เหตุเกิดที่ไทยพีบีเอส

IMG_0993

ไทยพีบีเอสนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัทซีพีเอฟเป็นการผิดจรรยาบรรณสื่อ!   เรื่องลามเลยไปถึงการประชุมอันยาวนานของคณะกรรมการนโยบายฯ จบลงด้วยการลาออกของผู้อำนวยการ

เรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ 

วิญญาณของผู้บริหารเงินทุนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาสำรวจปัญหา  เพื่อตอบคำถามที่ว่า…

  • เอาเงินภาษีของประชาชนไปทำงี้ได้ไง 
  • ทำผิดกฎหมายหรือเปล่า (คำถามมาตรฐาน)
  • ผู้บริหารต้องรับผิดชอบ 
  • บริษัทนี้มีปัญหากับ “สังคม” คุณไม่รู้หรอกหรือ วิญญาณสื่อของคุณหายไปไหน
  • ไปสนับสนุนบริษัทแบบนี้  ต่อไปนี้สถานีจะขาดความเป็นอิสระ

ฯลฯ

ก่อนอื่น ขอเรียนว่าข้อมูลข่าวสารได้มาจากการติดตามข่าวผ่านสื่อ ทั้งข่าวเล่า (คือมีผู้ติดตามอ่านแล้วมาสรุปให้ฟัง) และข่าวเขียน (แปลว่าอ่านเอง) บวกกับการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องกระบวนการทำงาน

ข้อสังเกตและความเห็นมีดังนี้

  ข้อ ๑ ตามหลักการบริหารเงิน การหารายได้อย่างเหมาะสมแทนการทิ้งเงินไว้เปล่าๆ เป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของผู้บริหาร

ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ได้เขียนอธิบายหลักการพร้อมวิธีปฏิบัติขององค์กรสาธารณะไว้แล้วใน facebook

คณะกรรมการนโยบายฯ ตำหนิการทิ้งเงินไว้เป็นเงินฝากธนาคารมาอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะนำเงินไปหาผลประโยชน์อื่นเพื่อให้มีรายได้งอกเงยขึ้นมา  จนกระทั่งฝ่ายบริหารอยู่นิ่งไม่ได้ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างในเรื่องการลงทุน เพราะถ้าไม่ทำก็แปลว่าไม่รับผิดชอบ (ถ้าลงทุนผลีผลามก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน แต่คนละประเด็น)

ขั้นตอนการลงทุนของผู้บริหารเงินทุนโดยทั่วไปคือ นำเสนอกรอบการลงทุนให้คณะกรรมการพิจารณา  กรอบคือหลักเกณฑ์ว่าจะลงทุนในตราสารประเภทใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด ระดับความเสี่ยงที่กรรมการหรือองค์กรรับได้คือแค่ไหน และสาระอื่นๆ ที่ประกอบกันขึ้นเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน

ในระบบการทำงานจะต้องชัดเจนว่า ใครตัดสินใจ ใครอนุมัติฯลฯ โดยที่การลงทุนจริงไม่มีการขออนุมัติกรรมการเป็นครั้งๆ  เพราะว่าตลาดเงินไม่เคยหยุดรอใคร   

ที่ได้รับฟังมาเรื่องเหล่านี้ไม่มีอะไรน่ากังขา  ประเด็นอยู่ที่รังเกียจชื่อของบริษัทที่เป็นผู้ออกหุ้นกู้  โดยอ้างว่า “สังคม” ไม่สบใจท่าทีต่อความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทในกลุ่มนี้

ข้อ ๒ ควรซื้อหุ้นกู้ของบริษัทใดบ้าง  (บริษัทที่มีความเสี่ยงพอๆ กัน อัตราดอกเบี้ยจะใกล้ๆ กัน ถ้าอายุหุ้นกู้ใกล้เคียงกัน) ตรงนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่า มีหุ้นกู้นั้นๆ ขายอยู่ในท้องตลาดหรือไม่ (ไม่มีของให้ซื้อ อยากอย่างไรก็ซื้อไม่ได้)

เมื่อหุ้นกู้ซีพีเอฟโผล่เข้ามาในจอเรดาร์ของผู้ตัดสินใจลงทุนว่า ถูกต้องตามเกณฑ์และมีขาย ณ เวลานั้น ก็ลงทุนไป

