ไทยพีบีเอส ควรเป็นอย่างไร

L1010850

คำถามท้าความคิด-  ถ้าคุณเป็นผู้อำนวยการ /กรรมการ/ภาครัฐที่ต้องดูแลองค์กรแบบนี้ คุณจะมีแนวทางอย่างไร

คำตอบยาวมากค่ะ

ถ้าเป็นผู้อำนวยการ 

ดิฉันขอคณะกรรมการที่เข้าใจเรื่องของ PBS หรือ PSB (การแพร่ภาพเป็นบริการสาธารณะ) อย่างแท้จริงด้วย ถ้ากรรมการไม่เข้าใจก็ขอให้ปล่อยให้ดิฉันและทีมงานที่เสนอตัวเข้ามาทำได้ทำ แล้วคอยดูผล ขอให้กรรมการถือพระราชบัญญัติเป็นไม้บรรทัดคอยวัดผลงาน แทนการถือระเบียบราชการคอยวัดทุกฝีก้าว โดยไม่ให้ความสำคัญหลักกับผลงานขององค์กร)

คณะกรรมการที่จะรับรู้ว่า ไทยพีบีเอส เป็นทั้งเจ้าของสถานีและผู้ผลิตรายการที่ไม่ต้องแข่งขันกับใคร จึงอาจจะเฉื่อยและหย่อนประสิทธิภาพได้ง่าย ดังนั้นคณะกรรมการและผู้อำนวยการจะต้องมี KPI เพื่อให้บรรลุผลในการเป็น provider ที่มีความสามารถ นำเสนอรายการคุณภาพ และเป็น distributor ที่มีประโยชน์ต่อสังคม สามารถหารายการมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมมาป้อนผู้แพร่ภาพในประเทศได้ ยกตัวอย่างสิ่งที่อาจจะแปลงเป็น KPI ได้ดังนี้

การทำหน้าที่ provider ไม่จำเป็นต้องผลิตเองเพื่อแข่งขันกับเอกชน  แต่ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์ที่มีสาระได้เติบโต จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่า  โดยการคัดเลือกผู้ทำรายการต้องได้สมดุลระหว่างคนมืออาชีพเดิม กับคนหน้าใหม่แต่มีผลงานดีมีศักยภาพที่จะเติบโต วัดผลคุณภาพได้หลายทาง เช่น

*สามารถขายรายการที่ผลิตได้ ให้กับสถานีอื่นทั้งในและต่างประเทศ ทั้งสถานีที่ทำเพื่อการค้าและในสถาบันการศึกษา  เพราะนี่คือจุดวัดความสามารถในการแข่งขันที่ดีที่สุด และไทยพีบีเอสก็คงไม่อาจจะอ้างได้ว่ายากไป เพราะประเทศเพื่อนบ้านก็ดูรายการโทรทัศน์ของเราและประเทศเรามีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเป็นสิบล้านคน น่าจะมีผู้สนใจเรื่องราวด้านต่างๆ ของไทย สุวรรณภูมิ หรืออาเซียน จำนวนไม่ใช่น้อย

*สามารถขายแผ่น DVD สารคดีเหล่านี้ได้ วัดผลงานจากรายรับค่าขายสินค้า + วัดผลงานจากการได้รับการสนับสนุนรายการ (ทั้งเป็นเงิน และเป็นสินค้าและบริการ) และเงินบริจาคคิดเป็นจำนวนเงิน/ปี ด้วย

*ผู้ผลิตมืออาชีพ สามารถนำผลงานไปประกวดหรือขายในต่างประเทศได้ด้วยตนเองด้วย และกลายเป็นผู้ผลิตระดับสากล

*ผู้ผลิตอิสระ ผู้ผลิตหน้าใหม่ ทั้งนิสิตนักศึกษาและผู้สนใจ ฯลฯ  มีเวทีแสดงออกและสามารถก้าวต่อไปเป็นมืออาชีพได้ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ  โดยที่ทางไทยพีบีเอสออกไปเสาะแสวงหาและพัฒนาแทนการรอรับข้อเสนอ  และเวลาออกอากาศได้รับการจัดสรรอย่างโปร่งใส ชัดเจน และรายการดีจริง ไม่ใช่สมัครเล่นแบบทำเล่นๆ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้วัดได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การทำหน้าที่ distributor สารคดีของคนอื่นๆ ควรทำและต้องวัดได้ ทั้งด้วย *จำนวนรายการและการกระจายของรายการ  *จำนวนผู้ชม และ *ผู้ร่วมซื้อรายการไปเผยแพร่

