไม่ซื้อหนังสืออ่าน อาจจะมากับแนวคิดเรื่อง sharing economy…

TDRI 2017

Boosting the Thai Economy and Reforming the Government by Data Revolution ฟื้นเศรษฐกิจ – ปฏิรูปรัฐ ด้วยปฏิวัติข้อมูล เป็นหัวข้อการประชุมวิชาการประจำปีของทีดีอาร์ไอ เมื่อ ๑๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ที่โรงแรมใหญ่กลางกรุงเทพฯ ลงทะเบียน และรับเอกสาร สะดวกสบายด้วยระบบลงทะเบียนล่วงหน้า ทำให้เมื่อถึงหน้างานก็เพียงแต่โชว์คิวอาร์โค้ด เจ้าหน้าที่ยิงข้อมูล แวะไปรับเอกสาร แล้วเข้านั่งฟังได้เลย  เป็นการ reform รูปแบบการประชุมวิชาการที่สัมผัสได้ เอกสารไม่มาเป็นกระเป๋าอีกต่อไป กระดาษ ทีดีอาร์ไอ แจกในงานนี้ คือกระดาษขนาดกระดาษหนังสือพิมพ์หนึ่งแผ่น ที่ตัดครึ่งแล้วพับครึ่ง เป็นเอกสาร ๘ หน้า บรรจุข้อมูลเกี่ยวกับงาน หัวข้อที่จะนำเสนอพร้อมเนื้อหาย่อ และข้อมูลอื่นที่จำเป็นครบครัน เนื้อหาการนำเสนอ กระทั่งการประเมินผลการประชุม ทำผ่านอิเล็กทรอนิกส์  ผู้ที่อยากติดตามเรื่องนำเสนอในวันนี้แล้วมาไม่ได้ มีการออกอากาศสด และดูย้อนหลังได้ ทีดีอาร์ไอทำทุกอย่างที่จะบอกว่าประเทศไทย ๔.๐ มาถึงแล้ว หน้างาน บอร์ดแผ่นสูงกว่าตัวคนและกว้างพอจะครอบคลุมแนวโน้มต่างๆ ได้เกินครึ่งศตวรรษ…

เศรษฐศาสตร์โลกใบใหม่… sharing economy ลองมาแล้ว

“ไม่ลองก็รู้เท่าที่อ่าน   ลองมาแล้วก็รู้เพิ่มขึ้น เข้าใจมากขึ้น ต่อไปนี้คือประสบการณ์ในการลองซื้อ ลองขาย ลองให้บริการ ลองใช้บริการ ในโลกใบใหม่ HomeExchange, Airbnb, Uber, 99designs และอื่นๆ” Book Notice ชื่อหนังสือ Sharing Economy ลองมาแล้ว นวพร เรืองสกุล ผู้เล่า อัจฉรา สุทธิศิริกุล ผู้ลอง ผู้จัดจำหน่าย  ศูนย์หนังสือจุฬาฯ 0 2255 4433 http://www.chulabook.com สำนักพิมพ์  KnowledgePlus 08 1825 8929 ราคา 180  บาท ตอนนี้ไม่ว่าอะไรๆ ก็ห้อยท้ายด้วยตัวเลข  4.0 กันทั้งนั้นเพื่อความทันสมัย หนังสือเล่มนี้นำผู้อ่านเข้าไปสู่โลกเศรษฐกิจและโลกธุรกิจใบใหม่ ที่เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เป็นพื้นฐานหรือ infrastructure เข้าไปแบบนักท่องเที่ยว ไปลอง และไปมอง ว่าเขากำลังทำอะไรกันในโลกนี้ จากแม่น้ำลำคลอง เป็นถนน เป็นราง…