ต้นแบบทางเลือกของสวนสาธารณะของชุมชน: อุทยานจุฬาฯ 100 ปี  (The Creative Community Park of 2017)

ไปชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรคิ ร. ๙ ที่อาคารนิทรรศการในอุทยานจุฬาฯ ๑๐๐ ปี (คืออาคารที่ตั้งอยู๋ติดกับถนนบรรทัดทอง) เป็นนิทรรศการ ๓ ส่วนคือ ส่วนห้องที่มีอ้างอิง ส่วนนิทรรศการภาพ และส่วนแสดงโครงการสำคัญๆ ที่เป็นโครงการในพระราชดำริด้วยเทคนิคแบบ 4D เป็นรอบๆ   ตอนที่ไปเป็นรอบ ๑๑.๐๐ น. ในขณะที่สองย่ายังงงอยู่กับเครื่องมือเครื่องไม้ในห้องอ้างอิง  หลานน้อยนักเรียนประถม ๕ กลับใช้งานอย่างคล่องแคล่ว เลือกดูความรู้จากจอ และเปิดเพลงพระราชนิพนธ์เพราะๆ ให้ย่าฟัง ระหว่างรอเวลาเปิดแสดงแสง สี เสียง ฉายภาพเล่าเรื่องด้วยเทคนิค 4D เทคนิคน่าตื่นเต้นสำหรับคนที่ไม่เคยเห็น แต่ถ้าเคยเห็นมาก่อนแล้ว เช่นที่ สวนป่ากลางเมือง ของกลุ่ม ปตท. แถวบึงกุ่ม ก็จะไม่ตื่นเต้นนัก แถมดูนานๆ จะเวียนหัวเอาเสียด้วย พอดีวันที่ไปดูมีช่างภาพจากสื่อประเทศจีนมาร่วมชมด้วย ก็ขอแสดงความยินดีที่นิทรรศการเป็นที่สนใจ  ตัวเองและเพื่อนร่วมงานรุ่นหลังกลับได้ไอเดียบรรเจิดขึ้นมา หลังจากชมเทคนิคนี้​ ผสมกับที่ได้ยินมาว่าจุฬาฯ ดำริจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์มาประดิษฐานไว้ในสวน พระบรมรูปใหญ่ๆ ดูล้าสมัย และทำให้สวนชุมชนที่ไม่ใหญ๋นักกลับคับแคบลงไป จะดีกว่าและทันสมัยกว่าไหมนะ ถ้าจะยิงแสงเลเซอร์พระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นไปบนท้องฟ้าสัก ๑๕ นาทีทุกค่ำ (หรือหนึ่งค่ำในหนึ่งสัปดาห์)…

ความทรงจำ 13 ตุลาคม 2559-2560

บทกลอนนี้ลงไว้ครั้งหนึ่งแล้วใน historyboxex.wordpress.com ณ รอยต่อแห่งยุคสมัย  ขอนำมาลงอีกครั้ง เพื่อทบทวนเหตุการณ์สำคัญยิ่งในชีวิตคนไทยในช่วงเวลานี้ ก่อนถึงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๐  แล้ววันเวลาก็จะผ่านไปเหมือนเช่นที่เคยผ่านเสมอมา  หวังว่าสิ่งดีงามจะยิ่งแผ่ขยาย แทนที่จะเลือนไปตามความทรงจำ  ‘ในท่ามกลางทุกข์เทวษเหตุวิโยค’      ใจอมโศกระบายโศกเป็นงานศิลป์   ครูเพลงสร้างเสียงเพลงรวมศิลปิน     กวีจินตนาการผ่านกานท์กลอน   จิตรกรฝากฝีมือผ่านฝีแปรง               นักแสดงสมัครเล่นแปรอักษร    ต่างอาชีพต่างผลงานต่างขั้นตอน      เมื่อใจสอนเปลี่ยนใจเศร้าเป็นพลัง    ชาวประชาสรรค์คิดจิตอาสา             ทุกคนมาร่วมมือทำตามใจสั่ง    ทั้งรัฐราษฎร์หยาดน้ำใจไว้รอบวัง     บ้างสงบนั่งฟังธรรมทุกค่ำคืน    ทำอะไรอะไรไม่ให้ชีวิตว่าง                 ถึงมีกฎระเบียบบ้างไม่ขัดขืน…

