การสรรหาและแต่งตั้งผู้บริหารเป็นกระจกส่องคณะกรรมการ

ในช่วงกลางปี 2560 มีข่าวผู้อำนวยการไทยพีบีเอส  และเลขาธิการ กบข. ลาออก ผู้บริหารระดับนี้ล้วนผ่านการคัดเลือกหลายขั้นตอนกว่าจะผ่านด่านเข้ามาได้  แต่เมื่อถึงกับลาออกก็ชวนให้ตั้งคำถามถึงบทบาทและความรับผิดชอบของกรรมการสรรหาและกรรมการทั้งคณะ ประเด็นปัญหา คำลือ “คนที่เลือกมาเป็นคนของ….(ผู้มีอำนาจคนใดก็ตามที่ไม่ใช่กรรมการ)” ถ้าคนนั้นเก่งก็ถือว่าท่านผู้มีอำนาจช่วยคัดสรรให้  แต่ถ้าคุณคนนั้นไม่เก่งเอาเสียเลย ก็น่าฉงนว่าจริงหรือที่กรรมการที่ล้วนเป็นผู้มีเกียรติ มีศักดิ์ บางคนมีสถานะสูงสุดในส่วนราชการแต่ละแห่ง จะยอมทิ้งทุกอย่างที่ว่ามาเพื่อทำตาม “ใบสั่ง”  ซึ่งแม้คนสั่งจะลับไปแล้วตามวิถีการเมือง คนที่ตนทิ้งไว้ยังอาจจะให้คุณหรือโทษต่อองค์กรต่อไปอีกหลายปี  เรื่องนี้พอจะทำใจได้ถ้าฝ่ายการเมืองเป็นผู้แต่งตั้งในขั้นตอนสุดท้าย แต่เข้าใจยากในกรณีที่คณะกรรมการมีอำนาจเต็ม สำหรับในกรณีของ กบข. มีกรรมการผู้แทนสมาชิก ซึ่งก็ล้วนเป็นข้าราชการระดับสูงๆ  ถ้าคนที่มาผลงานไม่ดี สมาชิกไม่ส่งเสียงถึงกรรมการเลยหรือ ถ้าทุกคนไม่ใส่ใจกับสิทธิและหน้าที่ การจะเรียกร้องหา “ประชาธิปไตย” ในระดับประเทศก็ไม่มีน้ำหนัก ประเมินว่า  “ผลงานไม่เข้าตา (กรรมการและพนักงาน)”  จะหมายความว่า “กรรมการเลือกคนผิด” ก็ได้ “องค์กรไม่เหมาะกับคนที่เลือกมา” ก็ได้  กรรมการควรฉุกคิดและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และป้องกันไม่ให้ผิดซ้ำในการเลือกครั้งต่อๆ ไป  การป้องกันสำหรับอนาคตรวมถึง “กรรมการสรรหาควรจะได้รับรู้เป็นระยะๆ ว่า คนที่ได้แต่งตั้งนั้นเหมาะจริงดังที่มองไว้หรือไม่ …ทุกคนที่ทำหน้าที่สรรหาอย่างรับผิดชอบ คือคงจะดีใจถ้าเลือกแล้วผู้นั้นทำงานได้ดี กิจการไปโลด และรู้สึกไม่สบายใจถ้าผู้ที่เลือกไปไม่เป็นไปตามที่คาด” https://thaidialogue.wordpress.com/2012/07/02/ประเมิน-๐-๓๖๐-องศา-กับเปล/ วินิจฉัยว่า “มีปัญหาเรื่องการบริหารงาน” บางองค์กรอดทนจนหมดวาระผู้บริหารคนนั้นโดยยอมให้ผลงานขององค์กรด้อยถอยลง …

