ประวัติศาสตร์สังคมที่บันทึกไว้ในนวนิยาย…วรางคณา นวนิยายของ ‘สราญจิตต์’

จำเรื่อง วรางคณา ได้เพียงเลาๆ แต่คิดถึงจนอยากอ่านอีกครั้ง เล่าโครงเรื่องเท่าที่จำได้ให้เพื่อนนักอ่านประจำรุ่นฟัง ก็ไม่มีใครตอบรับ เขาคงไม่ติดใจเหมือนเรา ในที่สุดก็ตามหาจนพบ เป็นหนังสือใหม่ (แต่กรอบเพราะความอาวุโส ต้องหยิบจับอย่างระมัดระวังมาก) ได้มาจากร้านขายหนังสือเก่าในเว็บ นวนิยายเรื่องนี้ลงพิมพ์ในนิตยสารศรีสัปดาห์ ในนามปากกา สราญจิตต์ (ม.ล. จินตนา นพวงศ์) รวมเล่มครั้งแรก พ.ศ.​2499 เล่มที่ได้มาพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2522 อ่านใหม่จึงรู้ว่าที่จำได้กับที่ผู้เขียนเขียนไว้นั้นห่างกันไกล ที่จำได้ไม่พลาดคือ ตัวเอกฝ่ายหญิงเป็นฝาแฝดที่บุคลิกต่างกัน ชื่อบุษบงกับบุษกร บุษกรคนใจดีไปพบชายคนหนึ่งเจ็บหนักอยู่ในกระท่อมของเพื่อนบ้านริมสวนของญาติผู้ใหญ่ของตน  สายสร้อยข้อมือประดับเพชรรูปไพ่มีบทอยู่ในเรื่องด้วย ที่เหลือ ความทรงจำแต่งเติมเรื่องให้เอง เช่น คิดว่าพระเอกจำนางเอกได้เพราะสายสร้อยไพ่เส้นนี้ แต่กลายเป็นว่าคนอ่านจำผิด แม้แต่คำแปลชื่อเรื่องก็จำไม่ได้ ต้องพึ่งพจนานุกรมอีกครั้ง  วรางคณา ไม่ใช่ชื่อนางเอก  วรางคณาแปลว่า หญิงผู้ประเสริฐ​ อ่านเรื่องนี้ใหม่ในวัยเกษียณ (คล้ายกับอ่านเวนิสวาณิช ตอนอายุมากแล้ว และเคยเขียนเล่าไว้แล้ว) ความทรงจำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคมของคนกรุงเทพฯ​ สมัยนั้นกลับมาโลดแล่นในมโนจักษุ  สำหรับผู้อ่านสมัยนี้ถือเป็นความรู้ย้อนยุค เช่น สาวทันสมัยในสมัยนั้นนุ่งกระโปรงบานกว้าง ลายฉวัดเฉวียน  สมัยนั้นกระโปรงบางตัวทั้งย้วยทั้งจีบรูด ถ้าเป็นกระโปรงจีบรอบตัวเกินวงกลม   บางคนใส่เป็ตติโค้ทหลายชั้นให้กระโปรงบานพองคงรูป บุษกรซื้อผ้าตัดเสื้อจากพาหุรัดไปฝากเพื่อน  สมัยพ.ศ.…

Shanghai 2017:  urban development 

ภาพคราวน้ีเป็นย่านต่างๆ ในเซี่ยงไฮ้ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยการวางแผนอย่างรอบคอบ เป็นย่านที่เกิดขึ้น by design ไม่ได้เกิดแบบจับพลัดจับผลูเกิดขึ้นมาเอง  ได้แก่ การฟื้นฟูย่านเดิมที่มีประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมน่าสนใจ อันเป็นวิถีของเมืองมาแต่เดิม คือย่าน Xin Tian Di ที่เป็นบ้านใหญ่ๆ  และย่าน Tianzifang ที่เป็นชุมชนเดิม แต่ละอันพัฒนาโดยคงบริบทสังคมเดิม ย่านแรกเป็นย่านของดีมีชื่อ ทั้งของจีนสมัยใหม่และสินค้ายี่ห้อระดับโลก รวมทั้งร้านอาหารดังๆ ด้วย ส่วนย่านหลังพัฒนาจากร้านค้าเรือนแถวที่มีทางเดินเล็กๆ แคบๆ ชวนให้นึกถึงตลาดนางเลิ้งอย่างยิ่ง  การปรับปรุงบริเวณเดิมให้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น เช่น ถนน Nanjing ทั้งสาย ส่วนตะวันออก เป็นถนนไว้เดิน ส่วนตะวันตกเป็นถนนกว้างบาทวิถีกว้าง ประดับประดาด้วยดอกไม้สดสวย หน้าอาคารหลายแห่งตั้งประติมากรรมสมัยใหม่น่าสนใจ ถนนทั้งสายเป็นที่ตั้งของร้านสินค้าแบรนด์เนม ส่วนกลางคืนสองข้างถนนประดับไฟและร้านค้าเองก็แข่งกันเล่นสีแสงไฟ สวยเจิดจ้า อีกบริเวณที่ได้รับการปรับปรุงและขยายจนกลายเป็นที่เดินเล่นยอดนิยมคือ the Bund ริมแม่น้ำ (ดูภาพจาก เซี่ยงไฮ้ 2017 ตอน ๑)  ส่วนอีกฝั่งแม่น้ำคือฝั่ง Pudong สวนที่มองมาเห็น the Bund ซึ่งเดิมก็ดูดีอยู่แล้ว กำลังมีการบูรณะปรับปรุงใหญ่ น่าสนใจจะตามไปดูว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร) การพัฒนาบริเวณขึ้นมาใหม่…