มีเสียงสะท้อนว่า น่าจะรู้ว่าบริษัทนี้ต้องห้าม 

ผู้จัดการกองทุนไม่รู้ การลงทุนเงินของคนอื่นไม่ใช้อารมณ์มากะเก็ง  การชอบหรือไม่ชอบเป็นการส่วนตัวโดยที่ไม่มีหลักมีเกณฑ์น่าจะเข้าข่ายอคติ ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ผิดหลักการบริหารจัดการที่ดี ฯลฯ   และที่ไม่เฉลียวใจอย่างยิ่งก็เพราะใครๆ ก็เข้าเซเว่น อีเล็ฟเว่น ของเครือซีพีด้วยกันทั้งนั้น หลายคนใช้โทรศัพท์หรือดูโทรทัศน์ค่ายทรู  กินไก่ทอดซีพี เข้าร้านโกลเด้นเพลส และร้านอื่นๆ อีกที่ขายไก่ หมู ไข่ ฯลฯ ที่มาจากซีพีเอฟ เท่ากับว่าเป็นลูกค้าส่งกำไรให้บริษัทซีพีเอฟและเครือซีพีอย่างสม่ำเสมอ  ถ้าจะไม่ชอบกันทั้งทีควรไม่ชอบให้ถ้วนด้านไม่มีการลักลั่น

ตอบแบบชวนทะเลาะไปแล้ว มาดูคำตอบที่เป็นการปฏิบัติสากลบ้าง

  กิจการบริหารเงินลงทุนใดต้องการจะไม่ลงทุนในบริษัทใด ต้องระบุชัดเจน ปล่อยให้ผู้จัดการลงทุนและเจ้าหน้าที่ลงทุนไปคิดเอาเองไม่ได้ 

list แบบหนึ่งเป็นรายชื่อกิจการที่ให้ลงทุนได้ เช่น เลือกหุ้นและหุ้นกู้เฉพาะบริษัทที่อยู่ใน SET50  เลือกหุ้นและหุ้นกู้เฉพาะบริษัทที่ได้ชื่อว่ามีธรรมาภิบาลดี

บริษัทซีพีเอฟเป็นบริษัทที่ได้รับคะแนนธรรมาภิบาลระดับ ๕ คือลำดับดีที่สุด ดังนั้น list แบบที่ว่ามานี้ไม่พอจะกันซีพีเอฟออกไป หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องไปตั้งคำถามเอากับคนตั้งเกณฑ์ธรรมาภิบาลอีกทอดหนึ่ง

ถ้าจะไม่ให้ลงทุนในซีพีเอฟ ก็ต้องหาเกณฑ์อื่นมาจัดทำรายชื่อกิจการต้องห้าม (restricted list) เช่นระบุชัดเจนว่า ไม่ลงทุนในกิจการผลิตและขายเหล้า บุหรี่ กิจการที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ  

[จำได้ว่าสมัยเป็นเลขาธิการ กบข. เคยเสนอรายการเช่นนี้ต่อคณะกรรมการ  มีคำถามจากคณะกรรมการว่าคุณจะตัดสินได้ยังไงว่าบริษัทไหนอยู่หรือไม่อยู่ในข่ายในรายการห้ามลงทุนของคุณ  และจะเหลือบริษัทให้ลงทุนหรือ  เมื่อสรุปกันไม่ได้ก็เลยไม่มีลิสต์นี้ แต่โดยส่วนตัวก็ยังมีอยู่บ้างซึ่งแจ้งให้ผู้จัดการกองทุนรับทราบและทำตาม โดยมีบทยกเว้นว่า หากว่าจะมีกิจการใดที่ผู้จัดการกองทุนเห็นว่าควรลงทุน แต่เลขาธิการไม่เห็นด้วย ก็มีสิทธินำเรื่องเสนอคณะกรรมการลงทุนได้เลย ไม่มีการว่ากันด้วยคำพูดทำนองว่า “ไม่เชื่อฟัง”  “ข้ามหน้าข้ามตา”  ฯลฯ ]

