Buddhist Art Exhibition, 2018

ผู้ที่มีโอกาสไปเยือนเชียงใหม่ ขอแนะนำให้แวะไปชมงานนิทรรศการที่หอศิลป์ของมหาวิทยาลัย ไปไม่ยากและมีงานแสดงสม่ำเสมอ คราวนี้ชมงานวิทยานิพนธ์ ก่อนจบการศึกษาของนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาล้ย อันเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ที่มีการจัดการเรียนการสอนด้านศิลปะมา ๖ ปีแล้ว  ผลงานน่าสนใจ ดังที่ขอนำมาเสนอเป็นตัวอย่างรวม ๓ ภาพ ด้านศรัทธาอันเป็นกุศลมูลจิต ด้านโมหะกิเลสอันเป็นอกุศลมูลจิต  และภาพใหญ่ของโลก   Advertisements

พระโอวาทสมเด็จพระสังฆราชฯ

ไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัดราชบพิธฯ ได้รับหนังสือที่จัดพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลงานในพระราชูปถัมภ์ ฯ เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงเจริญพระชนมายุ ๙๐ พรรษา ๒๖ มิ.ย. พ.ศ. ๒๕๖๐ มา ๒ เล่ม คือ ๑. หนังสือพระประวัติฯ และอัมพโรวาท ปฐมภาค ๒. หนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก พระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชฯ วาสนมหาเถร ตั้งแต่ก่อนเป็นสมเด็จพระสังฆราช หนังสือทำให้รู้ว่า ๑. บัดนี้วันเจริญพระชนมายุของสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน เวียนมาบรรจบอีกรอบพรรษาแล้ว ๒. รู้ว่าสมเด็จ ฯ ไม่โปรดให้มีงานเฉลิมฉลองพระชนมายุ ในปีที่แล้วจึงมีงานบำเพ็ญกุศลฉลองพระพุทธรูประจำพระชนมวาร และทรงขอให้กิจอื่นที่จะทำเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น สร้างอาคารโรงเรียนวัดราชบพิธ สืบปณิธานวาสนมหาเถร สมเด็จพระอุปัชฌาย์ในพระองค์ เนื้อความในหนังสือให้ข้อคิดที่พีงนำไปปฏิบัติตาม ขอคัดมาพอเป็นตัวอย่าง ดังนี้ ทิศ ๖ พระนิพนธ์สมเด็จพระสังฆราชฯ วาสนมหาเถร ครั้งเป็นพระครูวิจิตรธรรมคุณ ทักษิณะทิศ ครูอาจารย์ 1 แนะนำดี  เข้าใจหาอุบายชี้แจงอธิบาย ยกตัวอย่างเพื่อให้ศิษย์เข้าใจในวิชาที่สุด…

เบื้องหลังงานแปล What the Buddha Taught: พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

