กระบวนการสร้างนักอ่าน ตอน ‘ดอกไม้สด’

%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%94[ภาพจากร้านหนังสือเก่า  เรื่องนี้เคยลงพิมพ์มาแล้วเพื่ออ่านกันในวงจำกัด ในชื่อ “หนังสือที่ควรอ่านและสถานที่ที่ควรอนุรักษ์” และนำไปรวมไว้ในเล่ม น้ำหมึกหลากสี 72 ปีแห่งการเขียนและเรียนรู้ ตอนบ้านและโรงเรียน] 

ดิฉันจำบทประพันธ์ต่างๆ ของ “ดอกไม้สด” ได้ เฉียดๆ การเป็นแฟนพันธุ์แท้

กรรมเก่า เป็นนวนิยายหนึ่งใน ๓ เรื่องแรกที่อ่านในวัยรุ่น อันเป็นวัยที่กำลังจำ และจำแบบไม่ลืม (เทียบชั้นเรียนในสมัยนี้คือ เมื่อยังอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น) ผู้แนะนำให้ดิฉันอ่านคือ น้าที่เรียนจบเพียงชั้นประถมปีที่ ๓ ผู้เชี่ยวชาญงานบ้าน และชอบอ่านนวนิยายเป็นชีวิตจิตใจ   ตัวเอกของเรื่องอยู่ในวัยใกล้เคียงกับคนอ่าน  เป็นกลวิธีแยบยลมากที่ทำให้หลานเริ่มสนใจอ่านนวนิยาย และได้มีโอกาสเลือกว่าจะติดใจสำนวนหรือลีลาของนักประพันธ์คนใด

เม่ือติดใจเล่มแรกแล้ว น้าคนนั้นก็ชี้ให้ดู “ดอกไม้สด” ที่วางเรียงเป็นตับอยู่ในตู้ ดิฉันก็ทะยอยอ่านตามคำแนะนำของน้า จาก กรรมเก่า ไป อุบัติเหตุ (นางเอกก็อยู่ในวัยรุ่นๆ เหมือนกับคนอ่าน และ สามชาย (มีภาคเด็ก) แล้วน้าก็บอกว่า มีตอนต่อของ กรรมเก่า คือ ชัยชนะของหลวงนฤบาล แต่จะอ่านให้รู้จักหลวงนฤบาลฯ ควรอ่าน ความผิดครั้งแรก  เสียก่อน

ต่อมาเมื่อสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งนำเรื่องของ “ดอกไม้สด” มาตีพิมพ์ใหม่ มีปกเป็นภาพดอกไม้นานาพันธุ์ทั้งชุด น้าก็ซื้อยกชุดมา ทั้งๆ ที่ในตู้หนังสือของน้าขาดไปเพียงบางเล่มเท่านั้น พอได้หนังสือใหม่ ทั้งน้าทั้งหลานก็อ่านกันอีกรอบ ด้วยเหตุนี้ ดิฉันเชื่อว่าดิฉันอ่านงานประพันธ์ของ “ดอกไม้สด” ครบหมดทุกเล่ม และหลายเล่มอ่านเกินหนึ่งเที่ยว

ด้วยวัยที่ล่วงเลยไป และด้วยพื้นวิชาที่ร่ำเรียนมา ณ วันนี้ ดิฉันหันกลับไปมองงานประพันธ์ของ “ดอกไม้สด” ด้วยความสนใจในกลิ่นอายของบรรยากาศของสังคมในสมัยนั้น ที่อวลอยู่ในบทประพันธ์ของท่าน นวนิยายให้ภาพผู้คนว่าแต่งตัวอย่างไร กินอาหารอะไร เล่นกีฬาอะไร สนใจอะไร คิดอย่างไรต่อเรื่องต่างๆ รอบๆ ตัว มีมารยาทอย่างไรที่ถือว่างามหรือไม่งาม ผู้เขียนและตัวละครให้คุณค่ากับอะไร ทำมาหากินอย่างไร ฯลฯ ส่วนเรื่องใครคือใคร (คือ ตัวจริงคนไหนคือต้นแบบของตัวเอกในนวนิยาย) เป็นข้อมูลที่ยืนยันว่า ข้อมูลประกอบตัวละครของท่านเป็นบริบททางสังคมรอบๆ ตัวของท่านเองจริงๆ