นี่คือธรรมาภิบาลแบบหนึ่งในองค์กร

ถ้านำเกณฑ์ต่างๆ มาใช้ในกรณีซีพีเอฟ ก็อาจจะไม่หลุดโผอีกนั่นแหละ เว้นแต่จะระบุไปเลยว่าไม่ลงทุนในกิจการฆ่าสัตว์ แต่ระบุแบบนี้กิจการอื่นในเครือซีพีก็ยังไม่เข้าโผห้ามลงทุน แต่ครั้นจะบอกไปตรงๆ ว่าไม่ลงทุนในหลักทรัพย์กลุ่มซีพี  ถ้าไม่ระบุว่าซีพีไม่ดียังไง ก็ไม่เรียกว่าเกณฑ์ และมีคำถามว่ากิจการอื่นที่มีพฤติกรรมประมาณเดียวกับซีพีแต่ไม่ถูกยกขึ้นมากีดกันมีหรือไม่  

ข้อ ๓ ถามอีกมุมหนึ่งว่า ถ้าตั้ง list ห้ามลงทุนจนเลอเลิศ  จะมีอะไรเหลือให้ลงทุนหรือไม่

ได้รายชื่อหุ้นกู้ในท้องตลาดเวลานี้มาจากผู้วิเคราะห์ตลาดทุน สรุปว่าหุ้นกู้ในระดับความเสี่ยงและในกรอบของอายุหุ้นกู้ประมาณเดียวกับซีพีเอฟที่อาจจะหาได้คือ ทียู (ซึ่งก็มีข่าวถูกประท้วงกรณีปลาทูน่า)  เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (บริษัทในกลุ่มของคุณเจริญฯ  ที่เป็นเจ้าของกิจการขายเหล้าขายเบียร์) สองกิจการนี้จะถือว่าไม่พึงลงทุนหรือไม่ ถ้าไม่ให้ลงทุนก็คงเหลือแค่ บีทีเอส (เดินรถไฟฟ้า) เพียงรายเดียว  แต่การลงทุนในหุ้นกู้รายเดียวก็น่าจะไม่เหมาะอีกเหมือนกัน สรุปแล้วก็ควรเลิกคิดเรื่องนำเงินไปหารายได้ไปเลยจะดีกว่าไหม

จบประเด็นนี้ก็เหลือคำถามสุดท้ายว่า รายการห้ามลงทุนใช้กับหุ้นกู้เท่านั้น หรือว่าควรใช้กับสินทรัพย์ทางการเงินทุกชนิด

ถ้าไม่ใช้ ก็ต้องตอบว่าทำไมไม่ใช้

ถ้าใช้ ก็มีคำถามว่า ธนาคารพาณิชย์หลายธนาคารเป็นนายธนาคารให้กับกลุ่มซีพี  ไทยพีบีเอสควรจะไม่ฝากเงินกับธนาคารเหล่านี้ไหม เพราะธนาคารเหล่านี้เอาเงิน “ภาษีของประชาชน” ที่ไทยพีบีเอสได้รับมา ไปสนับสนุนกลุ่มซีพี หรือกลุ่มน่ารังเกียจอื่นๆ (ตามมาตรฐานของบางคน)

คำถามสุดท้าย ไทยพีบีเอสใช้เงินที่ได้มาจากภาษีประชาชนอย่างสมเหตุสมผล อย่างประหยัด อย่างระมัดระวัง อย่างมีความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เสียภาษีดีแล้วหรือ  และทำหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมในสายตาของ “สังคม” เพียงพอหรือยัง (ถามใครบ้างเพื่อให้ได้คำตอบข้อนี้) เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับการกะเกณฑ์ให้ผู้อื่นมีคุณสมบัติเหล่านี้

ข้อ ๔ เงินลงทุนของไทยพีบีเอสในบริษัทซีพีเอฟมากน้อยแค่ไหน เพื่อประเมินว่าสมควรกับความกังวลว่าจะมีการขัดแย้งทางผลประโยชน์จนกระทั่งไทยพีบีเอสเกิดอาการน้ำท่วมปาก ไม่กล้าทำข่าวไม่ดีเกี่ยวกับซีพี ขาดอิสระในการทำหน้าที่ หรือว่าเป็นแค่วิตกจริต เมโลดราม่ากันไปตามเทรนด์