ไทยพีบีเอส ควรเป็นอย่างไร

คำถามท้าความคิด-  ถ้าคุณเป็นผู้อำนวยการ /กรรมการ/ภาครัฐที่ต้องดูแลองค์กรแบบนี้ คุณจะมีแนวทางอย่างไร คำตอบยาวมากค่ะ ถ้าเป็นผู้อำนวยการ  ดิฉันขอคณะกรรมการที่เข้าใจเรื่องของ PBS หรือ PSB (การแพร่ภาพเป็นบริการสาธารณะ) อย่างแท้จริงด้วย ถ้ากรรมการไม่เข้าใจก็ขอให้ปล่อยให้ดิฉันและทีมงานที่เสนอตัวเข้ามาทำได้ทำ แล้วคอยดูผล ขอให้กรรมการถือพระราชบัญญัติเป็นไม้บรรทัดคอยวัดผลงาน แทนการถือระเบียบราชการคอยวัดทุกฝีก้าว โดยไม่ให้ความสำคัญหลักกับผลงานขององค์กร) คณะกรรมการที่จะรับรู้ว่า ไทยพีบีเอส เป็นทั้งเจ้าของสถานีและผู้ผลิตรายการที่ไม่ต้องแข่งขันกับใคร จึงอาจจะเฉื่อยและหย่อนประสิทธิภาพได้ง่าย ดังนั้นคณะกรรมการและผู้อำนวยการจะต้องมี KPI เพื่อให้บรรลุผลในการเป็น provider ที่มีความสามารถ นำเสนอรายการคุณภาพ และเป็น distributor ที่มีประโยชน์ต่อสังคม สามารถหารายการมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมมาป้อนผู้แพร่ภาพในประเทศได้ ยกตัวอย่างสิ่งที่อาจจะแปลงเป็น KPI ได้ดังนี้ การทำหน้าที่ provider ไม่จำเป็นต้องผลิตเองเพื่อแข่งขันกับเอกชน  แต่ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์ที่มีสาระได้เติบโต จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่า  โดยการคัดเลือกผู้ทำรายการต้องได้สมดุลระหว่างคนมืออาชีพเดิม กับคนหน้าใหม่แต่มีผลงานดีมีศักยภาพที่จะเติบโต วัดผลคุณภาพได้หลายทาง เช่น *สามารถขายรายการที่ผลิตได้ ให้กับสถานีอื่นทั้งในและต่างประเทศ ทั้งสถานีที่ทำเพื่อการค้าและในสถาบันการศึกษา  เพราะนี่คือจุดวัดความสามารถในการแข่งขันที่ดีที่สุด และไทยพีบีเอสก็คงไม่อาจจะอ้างได้ว่ายากไป เพราะประเทศเพื่อนบ้านก็ดูรายการโทรทัศน์ของเราและประเทศเรามีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเป็นสิบล้านคน น่าจะมีผู้สนใจเรื่องราวด้านต่างๆ ของไทย สุวรรณภูมิ หรืออาเซียน จำนวนไม่ใช่น้อย *สามารถขายแผ่น…

พีบีเอส คืออะไร

องค์การแพร่ภาพสาธารณะ ในสหรัฐฯ เป็น “บริการเพื่อสถานีสาธารณะ”  ในอังกฤษเป็น “การกระจายเสียงและแพร่ภาพเพื่อเป็นบริการสาธารณะ” ของไทยเป็น ?   เปิดอินเทอร์เน็ตผ่านๆ เพื่อ “คว้า” ความรู้มาตอบข้อสงสัยตนเองว่า  •พีบีเอสที่มีมาก่อนประเทศไทยมีเนื้อหาอะไรในรายการ (และแอบอยากรู้ว่า เน้น “ตรวจสอบรัฐบาล” แบบที่พูดๆ กันว่าเป็นภาระหน้าที่ของไทยพีบีเอส หรือเปล่า) •ใช้เงินจากไหนมาดำเนินงาน (ของเราใช้ส่วนหนึ่งของภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ)  และมีรายได้อื่นมาจากที่ใดบ้าง  •ใครเป็นกรรมการ  •กิจการไปได้ดีไหม สู้สถานีที่เป็นกิจการหากำไรได้ไหม  •วัดความสำเร็จกันด้วยอะไร (อันดับผู้ชม?  รางวัล?  โพลล์?)  ข้อมูลหาง่ายมาก (ง่ายจนคนที่อยากจะค้นคว้าและอยู่ในวงการสื่อต้องมีข้อมูลความรู้มากกว่าผู้เขียนอย่างแน่นอน เว้นแต่ไม่สนใจอ่านหรืออ่านภาษาอังกฤษไม่ออก)   เลือกมาเพียง ๓ ประเทศ เพราะอ่านออกแต่ภาษาอังกฤษ  Public Broadcasting Service ในสหรัฐอเมริกา มีสถานีโทรทัศน์แบบพีบีเอสในท้องถ่ินจำนวนมาก (นับรวมสถานีของสถานศึกษาต่างๆ ด้วย)  Public Service Broadcasting (PSB) ในอังกฤษ มี BBC ที่มีชื่อรู้จักไปทั่วโลก PBS ของออสเตรเลียคือ…

