ปฏิรูปไทยพีบีเอส: เริ่มที่ปรับโครงสร้างระดับกรรมการ

ครั้งที่แล้วพูดถึง governance ในไทยพีบีเอส และเสนอความเห็นว่า กรรมการชุดที่สรรหากรรมการนโยบาย เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดในฐานะตัวแทนประชาชนที่ได้รับมอบอำนาจตาม พรบ. มาเลือกกรรมการนโยบาย(เพื่อบริหารองค์กร)  ลำดับถัดมาคือกรรมการนโยบายที่ต้องรับผิดชอบกำหนดกรอบและดูแลให้องค์กรทำงานให้บรรลุผลตามที่ พรบ. ระบุไว้ว่าเป็นเป้าหมายของสถานี  (ดูเนื้อหาเป้าหมายในบทความที่แล้ว)

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดบุคคลผู้เป็นกรรมการสรรหาอย่างระมัดระวัง  ส่วนผู้เข้ามาเป็นกรรมการสรรหาก็ต้องรู้ว่าตัวกำลังรับภาระอันสำคัญมากคือหาคณะบุคคลมาดำเนินงานให้ความฝันเรื่องทีวีสาธารณะเป็นจริงขึ้นมาให้ได้

กรรมการสรรหาที่กำหนดไวใน พรบ.วิเคราะห์ได้ว่าต้องการเปิดพื้นที่ให้สื่อสาธารณะกับ NGO เป็นผู้มีส่วนในการกำหนดนโยบายมากที่สุด โดยอิงให้มีข้าราชการระดับปลัดกระทรวงไว้ ๔ คน  การหาตัวแทนสื่อฯ และ NGO ใช้วิธีกำหนดตัวผู้เป็นประธานสหพันธ์ สมาคม ฯลฯ มาเป็นตัวแทนกลุ่ม 

ลงเงินไปแล้ว ๒ หมื่นล้าน (สองพันล้านต่อปี คิดสิบปี) ผู้เขียนคิดว่าถึงเวลาหาวิธีที่ดีกว่านี้ได้แล้ว

ข้อเสนอมี ๔ ด้านคือ ด้านองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา วิธีเลือกกรรมการนโยบายและคุณสมบัติของกรรมการนโยบาย วิธีเลือกและคุณสมบัติของผู้อำนวยการ และวิธีการดำเนินการประชุมที่จะสร้าง accountability (ความรับผิดตามหน้าที่)  and transparency (ความโปร่งใส)  ซึ่งเป็นหัวใจของ good governance (การบริหารจัดการที่ดี มีธรรมาภิบาล)

องค์ประกอบของกรรมการสรรหา

ต้องมีจำนวนสัดส่วนชัดเจนและใกล้องค์ประกอบของสังคมอุดมคติที่ต้องการตามที่ระบุไว้เป็นเป้าหมายของสถานี   กรรมการที่มีอยู่ไม่ครอบคลุมพอเพียงจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้ 

ได้ตัวบุคคลแล้วต้องเช็คสอบด้วยการทำ mapping หลายๆ องค์ประกอบที่เป็นคุณสมบัติของกรรมการที่ได้มา เพื่อ
ให้ได้ดุลยภาพที่สมควร เช่น ด้านวิชาการให้ได้ทั้งนักการศึกษา ผู้มีจิตวิญญาณในการให้ความรู้ผู้อื่น นักการเงิน ผู้ทำงานด้านประเด็นสังคม การเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย วิทยาศาสตร์ สุขภาพ เทคโนโลยี ศิลปะ วัฒนธรรม ฯลฯ ในด้านส่วนบุคคล ให้มีครบทุกวัย ทุกสถานภาพในครอบครัว และสภาพเศรษฐกิจ สนใจกว้าง มองเห็นภาพกว้าง ชอบดูชอบฟังโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ดนตรี ฯลฯ  (ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องหาบุคคลทีละคน คนละคุณสมบัติ  คนเราแต่ละคนไม่ได้มีบทบาทเดียวในชีวิตการงาน สังคม หรือความสนใจเฉพาะตน การจัด mapping ภาพรวมคณะกรรมการทั้งชุดจะได้ภาพที่ดีกว่า) 

คำถามสำคัญมากอีกคำถามหนึ่งคือ ในแต่ละตำแหน่งนั้นบุคคลนั้นๆ เพียงมีชื่อลอยไปแปะอยู่เพื่อเพิ่มค่าให้ตนเอง หรือว่าได้ “ทำอะไร” เป็นชิ้นเป็นอันและเพิ่มค่าให้กับองค์กรที่เคยอยู่  ซึ่งทำให้เสียงของคนนั้นมีคุณค่าควรแก่การรับฟัง 