วิวัฒนาการเศรษฐกิจไทย: ข้อคิดและบทเรียน

สถานภาพทั่วไป เนื่องจาก 666 ปี กรุงศรีอยุธยา มีสารคดีและงานวิชาการค้นคว้าเรื่องอยุธยามากมาย สำหรับหนอนหนังสือ เช่น หมิงสือลู่-ชิงสืือลู่ บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ตอนว่าด้วยสยามฯ และ อโยธยาศรีรามเทพนครบวรทวารวดี มรดกความทรงจำแห่งสยามประเทศ   ดร. วินัย พงศ์ศรีเพียร บรรณาธิการ เป็นต้น สำหรับผู้ชม มีงานสนทนาและสารคดีมากมายในยูทูป รวมทั้งสถานีไทยพีบีเอส ออกอากาศสารคดีชุด อยุธยาที่ไม่รู้จัก ไป ๔ ตอนแล้ว คือ “อยุธยาที่หายไป” “อยุธยามหาอำนาจราชธานี” “อยุธยาเมืองท่าแห่งอุษาคเนย์” “หลากชนชาติ หลากภาษา อยุธยาราชธานี” สมัยรัตนโกสินทร์ระยะร้อยกว่าปีที่ผ่านมา มีงานหนังสืออีกชุดหนึ่งที่มาจากงานวิจัยของ สกว.  ดร. วินัย พงศ์ศรีเพียร เป็นหัวหน้าโครงการ  งานชุดนี้ครอบคลุมงานวิจัยในพื้นที่ทุกภาคของประเทศไทย ได้ภาพประวัติศาสตร์เศรษฐกิจท้องถ่ินที่คลี่คลายมาสู่ยุคปัจจุบัน  และประวัติศาสตร์ส่วนกลางบางเรื่อง เช่น เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน และกระบวนการที่เกิดขึ้นในการสร้างทางรถไฟสายโคราช  ส่วนเรื่องของบุคคลที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการค้าของไทยก็เช่น House of Maskati: One Indian Family’s…

เก็บความทรงจำของยุคสมัยไว้ใน blog:  historyboxes.wordpress.com

                                                                                   ภาพ:  Puckpan Tipayamontri  สิงหาคม ๒๕๖๐ ขอแจ้งข่าวว่า กำลังขึ้น blog คู่ขนานกับ thaidialoque.wordpress.com ชื่อ blog ตามหัวเรื่องนี้ เหตุจาก…