งานจัดหาและdistribute เป็นการช่วยสังคมเพราะ

๑. ผู้ชมควรมีโอกาสได้รับชมรายการดีที่ผู้ชมประเทศอื่นๆ ได้ชม หรือสาธารณชนที่อื่นได้เห็น (เช่น ภาพยนตร์สารคดีดีๆ ที่ฉายในพิพิธภัณฑ์ หรือองค์กรที่ให้การศึกษานอกระบบจัดทำขึ้น  เป็นต้น)  เพราะอะไรๆ ก็ไร้พรมแดน เรื่องนี้ก็ควรเช่นเดียวกัน

๒. เมื่อผู้ชมได้ “ชิม” รายการดี ให้ความรู้ที่นำเสนออย่างง่ายและกระชับแล้ว รายการที่ไม่ค่อยดีนักก็จะเอามาหลอกผู้ชมไม่ได้อีกต่อไป

๓. รายการที่เป็นสากลไม่จำเป็นต้องผลิตเอง แต่ควรทำอีกสองประการเพื่อให้ผู้ชมได้ประโยชน์มากขึึ้นคือ

ก. ผลิตตอนเสริม เพื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจสังคมไทยในบริบทโลกด้วย

ข. รายการที่ออกอากาศครั้งแรกหรือ รีรัน ควรมีรายการที่พูดภาษาอังกฤษในฟิล์ม และมี subtitle ภาษาอังกฤษด้วย (เผื่อตอนไหนตามไม่ทัน เข้าใจไม่ชัดก็จะได้อ่านประกอบได้)  จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยในตัว 

๔. เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ  เพราะสถานีโทรทัศน์ไม่ได้มีเฉพาะที่ออกอากาศ ยังมีสถานีเฉพาะกิจในโรงพยาบาล ฯลฯ  ซึ่งอาจจะซื้อรายการเหล่านี้ไปฉาย แม้แต่ช่องที่มีอยู่ บางครั้งก็อาจจะสนใจโดยที่ไม่ต้องไปแย่งซื้อ เท่ากับเป็นการร่วมกันซื้อหรือวางแผนร่วมกันเพื่อเพ่ิมอำนาจต่อรองในการซื้อรายการ 

  รายการที่หลากหลาย 

รายการที่สมควรนำเผยแพร่มีมากมาย บางข้อเคยพูดตั้งแต่ช่วงระดมสมองออกโทรทัศน์ในระยะแรกตั้งไทยพีบีเอส (โดยก่อนไปพูดในโทรทัศน์ ได้รับฝากความคิดไปจากคณาจารย์ในจุฬาฯ ด้วย) คือ

•รายการอภิปราย สัมมนาวิชาการ ปาฐกถา นิทรรศการด้านวิทยาศาสตร์ ธุรกิจ ศิลปะ เทคโนโลยี  รายการคอนเสิร์ต รายการการแสดงบนเวที ทั้งน้อยใหญ่ ทั้งกลางแจ้งและในร่ม ฯลฯ ที่มีจัดเป็นรายวันทั่วกรุงเทพฯ  ซึ่งถ้าทางสถานีทำการบ้าน และตัดต่อรายการให้ดี ก็จะเป็นสารคดีที่ใช้การได้ รายการเช่นนี้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจแต่ไม่มีเวลาหรือโอกาสจะชมของจริงได้ดูทางโทรทัศน์ เป็นการสร้างสังคมแห่งความรู้ที่ทันๆ กันขึ้นมา  และไทยพีบีเอส เคยทำบ้างในระยะแรก แต่ยังไม่ได้ตัดต่ออย่างดี

•เทศกาลต่างๆ วันสำคัญต่างๆ  ก็เป็นโอกาสในการนำเสนอสารคดีให้เนื้อหาไปกับวันนั้นๆ  (แต่ไม่ใช่เปิดเวทีนั่งพูดว่าวันนั้นสำคัญอย่างไร ที่ชวนให้หาวแล้วเปลี่ยนช่อง) มีวันต่างๆ ที่ได้ชื่อว่า “แห่งชาติ” หรือ “ของโลก” หลายวันในหนึ่งเดือน ช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ทุกเดือนมีอย่างต่ำ ๔ วัน (ไม่นับวันหยุดที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้ว) รวมแล้วมี ๓๔ เรื่อง เข้าไปแล้ว (ครึ่งปีมี ๒๖ สัปดาห์เท่านั้นเอง) ทำได้สัปดาห์ละเรื่องสบายๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเป็นรายการพิเศษ แต่สามารถแทรกไปในรายการอื่นๆ ตามแต่จะวางแผน