เซี่ยงไฮ้ 2017 ตอน ๒ ตลาดผ้าและอาหาร

หมายมั่นปั้นมือไปตัดเสื้อที่เซี่ยงไฮ้ แต่ได้ผ้าพันคอมาแทน ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ถนนนานจิงย่านคนเดิน แต่ร้านก็มีอีกหลายสาขา ความสวยอยู่ที่แพรเนื้อนิ่ม สีสันสดใส จากภาพเขียนของศิลปิน เล่าเรื่องราวของเส้นทางสายไหม อันเป็นเส้นทางการค้าของจีนกับตะวันตกมาแต่โบราณ ผ้าพันคอไหมที่นำภาพของศิลปินมาทำเป็นลายผ้าเป็นความชอบส่วนตัวอยู่แล้ว เหมือนกับเป็นภาพที่เราพกพาเคลื่อนที่ไปได้ ไม่ต้องแขวนนิ่งอยู่บนผนังบ้านแต่อย่างเดียว  ผ้าผืนนี้มาต่อแถวพันคอ ของ The Met นิวยอร์ก และ จิม ทอมป์สันของไทยเราเอง (ที่นำภาพของ ศ. อิทธิพล ตั้งโฉลกมาใช้)  Shi Liu Pu Fabric Market ย่านเก่าของเซี่ยงไฮ้ขายทั้งผ้าและวัสดุประกอบการตัดเย็บ และรับตัดเย็บเสื้อผ้าไปด้วยในร้านเดียวกัน  เดินไปก็นึกถึงร้านค้าน้อยใหญ่ในตึก ไชน่า เวิลด์ (ตึกเซ็นทรัล วังบูรพา เดิม)  ที่พาหุรัด ของเรา แต่ของเรามีผ้านานาชาติ ร้านค้านานาชาติ ขาดการรับตัดเย็บเป็นการทั่วไป ที่ต้องทำทุกวันวันละสามเวลาคือ รับประทานอาหาร จึงมีข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับอาหารเท่าที่เห็นมา น้ำผลไม้นานาชนิดมีขายทั่วไป ทั้งปั่น ทั้งบีบแยกน้ำแยกกาก  และขายผลไม้สดใส่ถ้วยแบบถ้วยกาแฟมีฝาปิด เคยนับผลไม้ได้ถึง ๘ ชนิดในหนึ่งแก้ว อาหารไม่หวาน แม้แต่ของหวานก็แค่หวานปะแล่มๆ น้ำเปล่าที่เสิร์ฟให้เป็นน้ำธรรมดา…