ดิฉันไม่ชอบงานแปลหนังสือ เพราะรู้สึกว่าถูกจำกัดไม่ให้คิดวิธีนำเสนอและการเลือกใช้คำตามใจตัวเอง   การแปลอังกฤษเป็นไทยให้ได้สำนวนไทยที่สละสลวย อ่านรื่นหู ไม่ง่าย เพราะมักจะมีกลิ่นนมกลิ่นเนยติดมาเช่นรูปประโยคภาษาอังกฤษ ที่มีเครื่องหมายวรรคตอน มีวลีขยายความ และใช้ passive tense  จะแปลให้รื่นผู้แปลต้องแตกฉานภาษาไทยเป็นอันดับหนึ่ง รู้ภาษาอังกฤษในระดับที่จะไม่เข้าใจผิดเป็นอันดับรอง  หมายความว่าต้องเขียนไทยได้ อ่านอังกฤษออก เพื่อถอดอารมณ์งานเขียนจากอังกฤษมาเป็นไทยได้อย่างเหมาะสม  และถ้ามีศัพท์ที่มีผู้พัฒนาขึ้นมาใช้แล้วก็ต้องรู้ด้วย  ในกรณีงานแปลเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ภาษาไทยและภาษาอังกฤษต่างก็แปลมาจากภาษาบาลี  ถ้าผู้แปลไม่รู้ศัพท์ในภาษาไทยที่เนื่องด้วยพระพุทธศาสนาแต่ไปแปลกลับมาจากภาษาอังกฤษ จะชวนให้ความเข้าใจเตลิดไปได้ ดังนั้น การแปลคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีผู้เขียนเป็นภาษาอังกฤษให้ฝรั่งเข้าใจกลับมาเป็นภาษาไทย จึงเป็นเรื่องที่ไม่เคยคิดจะทำ  เมื่อพระราชปฏิภาณกวีผู้ได้ลิขสิทธิ์พิมพ์เผยแพร่งานชุดนี้ของท่าน ว. ราหุล ปรารภขึ้นมา จึงสั่นหัวดิกๆ ไม่ยอมท่าเดียว จนเวลาล่วงเลยไปอีกหนึ่งปี จึงรู้ว่าเรื่องนี้มีแปลเป็นภาษาอื่นๆ หลายภาษาแล้ว แต่กลับไม่มีฉบับภาษาไทยที่เทียบเท่า และเพราะท่านบอกว่า “คุณพ่อของโยมก็เคยแปลเรื่องพระพุทธศาสนาแล้ว โยมน่าจะทำบ้าง”  จึงตัดสินใจทำ พ่อแปล “ความจริงอันประเสริฐตามพุทธวจนะ”  จนกระทั่งลูกสาวนึกว่าพ่อเขียนถอดความจากข้อเขียนของฝรั่ง เพราะไม่มีคำหรือวลีฝรั่งให้สะดุดหู  ต่อเมื่อพิมพ์ครั้งล่าสุดเป็นหนังสือสองภาษาเทียบกันหน้าต่อหน้า จึงรู้ว่าพ่อแปลจริง แปลตรง ก็ทึ่งมากๆ    หนังสือ “พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน” เป็นการอธิบายหลักธรรมของพระพุทธองค์ให้คนที่มีพื้นภูมิความรู้เรื่องศาสนาและทัศนะต่อโลกและชีวิตต่างออกไปจากวิธีของพุทธ  ท่านเขียนแบบถกแถลง ละม้ายวิธีที่พระนาคเสนตอบพระเจ้ามิลินท์ เพียงแต่ใช้วิธีบรรยายอธิบาย ไม่ได้ใช้วิธีถามตอบเชิงสนทนาเช่นมิลินทปัญหา  …

