ไทยพีบีเอส ผิดที่โครงสร้างหรือเปล่า

FullSizeRender

 

ติดปีกความคิด ติดอาวุธความรู้ น่าจะเป็นคำขวัญเต็มๆ ของไทยพีบีเอส

สถานีนี้เป็นความหวังของผู้ที่อยากเห็นทีวีสาธารณะที่ให้ความรู้กับประชาชนผู้ชมโดยไม่ต้องห่วงการหาโฆษณา ทำตามที่ “ตลาด” สั่งอาจจะไม่เหมาะกับ need ของสังคม ตอนเริ่มต้นทีวีช่องนี้เป็นช่องขวัญใจของเด็กและผู้สูงอายุ (บางคน) ด้วยภาพยนต์สารคดีเรื่องสัตว์ต่างๆ  ดนตรีกวีศิลป์ที่ไพเราะและเปี่ยมด้วยเนื้อหา ทีวีซีรีส์ที่ได้สาระและบันเทิง แต่เกือบ ๑๐ ปีผ่านไป สถานีนี้กลายเป็นความสิ้นหวังสำหรับบางคน

เพราะอะไร

พินิจแล้ว คิดว่าปัญหาหลักอยู่ที่โครงสร้างการบริหารจัดการในไทยพีบีเอส (Governance structure at TPBS)

พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ตั้ง ส.ส.ท. หรือที่รู้จักกันในชื่อไทยพีบีเอส (Thai Public Broadcasting Service) ให้มีคณะกรรมการนโยบาย (ซึ่งเปรียบได้กับคณะกรรมการของบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ) ซึ่งเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการบริหาร. ผู้อำนวยการ และสภาผู้ชมฯ

เป้าหมายของสถานี

๑. สนับสนุนการพัฒนาสังคมที่มีคุณภาพและคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทย ผ่านทางบริการข่าวสารที่เที่ยงตรง รอบด้าน สมดุล และซื่อตรงต่อจรรยาบรรณ

๒.ผลิตข่าวสาร สารประโยชน์ด้านการศึกษาและสาระบันเทิง เน้นความหลากหลายในมิติต่างๆ ปราศจากอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ และยึดถือผลประโยชน์สาธารณะ

๓. ให้ความรู้ประชาชนให้ก้าวหน้าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อประโยชน์ในระดับชาติและท้องถิ่น ผ่านการให้บริการข่าวสารและสารประโยชน์อื่น

๔. ส่งเสริมเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนได้รับข่าวสารอย่างเท่าเทียมกัน

๕. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดทิศทางการให้บริการขององค์กรเพื่อประโยชน์สาธารณะ

เรามาดูกันว่า โครงสร้างที่มีและบุคคลที่รับผิดชอบ ทำงานอย่างไร

คณะกรรมการนโยบาย มี ๙ คน (รวมประธาน) (ม. ๑๗)       ประกอบด้วย บุคคลด้านสื่อสารมวลชน ๒ คน ด้านการบริหารองค์กร ๓ คน และด้านส่งเสริมประชาธิปไตย พัฒนาชุมชน การเรียนรู้ คุ้มครองพัฒนาเด็ก เยาวชน ครอบครัว สิทธิของผู้ด้อยโอกาส ๔  คน (ขอรวมเรียกกลุ่มหลังสุดนี้ว่ากลุ่ม NGO)

ทุกคนต้องเป็นผู้มีความรู้ มีประสบการณ์ มีผลงาน และเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นการเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ

วิเคราะห์ข้อมูลของผู้เป็นกรรมการนโยบายชุดปัจจุบัน สรุปว่า

+เป็นหญิง ๒ คน ชาย ๗ คน

+สูงอายุ  คือ มีอายุต่ำกว่า 60 ปีเพียง  ๒ คนเท่านั้น  (อายุ 55 กับ 59) อีก ๗ คน อายุ 60 ปี ขึ้นไป โดย ๒ คนอายุ ๗๑ ปี

+คนหนึ่งเป็นผู้อำนวยการสถานีวิทยุในหน่วยงานในกำกับของรัฐ   (ไม่นับว่ามีผลประโยชน์แย้งกับ ไทยพีบีเอส?) เข้ามาในฐานะนักบริหารองค์กร