ปฏิรูปไทยพีบีเอส: เริ่มที่ปรับโครงสร้างระดับกรรมการ

ครั้งที่แล้วพูดถึง governance ในไทยพีบีเอส และเสนอความเห็นว่า กรรมการชุดที่สรรหากรรมการนโยบาย เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดในฐานะตัวแทนประชาชนที่ได้รับมอบอำนาจตาม พรบ. มาเลือกกรรมการนโยบาย(เพื่อบริหารองค์กร)  ลำดับถัดมาคือกรรมการนโยบายที่ต้องรับผิดชอบกำหนดกรอบและดูแลให้องค์กรทำงานให้บรรลุผลตามที่ พรบ. ระบุไว้ว่าเป็นเป้าหมายของสถานี  (ดูเนื้อหาเป้าหมายในบทความที่แล้ว) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดบุคคลผู้เป็นกรรมการสรรหาอย่างระมัดระวัง  ส่วนผู้เข้ามาเป็นกรรมการสรรหาก็ต้องรู้ว่าตัวกำลังรับภาระอันสำคัญมากคือหาคณะบุคคลมาดำเนินงานให้ความฝันเรื่องทีวีสาธารณะเป็นจริงขึ้นมาให้ได้ กรรมการสรรหาที่กำหนดไวใน พรบ.วิเคราะห์ได้ว่าต้องการเปิดพื้นที่ให้สื่อสาธารณะกับ NGO เป็นผู้มีส่วนในการกำหนดนโยบายมากที่สุด โดยอิงให้มีข้าราชการระดับปลัดกระทรวงไว้ ๔ คน  การหาตัวแทนสื่อฯ และ NGO ใช้วิธีกำหนดตัวผู้เป็นประธานสหพันธ์ สมาคม ฯลฯ มาเป็นตัวแทนกลุ่ม  ลงเงินไปแล้ว ๒ หมื่นล้าน (สองพันล้านต่อปี คิดสิบปี) ผู้เขียนคิดว่าถึงเวลาหาวิธีที่ดีกว่านี้ได้แล้ว ข้อเสนอมี ๔ ด้านคือ ด้านองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา วิธีเลือกกรรมการนโยบายและคุณสมบัติของกรรมการนโยบาย วิธีเลือกและคุณสมบัติของผู้อำนวยการ และวิธีการดำเนินการประชุมที่จะสร้าง accountability (ความรับผิดตามหน้าที่)  and transparency (ความโปร่งใส)  ซึ่งเป็นหัวใจของ good governance (การบริหารจัดการที่ดี มีธรรมาภิบาล) องค์ประกอบของกรรมการสรรหา ต้องมีจำนวนสัดส่วนชัดเจนและใกล้องค์ประกอบของสังคมอุดมคติที่ต้องการตามที่ระบุไว้เป็นเป้าหมายของสถานี   กรรมการที่มีอยู่ไม่ครอบคลุมพอเพียงจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้ …