คำถามนี้หมายรวมทั้งกรรมการสรรหาและกรรมการนโยบาย

  กรรมการสรรหาและกรรมการนโยบายมีจุดยืนได้  ไม่จำเป็นต้องเป็นกลางๆ ไม่เลือกข้าง เพราะการไม่เลือกข้างอย่างเปิดเผยอาจจะหมายความว่า (๑) ไม่มีข้างที่อยากเลือกหรือ (๒) เป็นบุคคลไร้จุดยืน หรือ (๓) ขาดความกล้าที่จะเปิดเผยจุดยืนของตน 

โดยความเห็นส่วนตัว การเลือกข้างก็ดี การมีจุดยืนก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ระบบเศรษฐกิจ หรือความใส่ใจสังคมแบบต่างๆ กัน ย่อมมีกันได้ แต่ที่สำคัญมากกว่าก็คือ (๑) ถ้ามีข้างก็ต้องมีองค์คณะให้ได้สมดุล ระหว่างข้างต่างๆ และ (๒) คนที่เข้ามาทำหน้าที่ต้องเป็นคนที่มีเหตุมีผล รู้จักรับฟังและใคร่ครวญ ไม่ใช่ประเภท “แถ” หรือให้เหตุผลแบบข้างๆ คูๆ และมักพาออกนอกประเด็นเมื่อถึงเรื่องที่ตัวไม่ชอบใจ หรือจะ “เสียหน้า” ถ้าต้องเปลี่ยนจุดยืนของตน

วิธีการเลือกกรรมการนโยบายและคุณสมบัติของกรรมการนโยบาย

๑. ปรับองค์ประกอบกรรมการนโยบายใหม่ให้ได้สมดุล  สอดคล้องกับการปรับองค์ประกอบกรรมการสรรหา

๒. กรรมการนโยบายแต่ละคนต้องเป็นนักปฏิบัติหรือนักวางแผนเชิงปฏิบัติ เพื่อแปรความมุ่งหวังของนักคิดที่ฝันไว้ในพระราชบัญญัติให้เกิดขึ้นจริง   การตั้งองค์กรขึ้นมาได้เป็นการบ่งบอกความสำเร็จของนักคิดที่สามารถโน้มน้าวนักการเมืองได้ และเป็นการบอกความสำเร็จของงานการเมือง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อ พรบ. ออกมาก็เป็นการประกาศว่าเวลาของนักคิดสิ้นสุดลงแล้ว นักคิดต้องส่งมอบภาระหน้าที่ให้กับนักปฏิบัติ 

สรุปว่า กรรมการนโยบายทุกคนไม่ว่าจะมาจากภาคส่วนใดหรือเป็นตัวแทนของภาคส่วนใด ต้อง “เป็น” งานบริหาร

๒. วิธีการเลือกกรรมการนโยบาย 

ให้แต่ละกลุ่มที่กำหนด เช่น องค์กรวิชาชีพ  NGO ฯลฯ ต่างกลุ่มต่างร่วมกันเลือกบุคคลตัวแทนฝ่ายตนขึ้นมาเป็นกรรมการนโยบาย คนที่ได้รับเลือกเป็นผู้แทนกลุ่มไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งในสมาคมหรือองค์กรนั้นๆ ก็ได้ แต่ควรเป็น (๑) ผู้รู้ เข้าใจ และสามารถเป็นผู้จะช่วยพัฒนาไทยพีบีเอสให้เดินไปสู่จุดหมายได้ ด้วยหลักวิชาชีพที่องค์กรนั้น represent สิ่งใดที่ไม่รู้ชัดไม่รู้จริงก็ต้องหาความรู้เพิ่มเพื่อทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์  (๒) เป็นผู้ที่บริหารเป็น มีสายตาที่มองไกลและกว้าง และเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “นโยบายสาธารณะ”  หมายความว่าเลิกใช้วิธีสรรหาด้วยการลงมติด้วยเสียงข้างมาก เพราะอาจจะทำให้ได้คนที่ได้ชนะกันแค่ ๑ เสียง วิธีนี้ทำให้เกิดการล้อบบี้หาเสียง และทำให้เสียงข้างมาก ๑ เสียง กลายเป็นเสียงตัดสิน (ดูวิดีโอ “แตกฉานการเมืองตอน รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา”  ประกอบ)