+สื่อ ๔ คน (นับรวมประธานที่เป็น ผอ. สถานีวิทยุ และนักบริหารอีก ๑ คน ที่มาจากกรมประชาสัมพันธ์)

+นักบริหาร ล้วนเป็นอดีตข้าราชการ

+เป็นนักกฏหมายหรือมีพื้นฐานกฎหมายระดับปริญญาตรี  ๔ คน จากกรรมการ ๙ คน หรือเกือบครึ่งหนึ่ง

โครงสร้างนี้แสดงว่า กรรมการด้านสื่อและนักกฎหมายมีตัวแทนมากเกิน ผู้หญิงน้อยไป คนสูงอายุมากไป คนวัยทำงานขาดตัวแทน พื้นความรู้ไม่หลากหลาย   ส่วนขาดที่สำคัญที่สุดคือนักบัญชี (หรือผู้รู้เรื่องการเงินการบัญชี) และนักบริหารที่แท้จริง (คือเคยเป็นผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ที่เท่ากับหรือใหญ่กว่า ไทยพีบีเอส และเคยดูแลเงินจำนวนกว่าสองพันล้านมาแล้ว)

สำหรับผู้เขียนคิดว่า ข้อคุณสมบัติกรรมการที่ระบุในการสรรหา ควรจะให้กรรมการทุกคนหรือส่วนมาก เป็นผู้ ทำเป็น/บริหารเป็นด้วยและต้องรู้จักหารายได้เพิ่มจากกิจการที่มี เพราะกรรมการทั้งคณะต้องรับผิดชอบการบริหารองค์กรที่รัฐบาลส่งเงินให้ปีละ ๒ พันล้านบาทให้อยู่รอดอย่างรุ่งเรืองและทำงานได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ใน พรบ.  เพราะเหตุผลว่ากรรมการนโยบาย (Board of Governors)  เป็นผู้วาง governance ขององค์กร และเป็นผู้ govern องค์กร กำหนดทิศทางขององค์กร และตั้งผู้ที่เกี่ยวข้องอีก  ๓ กลุ่ม  คือ

  • ผู้อำนวยการ
  • กรรมการบริหาร (ประกอบด้วย ผู้อำนวยการ + คนใน ๖ คน + คนอื่น ๔ คน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านสื่อสาร บริหาร สังคม วัฒนธรรม และนิติศาสตร์) รวม ๑๑ คน เว็บไซต์ของไทยพีบีเอสระบุรายชื่อไว้ ๙ คน เป็นบุคคลภายนอก ๒ คน ซึ่งได้ข้อมูลมาสรุปว่า คนหนึ่งเป็นทนายความที่ active ด้านการเมือง อีกคนหนึ่งคะเนจากประสบการณ์ที่ระบุ น่าจะเป็นนักกฎหมาย สายข้าราชการ ไม่แน่ใจว่าคณะกรรมการเลือกให้เข้ามาในฐานะผู้มีความรู้ด้านใดบ้าง
  • สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ รวม ๕๐ คน (จากหลายพื้นที่ หลายอาชีพ ประชุมปีละครั้ง)

 

สภาผู้ชม  ไม่มีเวลาค้นข้อมูลวิธีการคัด และข้อมูลในมิติต่างๆ ของสภาผู้ชมฯ มาวิเคราะห์ เป็นความคิดที่ดีที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการให้บริการ ตามที่กฎหมายระบุ แต่การมีส่วนร่วมจะมีความหมายก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สิ่งที่้ต้องการหรือรู้สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อตน      ถ้าให้วิเคราะห์ตรงนี้คงอยากเห็นโปรไฟล์ว่า ๑. เป็นผู้ชมรายการของไทยพีบีเอสแค่ไหน ๒. ชมรายการอะไร ๓. ชมมากน้อยแค่ไหน ๔. ชมรายการโทรทัศน์อื่นประเภทใดบ้าง ทั้งในและต่างประเทศ ๕. รายประเด็นครอบคลุมทุกอย่างที่ไทยพีบีเอสคิดว่าควรมีหรือไม่  ๖. รายประเด็นคิดเป็นประชากรเท่าใดของประเทศ ขาดกลุ่มใดอีก ๗. จะลอง map สิ่งที่มีในรายการกับสิ่งที่พีบีเอสต่างประเทศมี  เพราะเชื่อว่าบางสิ่งผู้ชมก็ไม่รู้ว่าตนเองอยากมี แต่ถ้ามีให้จะชอบ (Steve Job มาเอง!!!)  ๘. ดูว่าสิ่งที่ไม่พอใจ/พอใจ เป็นเรื่องหัวข้อหรือสาระ (content) ของรายการ ตัวอย่างของรายการที่หัวข้อมี สาระไม่ได้เช่น  สารคดีต่างๆ ที่เน้นพิธีกรมากเกิน และให้ความรู้ลึกและแตกต่างจากแหล่งอื่นๆ ไม่ได้  ๙. ฯลฯ