ผ้าทอ ณ บ้านคำปุน อุบลราชธานี

ประณีตศิลป์ที่บ้านคำปุน ผ้าไหมคำปุนเป็นผ้าไหมเลื่องลือชื่อด้านความวิจิตรบรรจง จากครอบครัวที่ทำผ้าสืบทอดกันมาสี่ชั่วคนแล้ว สิ่งใดประณีตสิ่งนั้นแพง แพงเพราะฝีมือและแพงเพราะเวลาที่ใช้ต่อผ้า ๑ ผืน  บางผืนใช้เวลาทอทั้งปี ช่างทอก็ต้องกินต้องใช้เงินเพื่อการเลี้ยงตนเหมือนกัน บ้านคำปุนอยู่อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี เปิดบ้านและโรงทอให้ชาวเมืองได้เข้าชมเพียงปีละครั้งในช่วงเทศกาลงานบุญเข้าพรรษาเพียง ๓ วัน ควรเตรียมเวลา ซื้อตั๋ว จองโรงแรมล่วงหน้านานๆเพื่อไม่ให้พลาด คราวนี้ได้เห็นกลุ่มใหญ่มาจากภูเก็ต ทุกคนแต่งชุดสตรีเพอรานากันอย่างพร้อมเพรียงกันมาอวดชาวอุบล บริเวณแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนของร้านกาแฟเพิ่งเปิดวันที่ ๘ กรกฎาคมนี้เอง  คอกาแฟบอกว่า กาแฟรสดี เค้กอร่อย ทุกอย่างไม่หวานจัดจนตกใจ แถมมีคุกกี้และของที่ระลึกเช่นเสื้อยืดและร่ม ให้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน ส่วนของบ้านและโรงทอ เปิดให้ชมงานทอและของสะสม ชื่นชมสปิริตของการร่วมด้วยช่วยกัน “พนักงาน” ขายตั๋วหน้างาน มาจากชมรมผ้าลับแล จ. อุตรดิตถ์ “พนักงาน” รับออเดอร์กาแฟและขนม และ “พนักงานขายของที่ระลึก” เป็นเพื่อนของลูกๆ เจ้าของบ้าน ต่างคนต่างมีอาชีพมีการงานเป็นหลักเป็นฐาน แต่ถึงเทศกาลก็บินมาช่วยงานทุกปีไม่ขาด  นับว่างานนี้เดินได้ด้วยเครือข่ายญาติมิตร และคนรู้จักหรือคนคอเดียวกันในเรื่องอนุรักษ์ผ้าที่เคียงขนานไปกับการสร้างงานรุ่นใหม่ ทันสมัย งานของคำปุนเป็นหัตถศิลป์ที่ท้าพิสูจน์ได้ระดับโลก เคยได้รางวัลจากการประกวดระดับนานาชาติมาแล้ว เป็นการสร้างชื่อให้กับประเทศโดยลำพังเอกชนคนทำงาน และต่อไปก็น่าจะมีงานของคนหนุ่มสาวไฟแรงคนอื่นๆ ตามมา…

ประวัติศาสตร์สังคมที่บันทึกไว้ในนวนิยาย…วรางคณา นวนิยายของ ‘สราญจิตต์’

จำเรื่อง วรางคณา ได้เพียงเลาๆ แต่คิดถึงจนอยากอ่านอีกครั้ง เล่าโครงเรื่องเท่าที่จำได้ให้เพื่อนนักอ่านประจำรุ่นฟัง ก็ไม่มีใครตอบรับ เขาคงไม่ติดใจเหมือนเรา ในที่สุดก็ตามหาจนพบ เป็นหนังสือใหม่ (แต่กรอบเพราะความอาวุโส ต้องหยิบจับอย่างระมัดระวังมาก) ได้มาจากร้านขายหนังสือเก่าในเว็บ นวนิยายเรื่องนี้ลงพิมพ์ในนิตยสารศรีสัปดาห์ ในนามปากกา สราญจิตต์ (ม.ล. จินตนา นพวงศ์) รวมเล่มครั้งแรก พ.ศ.​2499 เล่มที่ได้มาพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2522 อ่านใหม่จึงรู้ว่าที่จำได้กับที่ผู้เขียนเขียนไว้นั้นห่างกันไกล ที่จำได้ไม่พลาดคือ ตัวเอกฝ่ายหญิงเป็นฝาแฝดที่บุคลิกต่างกัน ชื่อบุษบงกับบุษกร บุษกรคนใจดีไปพบชายคนหนึ่งเจ็บหนักอยู่ในกระท่อมของเพื่อนบ้านริมสวนของญาติผู้ใหญ่ของตน  สายสร้อยข้อมือประดับเพชรรูปไพ่มีบทอยู่ในเรื่องด้วย ที่เหลือ ความทรงจำแต่งเติมเรื่องให้เอง เช่น คิดว่าพระเอกจำนางเอกได้เพราะสายสร้อยไพ่เส้นนี้ แต่กลายเป็นว่าคนอ่านจำผิด แม้แต่คำแปลชื่อเรื่องก็จำไม่ได้ ต้องพึ่งพจนานุกรมอีกครั้ง  วรางคณา ไม่ใช่ชื่อนางเอก  วรางคณาแปลว่า หญิงผู้ประเสริฐ​ อ่านเรื่องนี้ใหม่ในวัยเกษียณ (คล้ายกับอ่านเวนิสวาณิช ตอนอายุมากแล้ว และเคยเขียนเล่าไว้แล้ว) ความทรงจำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคมของคนกรุงเทพฯ​ สมัยนั้นกลับมาโลดแล่นในมโนจักษุ  สำหรับผู้อ่านสมัยนี้ถือเป็นความรู้ย้อนยุค เช่น สาวทันสมัยในสมัยนั้นนุ่งกระโปรงบานกว้าง ลายฉวัดเฉวียน  สมัยนั้นกระโปรงบางตัวทั้งย้วยทั้งจีบรูด ถ้าเป็นกระโปรงจีบรอบตัวเกินวงกลม   บางคนใส่เป็ตติโค้ทหลายชั้นให้กระโปรงบานพองคงรูป บุษกรซื้อผ้าตัดเสื้อจากพาหุรัดไปฝากเพื่อน  สมัยพ.ศ.…