หุ้นกู้ทั้งหมดทุกประเภทของซีพีเอฟ มี 112 พันล้านบาท  ถ้าลงทุน 1% ก็พันล้านบาท  แต่คิดว่าไทยพีบีเอสไม่มีเงินลงทุนขนาดนั้น น่าจะลงทุนไปไม่ถึงหนึ่งเสี้ยวของหนึ่งเปอร์เซนต์ แบบนี้จะไปมีอิทธิพลใดในบริษัทหรือไปเอื้อบริษัทแค่ไหนก็คงไม่ทำให้กำไรที่เพิ่มขึ้นมากระเด็นมาหาไทยพีบีเอสได้  เพราะไทยพีบีเอสเป็นเจ้าหนี้รายเล็กๆ หนึ่งรายเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นที่จะมีโอกาสรับผลกำไรเป็นเงินปันผลสูงขึ้น

ทีนี้มองกลับกัน การลงทุนของไทยพีบีเอสนับว่าใหญ่โตสำหรับตนเองหรือไม่ เช่นทุ่มหมดตัวไปกับหุ้นกู้ซีพีเอฟ   สรุปว่าไม่ใช่อีกเหมือนกัน เพราะคณะกรรมการกำหนดกรอบการลงทุนไว้แล้ว และทางผู้ดูแลเงินก็ตระเตรียมจะลงทุนในหุ้นกู้อีกหลายตัวภายในกรอบที่กำหนด คือไม่ทุ่มลงไปกับหุ้นกู้ตัวหนึ่งเพียงตัวเดียว  เพียงแต่ต้องรอจังหวะให้มีสินค้าก่อน การลงทุนในหุ้นกู้ตัวแรกจึงอาจจะดูน่าระทึกใจเป็นพิเศษสำหรับองค์กรที่ไม่เคยทำมาก่อน 

ในกรณีเช่นนี้ สายข่าวไม่เกี่ยวข้องด้วย และคงไม่สนใจ เพราะการลงทุนในหุ้นกู้ ผู้ถืออาจจะขายหุ้นกู้ออกไปเมื่อใดก็ได้ ตามประสาคนทำเรื่องบริหารเงินที่มองหาลู่ทางอยู่เสมอ ไม่ยึดติดกับตราสารของบริษัทใดมากมายนัก แต่จะยึดกรอบการลงทุนไว้มั่นๆ

ขอจบเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวที่หยดแหมะลงไปในตลาดทุน แต่ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมมหาศาลจนผู้อำนวยการขององค์กรต้องลาออก แต่เพียงเท่านี้

ข้อสังเกตแถมท้ายคือเรื่องความรู้ทางการเงิน

องค์กรที่เกี่ยวกับตลาดทุนทุกแห่งโปรดทราบ  จากการให้คะแนนเนื้อข่าวทั้งข่าวเล่าและข่าวอ่าน  ที่บ้างก็บอกว่าลงทุนในหุ้น บ้างก็ว่าลงทุนในหุ้นกู้ บ้างก็ข้ามไปบรรยายเรื่องหุ้นกู้แบบไม่มีอายุ (perpetuity) ส่วนเนื้อหาที่ลงก็ยิ่งปะปนสับสน คือไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างสามสิ่งที่กล่าวมานี้  แสดงว่า financial literacy ที่ทำกันมาหลายปีหลายโครงการไม่ได้ผลในการให้ความรู้กับสื่อมวลชนทั้งหลายเลย  ทั้งๆ ที่กลุ่มนี้เป็นกลุ่มซึ่งมีหน้าที่ตามวิชาชีพที่จะส่งทอดข่าวสารข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชน    

แหล่งข่าวเข้าใจผิด ให้ข่าวมาแบบผิดๆ  หรือว่านักข่าวฟังผิด เขียนผิด ผู้ติดตามข่าวสารไม่สามารถทราบได้

21 มีนาคม 2560

นวพร เรืองสกุล

หมายเหตุ การหาข่าวหาข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ก่อนแสดงความเห็นและการให้ความเห็น ต้องพึ่งนักหาข้อมูลด้านการเงิน นักวิเคราะห์ด้านการเงิน และผู้มีประสบการณ์เป็นผู้ลงทุนหรือผู้จัดการการลงทุนช่วยกันเป็นทีม จึงขอขอบคุณทุกคนที่อยู่ “เบื้องหลัง” มา ณ ที่นี้

Advertisements

One thought on “เหตุเกิดที่ไทยพีบีเอส

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s