B/E Debacle

ในระยะนี้มีข่าวว่าตั๋วแลกเงิน (bill of exchange หรือย่อว่า B/E ซึ่งเป็นตราสารแสดงความเป็นหนึ้อย่างหนึ่ง) ของบางบริษัทมีปัญหาชำระเงินไม่ได้ตามกำหนด จึงขอให้ผู้จัดการกองทุนคนหนึ่งช่วยเขียนเล่าเพื่อสร้างความเข้าใจ ตั๋วแลกเงินเร่ิมเป็นที่นิยมหลังจากที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแห่งหนึ่งนำมาใช้เป็นช่องทางหารายได้ให้ผู้ถือหน่วย  มี บลจ. อีกหลายๆ แห่งทำตามและบุคคลธรรมดาก็ทำบ้าง คนเรามีความชำนาญในการวิเคราะห์ความเสี่ยงประเภทนี้ไม่เท่ากัน  โปรดติดตามอ่านประเด็นที่ควรคำนึงถึงจากคุณอรุณ ปาวา ได้เลยค่ะ บทความเป็นภาษาอังกฤษตามความถนัดของผู้เขียนไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการทำความเข้าใจเพื่อป้องกันเงินออมที่แต่ละคนมีนะคะ B/E Debacle Eventually, No Risky Deed Goes Unpunished Recently, a spate of negative news hit the headlines of the Thai financial press as B/E issuers defaulted on their payments to investors. For now, let’s set aside…

เหตุเกิดที่ไทยพีบีเอส

ไทยพีบีเอสนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัทซีพีเอฟเป็นการผิดจรรยาบรรณสื่อ!   เรื่องลามเลยไปถึงการประชุมอันยาวนานของคณะกรรมการนโยบายฯ จบลงด้วยการลาออกของผู้อำนวยการ เรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ  วิญญาณของผู้บริหารเงินทุนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาสำรวจปัญหา  เพื่อตอบคำถามที่ว่า… เอาเงินภาษีของประชาชนไปทำงี้ได้ไง  ทำผิดกฎหมายหรือเปล่า (คำถามมาตรฐาน) ผู้บริหารต้องรับผิดชอบ  บริษัทนี้มีปัญหากับ “สังคม” คุณไม่รู้หรอกหรือ วิญญาณสื่อของคุณหายไปไหน ไปสนับสนุนบริษัทแบบนี้  ต่อไปนี้สถานีจะขาดความเป็นอิสระ ฯลฯ ก่อนอื่น ขอเรียนว่าข้อมูลข่าวสารได้มาจากการติดตามข่าวผ่านสื่อ ทั้งข่าวเล่า (คือมีผู้ติดตามอ่านแล้วมาสรุปให้ฟัง) และข่าวเขียน (แปลว่าอ่านเอง) บวกกับการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องกระบวนการทำงาน ข้อสังเกตและความเห็นมีดังนี้   ข้อ ๑ ตามหลักการบริหารเงิน การหารายได้อย่างเหมาะสมแทนการทิ้งเงินไว้เปล่าๆ เป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของผู้บริหาร ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ได้เขียนอธิบายหลักการพร้อมวิธีปฏิบัติขององค์กรสาธารณะไว้แล้วใน facebook คณะกรรมการนโยบายฯ ตำหนิการทิ้งเงินไว้เป็นเงินฝากธนาคารมาอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะนำเงินไปหาผลประโยชน์อื่นเพื่อให้มีรายได้งอกเงยขึ้นมา  จนกระทั่งฝ่ายบริหารอยู่นิ่งไม่ได้ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างในเรื่องการลงทุน เพราะถ้าไม่ทำก็แปลว่าไม่รับผิดชอบ (ถ้าลงทุนผลีผลามก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน แต่คนละประเด็น) ขั้นตอนการลงทุนของผู้บริหารเงินทุนโดยทั่วไปคือ นำเสนอกรอบการลงทุนให้คณะกรรมการพิจารณา  กรอบคือหลักเกณฑ์ว่าจะลงทุนในตราสารประเภทใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด ระดับความเสี่ยงที่กรรมการหรือองค์กรรับได้คือแค่ไหน และสาระอื่นๆ ที่ประกอบกันขึ้นเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน ในระบบการทำงานจะต้องชัดเจนว่า ใครตัดสินใจ ใครอนุมัติฯลฯ…

ใช้เงินให้เป็น (ตอน ๒/๒)