Shanghai 2017:  urban development 

ภาพคราวน้ีเป็นย่านต่างๆ ในเซี่ยงไฮ้ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยการวางแผนอย่างรอบคอบ เป็นย่านที่เกิดขึ้น by design ไม่ได้เกิดแบบจับพลัดจับผลูเกิดขึ้นมาเอง  ได้แก่ การฟื้นฟูย่านเดิมที่มีประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมน่าสนใจ อันเป็นวิถีของเมืองมาแต่เดิม คือย่าน Xin Tian Di ที่เป็นบ้านใหญ่ๆ  และย่าน Tianzifang ที่เป็นชุมชนเดิม แต่ละอันพัฒนาโดยคงบริบทสังคมเดิม ย่านแรกเป็นย่านของดีมีชื่อ ทั้งของจีนสมัยใหม่และสินค้ายี่ห้อระดับโลก รวมทั้งร้านอาหารดังๆ ด้วย ส่วนย่านหลังพัฒนาจากร้านค้าเรือนแถวที่มีทางเดินเล็กๆ แคบๆ ชวนให้นึกถึงตลาดนางเลิ้งอย่างยิ่ง  การปรับปรุงบริเวณเดิมให้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น เช่น ถนน Nanjing ทั้งสาย ส่วนตะวันออก เป็นถนนไว้เดิน ส่วนตะวันตกเป็นถนนกว้างบาทวิถีกว้าง ประดับประดาด้วยดอกไม้สดสวย หน้าอาคารหลายแห่งตั้งประติมากรรมสมัยใหม่น่าสนใจ ถนนทั้งสายเป็นที่ตั้งของร้านสินค้าแบรนด์เนม ส่วนกลางคืนสองข้างถนนประดับไฟและร้านค้าเองก็แข่งกันเล่นสีแสงไฟ สวยเจิดจ้า อีกบริเวณที่ได้รับการปรับปรุงและขยายจนกลายเป็นที่เดินเล่นยอดนิยมคือ the Bund ริมแม่น้ำ (ดูภาพจาก เซี่ยงไฮ้ 2017 ตอน ๑)  ส่วนอีกฝั่งแม่น้ำคือฝั่ง Pudong สวนที่มองมาเห็น the Bund ซึ่งเดิมก็ดูดีอยู่แล้ว กำลังมีการบูรณะปรับปรุงใหญ่ น่าสนใจจะตามไปดูว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร) การพัฒนาบริเวณขึ้นมาใหม่…