เซี่ยงไฮ้ 2017

ไปเดินเล่นอยู่ที่เซียงไฮ้เป็นเวลา ๕ วันเต็มๆ  เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้สีสันสวยงามทั้งไม้ยืนต้นและไม้ล้มลุก ภาพนี้เป็นกำแแพงดอกไม้ ที่เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงกั้นแม่น้ำ ด้านบนเปิดเป็นที่สาธารณะให้เดินเล่นได้  สะอาด สวยงาม เมื่อเดินขึ้นไปสุดบันได หันหลังมามอง จะเห็นผู้คนคลาคล่ำ ทั้งด้านบนและด้านล่างของลาน นึกถึงที่มีผู้เสนอให้ทำโครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงยานนาวา ซึ่งเป็นช่วงที่กรุงเทพฯ ยังขาดเขื่อนกั้นแม้น้ำอยู่ช่วงเดียว ทำแล้วจะได้เส้นทางเดินเล่นแบบนี้ แต่ผู้มีอำนาจกลับดึงดันจะสร้างทางจักรยาน ๑๔ ก.ม. จักรยานสำคัญกว่าคนเดิน!! หันไปอีกทาง จะได้ภาพอาคารสูงของฝั่งพัฒนาใหม่เป็นย่านอาคารสำนักงาน แต่ละอาคารสร้างประชันแบบกันน่าชม อากาศสลัวหน่อยเพราะฝนทำท่าจะพรำลงมา ก็นี่เป็นฤดูใบไม้ผลิ ต้องการฝนมาปลุกให้ต้นไม้ตื่นจากหลับนานช่วงฤดูหนาว และฝนพรมให้ดอกไม้สดชื่น ด้านพื้นดินของทางเดินที่ยกสูงขึ้นไปแบบเป็นสันเขื่อน มีร้านค้า หน้าร้านหันออกถนนให้คนนั่งกินอาหารกลางแจ้งได้ ไม่มีร้านใดได้วิวแม่น้ำแบบกินไปชมวิวไป แบบนั้นเปลืองพื้นที่   เปิดวิวแม่น้ำให้กับคนส่วนมากดีกว่า จะชมวิวก็ชม จะกินก็กิน มีนิทรรศการใต้ดินให้ชม และมีรถคันเล็กที่แล่นบนราง แล่นในอุโมงค์มุดน้ำไปโผล่อีกฟาก  ในอุโมงค์มีแสงสีเสียง คำบรรยายคงจะน่าสนใจ แต่ไม่รู้ภาษาจีนก็ได้ยินเป็นเสียงเท่านั้นเอง ไม่เป็นภาษาที่เข้าใจได้       ดอกไม้สวยเห็นได้ทั่วไป ปลูกอยู่ริมทางก็มี ปลูกในกระถางใหญ่ก็มี เป็นกำแพงดอกไม้ก็มี   ส่วนที่เป็นกำแพงต้นไม้ดอกไม้ ที่ใส่มีหลายแบบ…

CU100 บันทึกไว้เตือนความจำ

ขอขอบคุณท่านที่ถอดเนื้อความนี้ และเพื่อนที่ส่งมาให้ทางไลน์ ขอนำมารวมไว้เป็นบันทึกเตือนความจำของเหตุการณ์วันที่ ๒๕ และ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๐ พระสัมโมทนียกถาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานในพิธีบำเพ็ญกุศลวาระ ๑๐๐ ปีแห่งการประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวันเสาร์ ที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ขออำนวยพร คุณหญิงนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ท่านอธิการบดี, คณะผู้บริหาร, คณาจารย์, บุคลากร, นิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน ทุกท่าน. อาตมภาพรู้สึกชื่นชมยินดี ที่ได้มาอยู่ท่ามกลางสาธุชนชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกท่าน  ในวาระที่มหาวิทยาลัยจะเจริญอายุครบ ๑๐๐ ปี  การที่ท่านพร้อมเพรียงกันมาบำเพ็ญกุศลฉลองมหาวิทยาลัย และตั้งจิตอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  สองพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของประชาชาติไทย และโดยเฉพาะของชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนี้ นับได้ว่าเป็นประเดิมแห่งการสมโภชมหาวิทยาลัยอันจะมีต่อไปในวันพรุ่งนี้ กล่าวได้ว่าทุกท่านเป็นคนดี เพราะธรรมพื้นฐานอันเป็นภูมิของสัตบุรุษคนดี คือความกตัญญูกตเวที ท่านทั้งหลายทราบดีแก่ใจแล้วว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นด้วยพระราชประสงค์ใด อาตมภาพขอย้ำเตือนในมงคลวาระนี้อีกครั้งหนึ่งว่า เพราะทรงพระราชปรารถนาความเจริญวัฒนาแก่ประเทศชาติ ด้วยหลังจากทรงปฏิรูประบบราชการในแผ่นดินสยาม จนอาจเรียกได้ว่าพลิกแผ่นดินให้สยามเป็น “อารยประเทศ” แล้ว ก็ต้องทรงสร้าง “อารยชน” ให้บังเกิดขึ้นเป็นกลจักรสำคัญแห่งระบบราชการของพระองค์ โรงเรียนมหาดเล็กที่ทรงสถาปนาขึ้นนั้น คือสถานบ่มเพาะข้าราชการรุ่นแรกๆ ของสยามตามพระบรมราโชบาย…