เมื่อคณะกรรมการนโยบายสำคัญเพียงนี้ จึงขอดูว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบเลือกกรรมการนโยบายเข้ามา

ในกรณีรัฐวิสาหกิจคือรัฐบาล ส่วนในกรณีบริษัทเอกชนคือผู้ถือหุ้นเป็นผู้เลือก ในกรณี ไทยพีบีเอส กฎหมายยกอำนาจให้กรรมการสรรหา ซึ่งมี ๑๕ คน

(ดูกรอบ)

จะเห็นได้ว่า กฎหมายยกอำนาจให้ “ประชาชน” หลายกลุ่มร่วมกันเป็นผู้สรรหา และมีข้าราชการระดับปลัดกระทรวงถึง ๔ คน ร่วมเป็นกรรมการ

กรรมการ

รายชื่อแสดงเสียงที่ได้ดุลกันระหว่าง  NGO วิชาชีพสื่อ ข้าราชการระดับสูง  และกลุ่มสังคม  เป็นการระบุที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร่างพระราชบัญญัตินี้มอบความไว้วางใจและเชื่อมั่นที่สูงมากให้กับองค์กรซ้อนองค์กร ของภาคประชาชน และภาควิชาชีพสื่อ  ด้วยอุดมการณ์นี้จึงขาดกลุ่มผู้ประกอบการ ผู้มีความรู้รอบด้าน และลึกๆ แล้วขัดกับความรู้สึกที่ทำให้ตั้งทีวีสาธารณะ เพราะต้องการตอบสนองสิ่งที่ขาดไป แต่กลับใช้คนในวงการที่ทำให้ขาดนั้นเองมาเป็นผู้เลือกผู้จะบริหารจัดการองค์กรแห่งใหม่ อันเป็นความหวังในเรื่องสื่อคุณภาพสำหรับประชาชน  รวมทั้งข้อกำหนดคุณสมบัติของผู้อำนวยการองค์กรด้วย

ทั้งหมดในความยุ่งเหยิงด้านการบริหารจัดการ และคุณภาพของรายการของไทยพีบีเอส จึงสาวกลับไปคณะกรรมการสรรหากรรมการนโยบาย ซึ่งได้ตัดสินใจอย่างสำคัญยิ่งในการมอบองค์กรนี้ให้อยู่ในมือของใคร  จึงควรย้อนกลับไปทบทวนใหม่ว่า กรรมการแบบที่ระบุไว้นี้เหมาะสมแล้วหรือ หรือควรต้องทบทวนเสียทีเมื่อเห็นผลงาน ๑๐ ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้แล้วก็ควรจะได้ทบทวนด้วยว่า มีสิ่งอื่นใดอีกบ้างที่ควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปด้วยในคราวเดียวกันเพื่อสร้างให้องค์กรนี้เคลื่อนตัวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมีพลัง ตามที่กฎหมายได้คาดหวังไว้ แทนที่จะปล่อยให้เดินหน้าต่อไปด้วยวิธีการเดิมๆ

เขียนถึงปัญหาแล้ว ถ้าไม่เสนอทางออกให้ด้วย ก็จะดูเหมือนบ่นไปงั้นๆ ถึงตรงนี้ก็ขอให้ติดตามตอนต่อไป ขอเวลาอีกไม่กี่วัน  จะนำเสนอข้อเสนอแนะทางแก้ปัญหาค่ะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s