ไทยพีบีเอส ผิดที่โครงสร้างหรือเปล่า

  ติดปีกความคิด ติดอาวุธความรู้ น่าจะเป็นคำขวัญเต็มๆ ของไทยพีบีเอส สถานีนี้เป็นความหวังของผู้ที่อยากเห็นทีวีสาธารณะที่ให้ความรู้กับประชาชนผู้ชมโดยไม่ต้องห่วงการหาโฆษณา ทำตามที่ “ตลาด” สั่งอาจจะไม่เหมาะกับ need ของสังคม ตอนเริ่มต้นทีวีช่องนี้เป็นช่องขวัญใจของเด็กและผู้สูงอายุ (บางคน) ด้วยภาพยนต์สารคดีเรื่องสัตว์ต่างๆ  ดนตรีกวีศิลป์ที่ไพเราะและเปี่ยมด้วยเนื้อหา ทีวีซีรีส์ที่ได้สาระและบันเทิง แต่เกือบ ๑๐ ปีผ่านไป สถานีนี้กลายเป็นความสิ้นหวังสำหรับบางคน เพราะอะไร พินิจแล้ว คิดว่าปัญหาหลักอยู่ที่โครงสร้างการบริหารจัดการในไทยพีบีเอส (Governance structure at TPBS) พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ตั้ง ส.ส.ท. หรือที่รู้จักกันในชื่อไทยพีบีเอส (Thai Public Broadcasting Service) ให้มีคณะกรรมการนโยบาย (ซึ่งเปรียบได้กับคณะกรรมการของบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ) ซึ่งเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการบริหาร. ผู้อำนวยการ และสภาผู้ชมฯ เป้าหมายของสถานี ๑. สนับสนุนการพัฒนาสังคมที่มีคุณภาพและคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทย ผ่านทางบริการข่าวสารที่เที่ยงตรง รอบด้าน สมดุล และซื่อตรงต่อจรรยาบรรณ ๒.ผลิตข่าวสาร สารประโยชน์ด้านการศึกษาและสาระบันเทิง เน้นความหลากหลายในมิติต่างๆ ปราศจากอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ และยึดถือผลประโยชน์สาธารณะ ๓.…

เหตุเกิดที่ไทยพีบีเอส

ไทยพีบีเอสนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัทซีพีเอฟเป็นการผิดจรรยาบรรณสื่อ!   เรื่องลามเลยไปถึงการประชุมอันยาวนานของคณะกรรมการนโยบายฯ จบลงด้วยการลาออกของผู้อำนวยการ เรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ  วิญญาณของผู้บริหารเงินทุนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาสำรวจปัญหา  เพื่อตอบคำถามที่ว่า… เอาเงินภาษีของประชาชนไปทำงี้ได้ไง  ทำผิดกฎหมายหรือเปล่า (คำถามมาตรฐาน) ผู้บริหารต้องรับผิดชอบ  บริษัทนี้มีปัญหากับ “สังคม” คุณไม่รู้หรอกหรือ วิญญาณสื่อของคุณหายไปไหน ไปสนับสนุนบริษัทแบบนี้  ต่อไปนี้สถานีจะขาดความเป็นอิสระ ฯลฯ ก่อนอื่น ขอเรียนว่าข้อมูลข่าวสารได้มาจากการติดตามข่าวผ่านสื่อ ทั้งข่าวเล่า (คือมีผู้ติดตามอ่านแล้วมาสรุปให้ฟัง) และข่าวเขียน (แปลว่าอ่านเอง) บวกกับการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องกระบวนการทำงาน ข้อสังเกตและความเห็นมีดังนี้   ข้อ ๑ ตามหลักการบริหารเงิน การหารายได้อย่างเหมาะสมแทนการทิ้งเงินไว้เปล่าๆ เป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของผู้บริหาร ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ได้เขียนอธิบายหลักการพร้อมวิธีปฏิบัติขององค์กรสาธารณะไว้แล้วใน facebook คณะกรรมการนโยบายฯ ตำหนิการทิ้งเงินไว้เป็นเงินฝากธนาคารมาอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะนำเงินไปหาผลประโยชน์อื่นเพื่อให้มีรายได้งอกเงยขึ้นมา  จนกระทั่งฝ่ายบริหารอยู่นิ่งไม่ได้ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างในเรื่องการลงทุน เพราะถ้าไม่ทำก็แปลว่าไม่รับผิดชอบ (ถ้าลงทุนผลีผลามก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน แต่คนละประเด็น) ขั้นตอนการลงทุนของผู้บริหารเงินทุนโดยทั่วไปคือ นำเสนอกรอบการลงทุนให้คณะกรรมการพิจารณา  กรอบคือหลักเกณฑ์ว่าจะลงทุนในตราสารประเภทใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด ระดับความเสี่ยงที่กรรมการหรือองค์กรรับได้คือแค่ไหน และสาระอื่นๆ ที่ประกอบกันขึ้นเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน ในระบบการทำงานจะต้องชัดเจนว่า ใครตัดสินใจ ใครอนุมัติฯลฯ…