ฉลบชลัยย์ พลางกูร สตรีผู้เลอค่า

ขอหนังสือชื่อ ครูฉลบชลัยย์ พลางกูร หนึ่งศตวรรษแห่งคุณค่า มาจากเพื่อน ซึ่งเพื่อนขอมาจากท่านผู้จัดทำคือ คุณสุดา ดุษฎี วาณี พนมยงค์  เป็นหนังสือที่ดีมีคุณค่าสูงมาก ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ หนังสือเล่มนี้แม้ไม่ใช่หนังสือชีวประวัติก็ให้ส่วนที่สำคัญยิ่งสำหรับชีวิตของสตรีคนหนึ่ง และภูมิทัศน์สังคมรอบๆ ตัวเธอ คุณฉลบชลัยย์ พลางกูร เจ้าของโรงเรียนดรุโณทยาน มีอายุครบ ๑๐๐ ปี เมื่อพฤศจิกายน ๒๕๕๙ เธอใช้เวลาทั้งชีวิตเป็นครูและดูแลผู้คนที่เธอเห็นว่าสมควรได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู ด้านการศึกษา เธอมีเกียรติประวัติของการเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงที่เป็นสตรี (King’s Scholarship เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙)  ด้านงานจากวิชาที่ร่ำเรียนมา  เธอตั้งโรงเรียนอนุบาลที่ต่อมาขยายชั้นไปจนจบมัธยม ๖ ในสมัยนั้น เป็นครูที่สอนเด็กนักเรียนทั้งด้านวิชาความรู้ ความอดทน ขยันหมั่นเพียร และการทำงานต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ถ้าการเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงหมายถึงการใช้วิชาความรู้ที่ได้เรียนมาเพื่อสังคมไทย เธอทำหน้าที่ของเธออย่างบริบูรณ์ ด้านการเป็นพลเมืองไทย เธอเป็นเสรีไทย เป็นคู่ชีวิตของจำกัด พลางกูร ผู้สนับสนุนงานของสามีและสนับสนุนอุดมการณ์ของสามีเสมอมาแม้สามีจะเสียชีวิตไปแล้วในช่วงสงครามขณะปฏิบัติหน้าที่ในการเจรจาให้ฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับการมีอยู่และบทบาทของเสรีไทย เพื่อเอกราชของประเทศไทย (ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๖) ในตอนนั้นอนาคตของประเทศไทยล่อแหลมมากกับการเป็นผู้แพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง…

กระบวนการสร้างนักอ่าน ตอน ‘ดอกไม้สด’

[ภาพจากร้านหนังสือเก่า  เรื่องนี้เคยลงพิมพ์มาแล้วเพื่ออ่านกันในวงจำกัด ในชื่อ “หนังสือที่ควรอ่านและสถานที่ที่ควรอนุรักษ์” และนำไปรวมไว้ในเล่ม น้ำหมึกหลากสี 72 ปีแห่งการเขียนและเรียนรู้ ตอนบ้านและโรงเรียน]  ดิฉันจำบทประพันธ์ต่างๆ ของ “ดอกไม้สด” ได้ เฉียดๆ การเป็นแฟนพันธุ์แท้ กรรมเก่า เป็นนวนิยายหนึ่งใน ๓ เรื่องแรกที่อ่านในวัยรุ่น อันเป็นวัยที่กำลังจำ และจำแบบไม่ลืม (เทียบชั้นเรียนในสมัยนี้คือ เมื่อยังอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น) ผู้แนะนำให้ดิฉันอ่านคือ น้าที่เรียนจบเพียงชั้นประถมปีที่ ๓ ผู้เชี่ยวชาญงานบ้าน และชอบอ่านนวนิยายเป็นชีวิตจิตใจ   ตัวเอกของเรื่องอยู่ในวัยใกล้เคียงกับคนอ่าน  เป็นกลวิธีแยบยลมากที่ทำให้หลานเริ่มสนใจอ่านนวนิยาย และได้มีโอกาสเลือกว่าจะติดใจสำนวนหรือลีลาของนักประพันธ์คนใด เม่ือติดใจเล่มแรกแล้ว น้าคนนั้นก็ชี้ให้ดู “ดอกไม้สด” ที่วางเรียงเป็นตับอยู่ในตู้ ดิฉันก็ทะยอยอ่านตามคำแนะนำของน้า จาก กรรมเก่า ไป อุบัติเหตุ (นางเอกก็อยู่ในวัยรุ่นๆ เหมือนกับคนอ่าน และ สามชาย (มีภาคเด็ก) แล้วน้าก็บอกว่า มีตอนต่อของ กรรมเก่า คือ ชัยชนะของหลวงนฤบาล แต่จะอ่านให้รู้จักหลวงนฤบาลฯ ควรอ่าน ความผิดครั้งแรก  เสียก่อน ต่อมาเมื่อสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งนำเรื่องของ…