กระบวนการสร้างนักอ่าน ตอนหนังสือเล่มแรก

ตอน 2.JPG

หนังสือเรื่องไหนที่คุณอ่านในวัยเด็กแล้วยังคงประทับใจอยู่จนทุกวันนี้

แต่ละรุ่น แต่ละคนคงมีต่างๆ กัน

สำหรับดิฉัน หนังสือเล่มแรกที่อ่านเป็นหนังสือที่พ่อซื้อมาให้อ่านในวัยประถมต้นๆ  คือนิทานอีสป แต่ละเรื่องมีภาพวาดลายเส้นขนาดใหญ่ประมาณ ๑/๓ – ๑/ ๒ หน้า นำเรื่อง ส่วนเนื้อเรื่องพิมพ์ด้วยอักษรค่อนข้างโต แต่ละเรืี่องสั้นขนาด ๑ – ๒ หน้าจบ เรื่องแรกๆ จะสั้นกว่าเรื่องหลังๆ 

เรื่องแรกในหนังสือเล่มนั้นคือเรื่องราชสีห์กับหนู

ภาพลายเส้นง่ายๆ ในความทรงจำคือ ราชสีห์ตัวโตนอนอยู่ มีเชือกรัดตัว และมีหนูกำลังช่วยกัดเชือก บทเรียนของเรื่องนี้จำได้ไม่ลืมว่า อย่าดูถูกใคร แม้เขาจะเป็นคนที่มีสถานะ “ต่ำ” กว่า ในเวลานั้น

เมื่อเริ่มทำงาน รู้จักนักการคนหนึ่ง เขาพัฒนาตนเองด้วยการเรียนหนังสือคู่ไปกับการทำงาน จนได้รับปริญญาและก้าวหน้าในที่ทำงาน (ที่อื่น) เรื่องนี้คอยกลับมาเตือนให้นึกเสมอว่า คนที่วันนี้เขาวิ่งต๊อกๆ ซี้อโอเลี้ยงให้ หรือว่าเด็กที่เดินตามหลังเวลาพระบิณฑบาต เขาอาจจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือผู้มีอำนาจให้คุณให้โทษกับเรา หรือเราจำเป็นต้องพึ่งพาเขาในวันข้างหน้าก็ได้  ณ วันนั้นเราไม่รู้

เรื่องที่สองคือเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ คนพาลยกประเด็นหาเรื่องคนอื่นได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคิดว่าคนนั้นไม่มีทางตอบโต้  จึงประพฤติตามมงคลคาถา “อ เสวนา จ พาลานัง” และโลกนิติคำโคลง  “หลีกคนพาลหลีกให้ ห่างพ้น ลับตา”  ถ้าหากว่าหลีกไม่ได้ ก็ต้องรู้จักใช้ปัญญาหาทางไม่ยอมตัวเป็นลูกแกะ

หนังสือที่อ่านตอนอยู่วัยรุ่น มี ๒ กลุ่ม กลุ่มแรก อ่านตามคำแนะนำของผู้ใหญ่รอบๆ ตัว  เล่มที่อ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบคือ ปริศนา ของ ว. ณ ประมวลมารค  ปริศนาเป็นหนังสือที่อ่านตอนอายุเท่าใดก็ยังสนุก แม้จะรู้ตอนโตแล้วว่า เค้าโครงคล้ายเรื่องฝรั่ง ก็ไม่ทำให้คุณค่าด้อยลง เพราะบรรยากาศได้กลิ่นอายสังคมไทยร่วมสมัยของผู้แต่ง  ยิ่งต่อมาเมื่อได้ทำงานที่วังบางขุนพรหม เมื่อขึ้นไปชั้นบนตรงที่เป็นสำนักผู้ว่าการ ในสมัยนั้น ก็นึกถึงตอนรับประทานน้ำชาดูแม่น้ำเจ้าพระยาได้  ย่ิงเมื่อพบว่ามีบ้านเล็กๆ ทำอาหารขายอยู่สุดอาณาบริเวณไกลลิบจากตัววังใกล้ไปทางเทเวศร์ ก็พลอยให้นึกถึงสวนฝรั่งในวัง ทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างครึมอกครึ้มใจมาก ยิ่งบ้านอยู่สุขุมวิทด้วย วันที่เฟื่องๆ ก็นึกว่าตัวเอง (ซึ่งไม่ใช่ปริศนา) กำลังขับรถไปวังศิลาขาว (ที่ไม่มีท่านชายพจน์ฯ)