ในการนำชมวังบ้านหม้อและฟังคำบอกเล่าชีวิตในวังของหลานน้าและหลานยาย ของ ม.ล. บุปผา นิมมานเหมินท์ เจ้าของนามปากกา “ดอกไม้สด” เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม  ๒๕๔๙ นายกสมาคมภาษาและหนังสือปรารภว่า “จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจอ่านหนังสือดีมีคุณค่าของไทย เช่น นวนิยายของ “ดอกไม้สด” เป็นต้น”

ที่จะให้เยาวชนรุ่นใหม่เดินสะดุดเข้ากับงานของ “ดอกไม้สด” แล้ว “ปิ๊ง” ในทันทีทันใด คงเป็นเรื่องยากด้วยเหตุผลหลายประการ

ประการแรก เยาวชนรุ่นนี้ไม่อ่านอะไรยาวๆ เพราะโลกอินเตอร์เน็ตที่เข้าไปท่องเที่ยว กับหนังสือการ์ตูนที่เขานิยมอ่าน พูดอะไรสั้นๆ

ประการที่สอง  เยาวชนไม่ได้รับการชักนำให้อ่านตั้งแต่วัยแรกอ่าน และไม่ได้รับคำแนะนำหนังสือน่าอ่านอย่างเป็นขั้นตอนที่ตรงกับความสนใจของเขา

การแนะนำหนังสือนับว่าสำคัญมาก เมื่อเริ่มต้นถูกอัธยาศัย เขาก็จะค่อยๆ ก้าวไปอ่านเรื่องที่ “หนัก” ขึ้นไปตามวัย

ขอบคุณคุณน้านักอ่านของดิฉันอีกครั้งที่จูงมือดิฉันสู่ถนนนักอ่านนวนิยายตั้งแต่วัยรุ่น คนอื่นๆ ที่รักการอ่านก็คงมีผู้แนะนำหนังสือเช่นเดียวกัน อาจจะเป็นคนรอบๆ ตัว เช่น พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง คนรู้จัก หรือในระบบก็คือโรงเรียน ครู อาจารย์ และบรรณารักษ์

สหรัฐอเมริกา สมัยที่ดิฉันเรียนหนังสือกับสมัยที่หลานไปเรียนอีก ๓๐ ปีต่อมา เรายังรู้จักหนังสือนวนิยายชุดเดียวกัน คนสองรุ่นยังพูดกันรู้เรื่องเพราะมีประสบการณ์บางส่วนร่วมกันผ่านการอ่าน  โรงเรียนและมหาวิทยาลัยจึงเป็นจุดอ้างอิงที่สำคัญและเป็นทางการสำหรับการตั้งต้นประสบการณ์การเป็นนักอ่านให้กับเด็กและเยาวชน

ประการที่สาม สิ่งแวดล้อมปัจจุบันขาดจุดอ้างอิงให้โยงถึงเรื่องที่กล่าวไว้ในนวนิยาย

ประวัติศาสตร์สังคมในยุครัตนโกสินทร์ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นต้นมา (คือยุคไม่ถึง ๑๐๐ ปีมานี้) จำเป็นต้องมีที่ทางมากขึ้นกว่านี้ในสังคมร่วมสมัยของเรา แทนที่จะเหลือเพียงศิลปะ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมของอยุธยา และรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่เป็นวัดกับวัง  กับยุคปัจจุบันที่ความเป็นสากลคือเป็นแบบฝรั่ง ประวัติสังคมของเราดูจะขาดช่วงตรงกลาง เสมือนหนึ่งว่าไร้ความสำคัญใดๆ ทั้งๆ ที่ช่วงนั้นคือช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญยิ่งในหลายมิติของสังคมไทย