การ “เป็น” งานบริหาร ไม่ใช่การเคยเป็นหัวหน้าองค์กรเฉยๆ แต่หมายถึงบุคคลที่

*สามารถบริหารทั้งองค์กร ในด้านการเงิน การหารายได้ การจัดทรัพยากรทุกด้านให้เหมาะสม

*มีไหวพริบวิธีการในการหาโครงข่ายผู้ร่วมงานที่จะมาเป็นทรัพยากรเสริมให้กับองค์กร  (เป็นคน resourceful)

*มองไกล (หรือถ้ามองไม่ไกลก็รู้ว่าใครมองไกลเป็น)  ใจกว้าง ฟังคน และรับความแตกต่างทางความเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานได้

*กล้าตัดสินใจ กล้าเผชิญปัญหา กล้าปฏิเสธอย่างมีหลัก หมายความว่ากล้าทำในส่ิงที่ี่ถูกต้องและสอดคล้องกับจุดยืนของตนและส่ิงที่องค์กรพึงเป็น เป็นที่พึ่งได้

๓. หน้าที่

กรรมการนโยบายแต่ละคน ไม่ใช่มาตั้งหน้าตั้งตาเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ แต่มาเพื่อดูแลเงินภาษีที่รัฐบาลให้มา ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ชมมากที่สุดตามจุดมุ่งหมายแห่งการตั้งองค์กร  (คือรู้และปฏิบัติให้ถูกต้องในการเป็นกรรมการที่ดีขององค์กร)

แต่ละคนจะ accountable (รับผิดตามหน้าที่)ต่อกลุ่มและต่อไทยพีบีเอสไปพร้อมกัน คนอื่นทุกคนจะมองเห็นได้ว่า ผู้มีส่วนร่วมกลุ่มไหนเลือกคน “เข้าท่า” แค่ไหนมาร่วมบริหารองค์กรของรัฐเพื่อสาธารณชนแห่งนี้

การ “เป็นกรรมการ” ที่ดีคือ เป็นผู้กำหนดกรอบในด้านต่างๆ ที่อนุญาตให้ผู้อำนวยการนำพาองค์กรไปได้  ทุกคนรู้ว่าเมื่อไหร่กรรมการจะเข้าไปแทรกแซง ตรงไหนที่จะบอกผู้อำนวยการว่าล้ำไปแล้ว  การจำกัดขอบเขตเป็นการสนทนาตกลงกันสองทางระหว่างคณะกรรมการกับผู้อำนวยการ  หลักใหญ่ๆ คือกรรมการต้องเปิดโอกาสให้ผู้อำนวยการกล้าลงมือทำโดยผู้อำนวยการมีวินิจฉัยของตนว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร แต่กรรมการก็ช่วยให้ความเห็นได้ “เหมือนกับเป็นปู่ย่าตายายที่ไม่ต้องนั่งเฝ้าลูกหลานทุกวัน แต่พร้อมช่วยให้ความเห็นหรือตัดสินว่าอะไรควรไม่ควร”

คณะกรรมการควรดูแลตัดสินใจเฉพาะเรื่องหลักๆ  ไม่ควรจุ้นจ้านกับการทำงานวันต่อวันขององค์กร   

วิธีการเลือกและคุณสมบัติของผู้อำนวยการ

๑. ด้านคุณสมบัติ  ไม่จำเป็นต้องเป็นคนมีประสบการณ์การทำงานสื่อมาโดยตรง แต่รู้กว้าง มองไกล เข้าใจสื่อ เข้าใจว่า “ติดปีกความคิด” ทำอย่างไร และมีความตั้งใจ “ติดอาวุธความรู้” ให้กับผู้ฟังผู้ชม และมีผลงานด้านนี้พอเป็นที่รับได้

(หมายเหตุ:  ปริญญาสื่อสารมวลชนในมหาวิทยาลัยเด่นๆ ในสหรัฐอเมริกา เป็นการศึกษาระดับปริญญาโท จบปริญญาตรีด้านอื่นๆ และสนใจด้านสื่อสารมวลชน ก็เรียนเพิ่มได้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าการเข้าใจงานสื่อเรียนรู้เพ่ิมได้)

ที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ ต้องเคยบริหารคนหรืออยู่ในองค์กรขนาดใหญ่พอสมควรมาก่อน และเข้าใจว่าเงินทองเป็นสิ่งที่ต้องหามาเพิ่ม ไม่ใช่คิดเพียงใช้ๆ ไปแต่หาไม่เป็น เพราะไทยพีบีเอสเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ในการส่งข่าวสารความรู้ให้กับคนทั่วไปตลอด ๒๔ ชั่วโมง ๗ วัน ตลอดปี เหมือนเป็นสถาบันการศึกษาเปิด และยังต้องใช้บุคลากรหลากหลายพื้นความรู้ ตั้งแต่นักข่าวและคนหน้าไมค์ไปจนถึงช่างเทคนิค และเพราะไทยพีบีเอส มีเงินเพียง ๒ พันล้านบาทต่อปี