ขอยกตัวอย่างกรณีวันสำคัญ  เนื่องในสัปดาห์ห้องสมุดแห่งชาติ (national library week) PBS ในอเมริกา ทำรายการข่าวว่าด้วยหนังสือ ๘ เล่มยอดนิยมตอนนี้สำหรับบรรณารักษ์  เป็นการตอกย้ำว่า จะสร้างสังคมการอ่านต้องมีหนังสือให้อ่านและมีผู้แนะนำหนังสือดีประกอบกัน (เคยเขียนเรื่องนี้ไว้แล้วใน blog)  รายการแบบนี้ต้องการบรรณารักษ์มาช่วยคิดว่าควรนำเสนออย่างไร ไม่ใช่ฝ่ายสื่อ “มโน” เอาเอง

  บทบาทของคณะกรรมการ และเรื่องระดับองค์กร

เรื่องคณะกรรมการได้เขียนไปมากแล้วในตอน ปฏิรูปไทยพีบีเอส (https://thaidialogue.wordpress.com/2017/04/07/ปฏิรูปไทยพีบีเอส-เริ่มท/) และยืนยันด้วยตัวอย่างคุณสมบัติที่ใช้ในการสรรหากรรมการสถานีโทรทัศน์เพื่อสาธารณะในออสเตรเลีย (https://thaidialogue.wordpress.com/2017/04/19/พีบีเอส-คืออะไร/ )จึงไม่กล่าวซ้ำ  หลักสำคัญที่พึงรับไว้คือ กรรมการในองค์กรสาธารณะมีหน้าที่ให้ ให้ความรู้ ให้ความเห็น ให้วินิจฉัย ให้คำเสนอแนะฯลฯ จากสิ่งที่ตนมีและเชี่ยวชาญ

บทบาทระดับรัฐในการกำกับองค์กรในกำกับ

๑. ปัจจุบันเน้นการสั่งการ กำกับ ตรวจสอบ ประเมินผล   สิ่งที่น่าจะมีเพ่ิมหรือทดแทนสิ่งที่ทำอยู่บางด้านคือการ monitor 

monitor (การติดตาม) (แต่ไม่ใช่การให้รายงานเพิ่ม) เพื่อทบทวนดูความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่องค์กรปฏิบัติไป เทียบกับเป้าหมายท่ี่ระบุไว้ใน พรบ. ซึ่งมี ๕ ข้อ (https://thaidialogue.wordpress.com/2017/04/02/ไทยพีบีเอส-ผิดที่โครงสร/ ) แต่ละข้อมีข้อย่อยซ้อนอยู่ และดูประกอบกับมาตราอื่นๆ เช่่น มาตรา ๔๓ ว่าด้วยเนื้อหาและคุณค่าที่รายการต้องมี 

การตรวจสอบในรายละเอียดทีละรายการ ไม่ใช่เป้าหมายของการ monitor ของภาครัฐ

๒. พรบ. จัดตั้งองค์กรของเราทุกฉบับ เป็น พรบ. ที่ใช้ได้ตลอดไปจนกว่าจะมีการยกเลิก แต่การยกเลิกมักจะลำบากมาก ข้อนี้ควรแก้ไข ให้การออก พรบ. เหมือนกับการให้ใบอนุญาต คือมีกำหนดอายุ ทำให้มีการทบทวนเมื่อจะต่ออายุ หรือเลิกไปได้ง่ายๆ ตามอายุของกฎหมาย  การจะเดินตามแนวนี้ต้องวางระบบให้ครบถ้วน คือระบุปีที่จะทบทวนต่ออายุไว้ล่วงหน้า และการทบทวนต้องเสร็จในเวลาที่กำหนดเนิ่นๆ เช่น พรบ. อายุ ๑๐ ปี ทบทวนต่อเมื่อสิ้นปีที่ ๘ เป็นต้น ถ้าไม่มีการพิจารณาภายในเวลานั้น ถือว่าไม่ต่อและต่อไม่ได้  การต่ออีกครั้งก็ไม่ควรเป็นแบบปีต่อปี ควรให้ต่อไม่น้อยกว่า ๕ – ๑๐ ปี เป็นอย่างน้อย การสร้างความชัดเจนลดการใช้ประเด็นต่ออายุเป็นเกมการเมืองที่มีองค์กรเป็นตัวประกัน

ด้วยความปรารถนาดี

นวพร เรืองสกุล

22 เมษายน 2560

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s