5. เห็นค่าของเวลา เพราะเวลาคือชีวิต — money value of one’s time คนบางคนบอกว่าไปเดินช้อปปิ้งฆ่าเวลา เราฆ่าเวลาไม่ได้  มีแต่เวลาที่ผ่านเลยเราไปไม่หวนกลับมา ยิ่งใกล้้ตายยิ่งเรียกหาเวลา เป็นนาที เป็นชั่วโมง แปลกมาก นักการเงินคนหนึ่งในอเมริกา สอนคนที่หาได้ไม่ค่อยพอใช้ให้คิดถึงสิ่งของทั้งหลายเป็นเวลาในชีวิต  Your Money or Your Life  ภาษาไทยชื่อ เงินหรือชีวิต  เขาสอนให้ตีราคาเงินได้สุทธิของเราแต่ละคน โดยเริ่มจากประเมินค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ไปเพื่อการหารายได้ แล้วนำไปลบออกจากรายได้ที่ได้รับ เป็นเงินได้ ส่วนเวลานั้นต้องรวมเวลาทั้งหมดที่ใช้ไปในการหารายได้ นับตั้งแต่เวลาเดินทาง เวลาไปหาหมอถ้าประสาทเครียดจากการทำงาน ฯลฯ  เข้าไปในเวลาทำงานด้วย แล้วหาจำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปในการทำงาน เป็นอันว่า เราทุกคนใช้เวลาเนื่องกับการหารายได้มากกว่าชั่วโมงทำงาน และได้เงินสุทธิจากการทำงานน้อยกว่าเงินเดือนที่ได้รับมา ได้สองอย่างนี้แล้วเอามาคำนวณว่า  เราใช้เวลากี่ชั่วโมง ได้รายได้กี่บาท ที่นี้จะซื้ออะไรก็ลองตีกลับจากราคาที่เป็นบาทเป็นสตางค์กลับเป็นจำนวนชั่วโมง คิดแล้วคงเห็นว่า ของราคาเดียวกัน เอาเวลาในชีวิตของคนแต่ละคนไปไม่เท่ากัน คิดแบบนี้ คนที่ยังหาได้รายได้น้อยๆ จะระวังเรื่องเงินทองมากขึ้นไหม 6. การลงทุน เรื่องนี้มีสองส่วน •เงินต่อเงิน เงินสร้างดอกเบี้ย เงินปันผล ตำราว่าด้วยเรื่องนี้มีมากมาย •ลงทุนในตัวเอง…

ใช้เงินให้เป็น (ตอนที่ ๑/๒)

มีช่องว่างอันกว้างใหญ่ระหว่างความรู้กับการลงมือทำ  การสอนให้ออม สอนให้ใช้เงินให้เป็น และสอนความรู้ด้านการเงิน  ไม่ค่อยได้ผล เพราะคนส่วนมากรู้แล้วไม่ทำ เรื่องนี้แม้แต่ในประเทศตะวันตกที่ทำเรื่องให้ความรู้ด้านการเงินมานานก็รับว่าแค่สอนไม่ได้ผล  จะให้ได้ผลต้องสร้างเข้าไปในพฤติกรรมและสังคมแวดล้อมด้วย เรื่องนี้สำคัญมาก  สมัยที่ดิฉันเป็นเลขาธิการ กบข. ซึ่งหมายความว่าเป็นหมายเลขหนึ่งในองค์กร จึงวางโครงงานหลายเรื่องแล้วมีคนจัดให้  ตอนนั้นจัดโครงการพี่สอนน้องด้านการเงิน และมีบรรยายทุกบ่าย-เย็นวันพุธทั้งเรื่องการเงิน เศรษฐกิจ ฯลฯ เพื่อสร้างชีวิตสมดุลให้กับพนักงานซึ่งส่วนมากอยู่ในวัยหนุ่มสาว ต่อมา เมื่อต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำงานอื่น พวกเรากลุ่มหนึ่งสร้างวิธีสอนด้านการเงินเอาไว้หลาย module  แล้วให้เพื่อนร่วมงานรุ่นหนุ่มสาวช่วยกันสอน เนื่องจากแต่ละคนประกอบอาชีพอื่นกันอยู่แล้ว มาสอนด้านการเงินก็เพราะอยากสนุกและอยากให้คนอื่นได้รู้แบบที่เคยรู้มา จึงเน้นสอนเพื่อให้ผู้ฟังไปสอนต่อ  จึงปรากฏว่าไม่สำเร็จเพราะ ผู้ฟังก็ไม่ยอมสอน ส่วนมากบอกว่าสอนไม่ได้ ไม่มั่นใจ บริษัทที่จ้างวิทยากรไปสอนเองก็ไม่สนับสนุนให้พนักงานสอนกันเอง ระบบงานวางไว้ให้มีแต่งบประมาณจ้างวิทยากรภายนอกไปสอน สุดท้ายวิทยากรเบื่อ ก็เลยเอาเนื้อหาเกือบทั้งหมดขึ้นเว็บ เนื่องจากแต่ละคนที่ทำเรื่องนี้ไม่มีใครเป็นนักประชาสัมพันธ์หรือเก่งด้านสื่อสักคน เรื่องก็ยุติลงแค่ปล่อยให้ใครที่อยากรู้ อยากสอน ไปคว้าเอาจากอากาศตรงนี้ http://www.diy4wealth.com/ 1. ทัศนคติที่แต่ละคนมี ต่อเงิน ต่องาน ต่อชีวิต เรื่องนี้สำคัญมาก จึงขอชวนกันคิด แทนที่จะให้สูตรสำเร็จว่า ออมอย่างไรดีที่สุด ลงทุนอย่างไรจึงจะได้เงินมากๆ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างต้องวางวิธีของตนเอง และหนังสือว่าด้วยการออม การลงทุน มีมากมายเต็มแผงหนังสือ ที่เคยเขียนไว้เองก็เช่น…