๒. ด้านการลงคะแนนเสียงเลือกผู้อำนวยการ

ไม่ใช้ระบบลงมติแบบ simple majority คือหนึ่งเสียงที่เกินครึ่งก็ชนะ ดังที่ให้เหตุผลไปแล้วในหัวข้อการเลือกกรรมการนโยบาย 

ผู้จะเป็นผู้อำนวยการได้ ต้องได้คะแนนเสียง ๒/๓ ของกรรมการทั้งหมด  (ถ้าแบ่งกรรมการเป็นกลุ่มๆ ก็ต้องได้คะแนน ๒/๓ จากทุกกลุ่ม) เพื่อให้ผู้อำนวยการบริหารงานได้โดยมีกรรมการจำนวนมากพอสมควรสนับสนุน ซึ่งนี่ก็เป็นแนวปฏิบัติขององค์กรระดับโลกบางแห่ง และเป็นการลงมติในเรื่องสำคัญมากๆ ของบริษัทต่างๆ

วิธีดำเนินการประชุม

ใช้วิธีลงมติแบบเปิดเผยรายบุคคลทั้งในการลงคะแนนคัดเลือกผู้อำนวยการ และการลงมติทุกเรื่องทุกวาระของคณะกรรมการนโยบาย และกรรมการอื่นใดทุกชุดที่มี  ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการติดตามผลงานและรู้ชัดจุดยืนของแต่ละคน (คือ accountability & transparency) ไม่เปิดให้มีพื้นที่ให้ใครแอบซ่อนตัวอยู่ภายใต้คำอันขมุกขมัวว่า “คณะกรรมการมีมติ”     

เพื่อจะสร้างสังคมประชาธิปไตยตามเป้าหมายของสถานี ผู้สร้างจะต้องเป็นประชาธิปไตยก่อน 

เพื่อส่งเสริมการเป็นประชาธิปไตย องค์กรต้องทำให้มีความ “โปร่งใส” เรื่องนี้

ในทางกลับกัน ไม่ควรให้ลงมติแบบเอกฉันท์ (เพื่อเลี่ยงการเปิดเผยมติรายบุคคล)  การลงมติเอกฉันท์เท่ากับการเปิดให้มีเผด็จการโดยคนหนึ่งคนได้ คือถ้าคนหนึ่งคนไม่เห็นด้วย มติก็ไม่ผ่าน แปลว่าคนหนึ่งคนนั้นมีอำนาจวีโต้  ตัวอย่างเช่นในคณะกรรมการจำนวน ๑๒ คน ๑๐ คนเห็นชอบทางเลือก A  มีเพียง ๒ คนที่ต้องการให้เลือก B   แต่เป็นกรรมการ ๒ คนที่พูดไม่แล้วไม่เลิก ในที่สุดเสียงข้างมาก ๑๐ เสียงก็ยอมเลือก B ตามเสียงข้างน้อยเพราะคร้านจะเถียง   ในกรณีเช่นนี้ ถ้าลงคะแนนรายบุคคล ทางเลือก A น่าจะเป็นทางเลือกของคณะกรรมการ  (ส่วนการตัดสินใจเลือก A หรือ B จะดีกว่ากัน ก็เป็นเรื่องที่กาลเวลาและการกระทำอื่นๆ ที่ตามมาจะตัดสิน)

สถาบันสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคมคุณภาพและคุณธรรมจะเป็นไปได้ ตัวองค์กรผู้สร้างอันได้แก่พนักงาน ผู้อำนวยการ กรรมการ ต้องมีคุณภาพและคุณธรรมก่อน แล้วให้คุณภาพและคุณธรรมภายในองค์กรแผ่ซ่านออกมาเป็นคุณภาพของงานที่ทำ  ฟันเฟืองสำคัญที่สุดคือกรรมการนโยบายกับผู้อำนวยการที่เหมือนกับฟันเฟืองสองตัวที่ต้องหมุนเข้าจังหวะประสานกันให้ดีก่อน โดยต่างคนต่างก็มีหน้าที่ มีจังหวะของตน

นวพร เรืองสกุล ๗ เมษายน ๒๕๖๐

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s