What the Buddha Taught

  หนังสือภาษาไทย แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ เพิ่งเสร็จเป็นเล่มเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมนี่เอง พระราชปฏิภาณโสภณ วัดราชโอรส เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากท่านเจ้าของเรื่องให้เผยแพร่ในประเทศไทยได้ ท่านพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษออกเผยแพร่แจกจ่ายมาหลายปีแล้ว เพิ่งจะพิมพ์ภาษาไทยในครั้งนี้ และยังได้ทดลองทำฉบับภาษาอังกฤษคู่กับภาษาไทยอีกหนึ่งเล่มด้วย ซึ่งคงจะสะดวกสำหรับคนที่อยากรู้ภาษาอังกฤษของคำในพระพุทธศาสนา หรือคนที่อ่านภาษาอังกฤษคล่องแต่อยากรู้ศัพท์เป็นภาษาไทยหรือบาลีที่ใช้ในภาษาไทยด้วย ดิฉันอยากเล่าถึงประสบการณ์ของตนเองที่ริแปลหนังสือธรรมะ ตามประสาคนไม่ถนัดแปล ถนัดแต่เขียนเองตามใจตัวเอง ด้วยสำนวนของตัวเอง  แต่ขอเวลารวบรวมประเด็นปัญหาที่ประสบมาก่อน ตอนนี้ใกล้วันวิสาขะบูชา จึงขอเพียงนำเสนอหนังสือเพื่อท่านที่สนใจ ได้อ่านอีกสักเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ต่างจากหนังสือธรรมะอื่นๆ ตรงที่ท่านผู้เขียนซึ่งเป็นภิกษุจากศรีลังกา ไปศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพุทธศาสนาเพิ่มเติมที่ประเทศฝรั่งเศส วิธีเขียนของท่านคล้ายกับการกล่าวชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องหลักคิดที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ที่แตกต่างจากศรัทธาในศาสนาอื่นๆ  เช่น เรื่อง ศาสนาพุทธพูดถึงทุกข์ แต่ไม่ใช่ทุกข์ในความหมายแบบคนที่มองโลกในแง่ร้าย  ศาสนาพุทธพูดถึงอนัตตา แต่ไม่ใช่ว่าตัวตนที่น่าจะมีแตกสลายไปไหน ผู้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ต้องการปฏิบัติตนตามหลักของพระพุทธศาสนาไม่จำเป็นต้องปลีกวิเวกไปนั่งหลับตาจำศีลภาวนา แต่สามารถปฏิบัติภาวนาได้แม้ในชีวิตประจำวัน แม้จะกล่าวถึงสิ่งต่างๆ ทำนองนี้ แต่แก่นของหนังสือก็คือแก่นของพระธรรมคำสอน ได้แก่ อริยสัจ ๔ ที่ท่านกล่าวแยกไว้รวม ๔ บท ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ ท่านผู้เขียนได้คัดพระสูตรบางสูตรมารวมไว้ในเล่มด้วย โดยตัดทอนความที่ซ้ำลงไปบ้าง แต่ก็ยังรักษาลีลาวิธีการสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดังที่มีในพระไตรปิฎกเอาไว้ หนังสือเล่มนี้ไม่มีขาย ผู้ที่อยากได้ต้องขอเท่านั้นค่ะ  ท่านผู้สนใจอาจติดต่อขอได้ที่บุญนิธิหอไตร วัดราชโอรสาราม ได้ทราบมาว่าฉบับสองภาษา(คือฉบับที่หน้าปกสีธงชาติ)ท่านทดลองพิมพ์ครั้งแรกขนาดเล่มใหญ่กว่าเล่มอื่นๆ  ท่านกำลังจะพิมพ์ใหม่ให้ขนาดเล็กลงเข้าชุดกับเล่มอื่นๆ  ส่วนฉบับภาษาไทย(ฉบับปกขาว) เป็นขนาดหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คทั่วไป หวังว่าคงหาได้นะคะ…

วางเถิดวาง: villanelle สำหรับใจ

วางเถิดวาง  ไปเบาๆ ไปดีๆ น้อมใจสู่พระธรรมนำจิตนิ่ง สุขแท้จริงอยู่ที่ความไม่มี ยศถาบรรดาศักดิ์ สังขารนี้ ล้วนหนักหนาถ้าแบกหามไปทุกส่ิง วางเถิดวาง ไปเบาๆ ไปดีๆ โดนนินทา ประสบทุกข์ เสื่อมศักดิ์ศรี ใจจึงหมองเพราะใจไร้ที่พิง สุขแท้จริงอยู่ที่ความไม่มี รู้ใช่ไหม   แล้วใยจึงติดมี ทั้งแก้วแหวนสรรพสมบัติ โลภะสิง วางเถิดวาง ไปเบาๆ ไปดีๆ สระสนานกายจิตปลิดราคี พ้นกิเลสที่ชักใจให้วนวิ่ง สุขแท้จริงอยู่ที่ความไม่มี ละเถิดละโลกธรรมคู่ทั้งสี่ สุขแท้จริงอยู่ที่เลิกฉกชิง วางเถิดวาง ไปเบาๆ ไปดีๆ สุขแท้จริงอยู่ที่ความไม่มี “Dusty Shingle”   8 Feb. 2017 ลอกมาจาก conversationroundtable.wordpress.com เป็นบทกลอนใช้ฉันทลักษณ์แบบ villanelle ของฝรั่ง เห็นว่าเหมาะกับโอกาสวันสำคัญทางศาสนาที่กำลังจะมาถึงคือวันอาสาฬหบูชา กับวันเข้าพรรษา จึงขอนำมาฝาก  โลกธรรมคู่ทั้งสี่คือ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข…