กลุ่มที่สอง อ่านตามน้องชาย

ส่วนมากเป็นเรื่องผจญภัยในป่าเขา นิยายวิทยาศาสตร์ ฯลฯ  เช่น ลูกไพร ล่องไพร ระย้า ฯลฯ อ่าน ระย้า แล้วสงสารเสรีไทย ที่รักชาติ รักประเทศ แต่แล้วกลับตายด้วยน้ำมือคนไทยบางคนที่เห็นแก่ได้สำหรับตนเอง เรื่องทำนองนี้ทำให้คนอ่านอย่างดิฉันเป็นคนที่ค่อนข้างระแวดระวัง ไม่มองโลกเป็นสีชมพูหรือสีขาวสะอาดสีเดียว แต่เห็นโลกด้วยความรับรู้ว่า คนทุกคนไม่ได้เหมือนกัน คนที่พร้อมฉวยโอกาส กับคนที่รักอุดมคติ มีอยู่ปะปนกันในสังคมหนึ่งๆ

เรื่องสุดท้ายที่ขอกล่าวถึงคือ เวนิสวาณิช เรื่องนี้เป็นหนังสือเรียนในสมัยนั้น เมื่ออ่านซ้ำตอนเกษียณแล้ว จึงเพิ่งรู้ตัวว่า อะไรบางอย่างจากหนังสือเล่มนั้นฝังตัวอยู่ในความทรงจำ  และกลายเป็นคุณค่าที่รับไว้ในการทำหน้าที่การงาน คือ  การรักความยุติธรรม รักษาคำพูด ทำงานตามกติกา แต่ขณะเดียวกันก็โอนอ่อนรอมชอมกัน พูดจากัน เห็นใจกัน ไม่เอะอะก็ท้ากันขึ้นโรงขึ้นศาล เอาชนะคะคานกันด้วยประเด็นกฎหมายหรือระเบียบเล็กๆ น้อยๆ 

คุณค่านี้ เพื่อนๆ ที่ผ่านโรงเรียนเดียวกันต่างก็รับว่า เราทุกคนมี  ส่วนหนึ่งน่าจะเป็น เวนิสวาณิช ที่เราท่องหลายบทหลายตอนได้ขึ้นใจ แต่ก็ไม่มีทางรู้แน่ เพราะคนร่วมสมัยอีกจำนวนมากก็อ่านหนังสือเล่มเดียวกันนี้ แต่เรื่องที่เข้าไปฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเขาอาจจะเป็นคนละเรื่องกัน หรือว่าส่วนหนึ่งเกิดจากวิธีการที่ครูโรงเรียนผดุงดรุณี ใช้ในการบ่มเพาะเยาวชน หรือว่าจิตเขาแข็งไปเอนโอนไม่ตามนิยาย หรือว่าสภาพแวดล้อมอื่นในการทำงานมีผลต่อเขามากกว่า- -ตอบไม่ได้  ไม่รู้แน่

เรื่องความคิดจากเวนิสวาณิช เคยเขียนเอาไว้แล้ว อ่านได้จาก blog นี้ และเป็นบทหนึ่งในหนังสือที่เพิ่งออกจำหน่ายชื่อ เงินตราและนายธนาคาร

https://thaidialogue.wordpress.com/2014/01/04/เรื่องเงินๆ-ทองๆ-ในเวนิส/

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s