วังบ้านหม้อ เป็นตัวอย่างหนึ่งของสถานที่อันมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ยังเหลือให้ชม แต่อาคารอื่นๆ แม้ใหม่กว่านั้นก็ไม่แน่ว่าจะเหลืออยู่ต่อไป เช่น คฤหาสถ์โอ่อ่าพร้อมสนามหญ้ากว้างๆ ริมถนนสาทรที่เป็นแบบกึ่งฝรั่งกึ่งไทย ซึ่งหายไปพร้อมๆ กันในช่วงเวลาต่างกันไม่ถึง ๑๐ ปี เพราะราคาที่ดินที่จูงใจให้ขาย บรรยากาศยุคเรื่องของ “ดอกไม้สด” และบ้านเรือนของบุคคลผู้มีอันจะกินสมััยนั้นที่หลงเหลืออยู่บ้าง ก็ซุกอยู่ในตรอกในซอย รอวันที่จะถูกขายและรื้อถอน

นักเศรษฐศาสตร์มั่นใจว่า เป็นเช่นนั้นแน่นอน เพราะขาดแรงจูงใจชดเชยให้กับผู้ที่จะเก็บรักษา น้อยคนจะพร้อมเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ไว้ให้เป็นมรดกของแผ่นดิน เพราะการรักษาอาคารเก่าต้องมีเงินในการบูรณะและบำรุงรักษา และไม่มีอะไรการันตีได้ว่า เมื่อพ้นรุ่นหนึ่งแล้ว คนรุ่นต่อไปจะยัง “เสียสละ” ความสุขส่วนตัวเพื่อแบกภาระรักษาไว้ต่อไป

ในหลายประเทศ ทางการมีนโยบายสนับสนุนและช่วยเหลือให้เอกชนอนุรักษ์อาคาร ด้วยผังเมือง ด้วยกฎเทศบาล และด้วยระบบภาษีที่จูงใจ ตลอดจนมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ละเลยสังคมและวัฒนธรรมของอดีตระยะใกล้ คือสมัยปู่ย่าตายายของเยาวชน บางคนอาจจะเคยไปเดินตามรอยหนังสือของนักแต่งนวนิยายหลายคนในชนบทของอังกฤษ 

ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญตรงนั้นก็ขาดบรรยากาศที่เอื้ออำนวยให้ “รู้จัก” สังคมสมัยนั้น ขาดการกระตุ้นและช้ีนำที่จูงใจ ประกอบกับสื่อภาพยนตร์และโทรทัศน์ป้อนผู้ชมด้วยเรื่องที่แสดงออกอย่างจะแจ้ง เช่น ไม่พอใจก็ต้องกระทืบเท้า หรือทำท่าคันไม้คันมือแบบเล่นโขน โกรธต้องลงไม้ลงมือ หรือลอยหน้าลอยตาด่า การแสดงความไม่พอใจในหน้า หรือการใช้วาจาเพียงแค่สะกิดใจ จึงเข้าใจยากและไม่มีรส เหมือนลิ้นที่คุ้นกับอาหารรสแซ่บเสียแล้ว จะพลิกกลับไปลิ้มลองอาหารรสละมุนก็ไม่ถูกปาก แต่ถ้าลิ้มลองไปสักพักหนึ่ง ก็อาจจะมีบางคนติดใจ

การอ่านนวนิยายยุคก่อนจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้เวลาผู้อ่านสั่งสมประสบการณ์ และต้องมีกลวิธีนำเสนอ ซึ่งต้องการความใส่ใจของผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย แต่ถ้าไม่ลงมือทำอะไรกันให้มากขึ้น ประวัติศาสตร์สังคมห้วงเวลาหนึ่งของเราคงจะขาดวิ่นไปอย่างน่าเสียดาย ….

นวพร เรืองสกุล

หนังสือ พระเกี้ยวน้อย ชาว ต.อ. ชาว หอวัง เล่มที่ 1   9 มิถุนายน 2549

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s