ถ้า”นวพร เรืองสกุล”สูงวัย เธอต้องการอะไร ?

เรื่องนี้ผู้เขียนตั้งชื่อเรื่องว่า “ปฏิทินแห่งความหวังของผู้สูงอายุ” มติชนตั้งช่ือให้ใหม่ตามที่นำมาใช้เป็นชื่อเรื่องนี้ขอบคุณมติชนที่ตั้งชื่อได้ถูกใจมาก ดิฉันอยากมีชีวิตในวัยเกษียณ แบบที่ปู่ย่าตายายของดิฉันเคยอยู่ คือแวดล้อมด้วยลูกหลานในสังคมครอบครัวขยาย สมาชิกในสังคมและชุมชนบางแห่งที่ชุมชนเข้มแข็ง อาจจะได้มีชีวิตวัยเกษียณตามที่กล่าวมา แต่สำหรับดิฉันและคนรุ่นดิฉันอีกไม่น้อยที่มีชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ อาจจะไม่ได้ เพราะครอบครัวของคนรุ่นดิฉันในสังคมเมืองเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น และจำนวนมากพอสมควรที่ไม่มีคู่ ไม่มีลูก ในวัยเริ่มเกษียณจากการทำงาน (เทียบได้กับวัยของนักศึกษา) ดิฉันยังแข็งแรง ดิฉันอยากจะมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและคนรุ่นหลัง เช่น งานอาสาสมัครที่ไม่ต้องการทักษะสูง แต่ช่วยทำให้มีเพื่อน และชีวิตแต่ละวันของดิฉันมีความหมายของการได้ให้กับผู้อื่น ถ้ามีผู้ต้องการ ดิฉันก็อยากจะถ่ายทอดประสบการณ์ หรือใช้ประสบการณ์ที่ได้สะสมมา ให้ข้อแนะนำแก่คนรุ่นหลัง เพื่อให้เขาไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามซ้ำเดิมที่ดิฉันเคยผ่านมาแล้ว หรือเพื่อเป็นกำลังใจให้เขาก้าวข้ามอุปสรรคในชีวิตของเขาไปได้อย่างงดงาม ในเวลาว่างที่เหลืออยู่ ดิฉันอาจจะทำสวนครัว หรืองานอดิเรกอื่นๆ ตลอดจนเดินทางท่องเที่ยว กับกลุ่มผู้มีความสนใจร่วมกัน โดยมีบริการจัดให้เราได้รวมตัวกันทำตามวัยของเรา เมื่อถึงเวลาที่สมรรถนะของร่างกายของดิฉันเริ่มถดถอย (เทียบได้กับวัยของนักเรียน) ดิฉันไม่ควรขับรถทางไกล ไม่ควรเดินทางไกลคนเดียว ไม่ควรปีนขึ้นที่สูง ดิฉันยังอยู่คนเดียวพอได้ แต่การดำรงชีวิตประจำวันเริ่มเป็นภาระ ดิฉันอยากจะได้บริการที่มีคนแวะเวียนมาทำงานหนักๆ ที่ทำเองไม่ไหวให้ เช่น มีคนรับไปเที่ยวหรือพาไปซื้อของจำเป็นประจำสัปดาห์ ดิฉันอยากได้การทำกิจกรรมเป็นกลุ่มมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ดิฉันคิดและมีเพื่อนคุย เพราะเพื่อนร่วมรุ่นเริ่มล่วงลับไป ยิ่งมีเด็กๆ อยู่ในกลุ่มหรือในละแวกใกล้เคียงด้วยยิ่งดี ดิฉันขอให้มีระบบเตือนผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ในกรณีที่ดิฉันประสบอุบัติเหตุหรือป่วยกะทันหัน เมื่ออยู่คนเดียว หากดิฉันป่วยไข้ไม่สบายและไม่มีคนดูแล อยากจะมีที่ให้ดิฉันได้ไปอยู่ชั่วคราวที่ดิฉันไม่ต้องมีภาระดูแลการกินการอยู่ของตนเอง ถ้าไม่มีญาติหรือชุมชนดูแล…