ลูกปิงปองกับประชาธิปไตย

ไปช่วยเขาตัดสินประกวดแอพลิเคชั่นด้านการเงินของโครงการให้ความรู้ทางการเงิน ที่จะตัดต่อออกโทรทัศน์ช่องทรูปลูกปัญญา ในเดือนมิถุนายน ศกนี้ ได้ตัวอย่างของการลงมติการตัดสินหาผู้ชนะเลิศ ที่น่าสนใจอีกแบบ ทุกคนลงคะแนนด้วยลูกปิงปอง นอกจากกรรมการแล้ว กลุ่มเข้ารอบทุกกลุ่ม ทีมผู้ถ่ายทำโทรทัศน์ และทีมพนักงานช่วยงานที่เห็นพัฒนาการมาแต่ต้น มีส่วนลงคะแนนด้วย รองชนะเลิศทีมหนึ่งออกข่าวไปทางเฟซบุ๊คของตนเองว่า ได้ “คะแนนจากในห้องประชุม” ซึ่งเป็นคำพูดที่ถูกต้องทีเดียว ลูกปิงปองที่หย่อนลงในโถแก้วเป็นความโปร่งใส ทำให้ต้องใคร่ครวญก่อนลงคะแนน คะแนนตัดสินจะเป็นที่ยอมรับด้วยดี มีเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้ลงคะแนนมีความรู้และข้อมูลพื้นฐานที่ตรงกัน และเปิดใจรับฟังกันและกัน ไม่ได้มีธงมาล่วงหน้า แม้แต่ผู้เข้าร่วมประกวดก็ลงคะแนนแบบไม่คิดว่า ของตัวเองต้องดีที่สุด เงื่อนไขสำคัญของการสร้างความโปร่งใสคือความปลอดภัย ฝ่ายที่ถูกกระทบจากการลงมติ ไม่มีอำนาจจะ “แก้แค้น” หรือ “กลั่นแกล้ง” ฝ่ายผู้ลงคะแนนได้ หากฝ่ายลงมติเกรงอิทธิพล อำนาจมืดประการต่างๆ ที่อาจเกิดแก่ตนในภายหลัง ทั้งทางตรงและทางอ้อม การลงมติแบบโปร่งใสและตัดสินตามเนื้อผ้าก็เป็นไปไม่ได้ การกล้าให้ลงมติแบบเปิดเผยจึงเป็นหนึ่งตัวชี้วัดการกล้ารับผิดชอบในการตัดสินใจ และสังคมที่ปราศจากอำนาจมืดครอบงำ ถ้าสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นในระดับชาติหรือในองค์กรใด แปลได้ไหมว่า (๑) อำนาจมืดต่างๆ มีสูง และ (๒) คนหลีกเลี่ยงหรือไม่กล้าแสดงความรับผิดชอบ เราจึงได้เห็นการประชุมที่เรียกหามติเอกฉันท์ กับมติให้ลงคะแนนลับเป็นประจำ เพื่อเป็นที่หลบซ่อนอันปลอดภัยจาก ๒ ข้อข้างต้น ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ได้เลือกผู้แทนเท่านั้น กระนั้นสถาบันอุดมศึกษาก็ยังตีความได้แค่นั้น ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมจึงมักเน้นที่…