หลาดใหญ่ ๒๕๕๘

มีกิจกรรมหลายแห่ง มีพื้นที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ไปแล้วไม่กล้าไปซ้ำ เพราะเมื่อกิจกรรมหรือพื้นที่นั้นๆ เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น บรรยากาศมักเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ถูกกับจริตของตัวเอง หลาดใหญ่เป็นหนึ่งในข้อยกเว้น เคยเล่าเรื่อง หลาดใหญ่ หรือตลาดกลางถนน ของเมืองภูเก็ตไปแล้วครั้งหนึ่ง ปีนี้ได้ไปเดินเที่ยวอีก ยังคงชอบเหมือนเดิม กิจกรรมเปลี่ยนไปบ้าง ผู้ค้าและร้านค้าก็เปลี่ยนไปบ้าง แต่เป็นการเปลี่ยนที่ทำให้เห็นการมีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย มิใช่เปลี่ยนในทางมากขึ้น เอะอะขึ้น จอแจแออัดยัดเยียดด้วยร้านค้า และผู้คนต่างถิ่นมากขึ้น ที่ยังเห็นอยู่ดังเดิม เช่น ป่อเปี๊ยะฮกเกี้ยน อาหารพื้นถิ่นอีกหลายชนิด และร้านขายของอีกบางร้าน ร้านค้ามาใหม่ นอกจากแผงลอยในเว้งของห้องแถวแล้ว พบร้านค้าขายสินค้าเครื่องกระเบื้องจากญี่ปุ่นหนึ่งแผง เป็นของใหม่หรือของเก่าก็ไม่รู้ แต่ว่าสวย และมีของครบ บางครั้งมีกล่องด้วย ไม่เข้าใจว่าได้มายังไง เป็นแฟนกับร้านแบบนี้ที่เพลินจิต มาเจอสินค้าทำนองเดียวกันก็อดแวะไม่ได้ สอบถามได้ความเพียงว่า มีผู้นำเข้ามาเป็นตู้ๆ แล้วก็ไปเหมากันมาเป็นตู้ มาแยกขาย เห็นห้องแถวเปิดกลางคืนเพิ่มขึ้นหลายแหล่ง แห่งหนึ่งคือ ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวบริการโดยท้องถิ่น ภายในอาคารมีนิทรรศการเกี่ยวกับคนบ้าบ๋าของภูเก็ต พร้อมสินค้าของฝากที่น่าซื้อ ห้องแถวอีกหลายห้องเปิดกิจการร้านอาหาร ร้านไอศครีมเล็กๆ ตกแต่งน่ารักน่านั่ง ที่ชอบมากคือดนตรีกลางถนน ที่มีม้านั่งให้เราได้กินไปฟังไป คราวนี้เจอวงดนตรีที่แม่ค้าไปร่วมแจมร้องเพลงด้วย ดูเป็นกันเองดีระหว่างคนขายของ คนมาเที่ยว และคนฟังดนตรี เดินต่อมาเจอวงเด็กเล็ก เป็นกิจกรรมของโรงเรียนดนตรี…