การเมืองเรื่อง (ประธานาธิบดี) ทรัมป์

shutterstock_378601342

การเมืองอเมริกันสนุกมาตั้งแต่เลือกตั้งจบเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 และสนุกยิ่งขึ้นเมื่อประธานาธิบดีคนใหม่เข้ารับตำแหน่งเมื่อมกราคม 2560

การเมืองของอเมริกันสอนอะไรให้คนที่สนใจจะมี “ประชาธิปไตย” แบบมีการเลือกตั้งได้มากมาย ถ้าสนใจจะเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้กำลังเปิดคอร์สสอนวิชา กระบวนการทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญอเมริกัน ให้เรียนฟรี  มีเหตุการณ์ดราม่าเกิดขึ้น “วันต่อวัน”

เรื่องที่ ๑. ได้เรียนรู้กระบวนการเลือกประธานาธิบดีชัดเจนมาก เนื่องจากในครั้งนี้คะแนนเสียงรายบุคคล (popular vote) ผู้สมัครคนหนึ่งชนะ แต่คะแนนเสียงกลุ่มคณะที่มาลงคะแนนเลือก (electoral vote) ผู้สมัครอีกคนหนึ่งชนะ คำว่า electoral vote ที่เคยแค่ได้ยินๆ กลับมาอยู่ในสปอตไลท์ ทำให้บางคนเพิ่งเข้าใจว่า บางรัฐคะแนนเสียงแบบ electoral vote คิดสัดส่วนจาก popular vote แต่บางรัฐเป็นแบบ ใครชนะเหมาคะแนนไปหมดทั้งรัฐเลย  และทุกคนที่ได้รับเลือกเป็นผู้แทน ก็ไปลงคะแนนตามหน้าที่ที่ได้รับมอบมา ไม่ใช่จะไปเปลี่ยนใจตามใจชอบได้

เรื่องที่ ๒. การส่งมอบงานเป็นไปตามลำดับขั้น ไม่ว่าระหว่างหาเสียง สองพรรคจะห้ำหั่นกันด้วยวาจาอย่างไรก็ตาม เมื่อได้คะแนนเสียงมาแล้ว ก็เป็นอันว่าจบช่วงชิงคะแนน มาเป็นช่วงเริ่มงาน ที่ต้องทำงานประสานกันให้การส่งต่ออำนาจราบรื่น

เรื่องที่ ๓. เมื่อประธานาธิบดียังไม่วางมือจากธุรกิจอย่างเป็นที่น่าพอใจ ในสภาฯ ก็มีการเคลื่อนไหวจะออกกฎมาบังคับให้ต้องทำ และเรื่องนี้ยังน่าสนใจจะติดตามต่อไป เพราะอเมริกายังตามหลังประเทศไทยในกรณีที่เขาเพิ่งมีผู้บริหารสูงสุดเป็นนักธุรกิจใหญ่ตัวจริง แทนท่ีจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนักการเมืองอาชีพ และยังเป็นผู้บริหารที่ชอบทวีต เพื่อคุยตรงกับประชาชน แบบเดียวกับอดีตนายกฯ ของเราอีกด้วย

เรื่องที่ ๔. เมื่อถึงขั้นนำเสนอชื่อผู้บริหารในคณะรัฐบาลและมีการเสนอขอแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงแทนตำแหน่งที่ว่างลง ก็ได้เรียนรู้ภาคปฏิบัติของคำโตๆ หลายคำ

ภาคปฏิบัติของคำว่า check and balance หรือการถ่วงดุลอำนาจ  ประธานาธิบดีเป็นผู้เลือกบุคคล และสภาฯ เป็นผู้ลงมติรับหรือไม่รับบุคคลนั้น

ภาคปฏิบัติของความโปร่งใส (transparency) และความรับผิดตามหน้าที่ (accountability) สมาชิกพรรครีพับลิกันบางคน บอกว่าจะไม่ลงคะแนนบางเรื่อง ซึ่งสามารถทำได้ เพราะที่นั่น:

  • สมาชิกไม่ใช่ทาสของพรรค ที่จะต้องลงคะแนนเสียงทุกคะแนนตามคำสั่งพรรค แต่ละบุคคลต้องรับผิดชอบต่อการลงคะแนนของตนเอง
  • ไม่มีธรรมเนียมลงคะแนนลับ ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อคะแนนเสียงที่ลง และลงคะแนนอย่างไร ก็เป็นประวัติการทำงานของคนนั้น เป็น information สำคัญที่ผู้ลงคะแนนเลือกเขาเข้ามาได้รับรู้

เรื่องที่ ๕. คนที่ไม่เห็นด้วยกับประธานาธิบดีในเรื่องใด อยากประท้วงก็ประท้วงได้ ภายในขั้นตอนของกฎหมาย และถ้าสนใจก็จะเห็นกระบวนการทักท้วงที่ประชาชนผู้ออกเสียง คิดขึ้นมาเพื่อส่งเสียงต่อ สส. สว. และสื่อ ในอีกหลายรูปแบบ

เรื่องที่ ๖. การมีอำนาจอธิปไตย ๓ ขา ที่แท้จริง ส่วนหนึ่งคือที่กล่าวไปแล้วในข้อ ๔. อีกส่วนหนึ่งคือบทบาทของตุลาการ   ประธานาธิบดีใช้อำนาจสูงสุดด้านบริหารสั่งการ แต่ตุลาการก็มีสิทธิใช้อำนาจระงับชั่วคราว (stay order) เมื่อเห็นว่าคำสั่งนั้นอาจจะผิดรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างจากกรณี executive order ไม่ให้คนต่างด้าวบางประเทศเข้าสหรัฐฯ ที่ศาลบางมลรัฐได้ใช้อำนาจตุลาการชลอ การทำตามคำสั่ง

เรื่องที่ ๗. เคยมีผู้สงสัยว่า ประธานาธิบดีจะอยู่ได้ครบเทอมละหรือ ตอบได้เลยว่า อยู่ไม่ครบเทอมได้ ถ้าตาย ลาออก หรือถูกให้ออก ตามแต่กรณี ผู้ที่จะให้ออกได้คือรัฐสภาผ่านกระบวนการซักฟอก ซึ่งเคยมีประธานาธิบดีเข้ากระบวนการนั้นมาแล้ว

เรื่องที่ ๘. เห็นไม่ตรงกันแบบนี้ ประธานาธิบดีจะบริหารประเทศได้ละหรือ คำตอบก็คือ ประธานาธิบดีทำตามที่หาเสียงเอาไว้ แต่ถ้าสภาไม่ผ่านกฎหมายให้ หรือว่าศาลสูงไม่เห็นด้วย โดยเห็นว่าผิดรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ประธานาธิบดีหาเสียงไว้ไม่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ความผิดของประธานาธิบดี(จริงไหม) ประธานาธิบดีก็ต้องบริหารประเทศไปในกรอบของรัฐธรรมนูญ เพราะประเทศนั้นนไม่มี “พ่อ” ให้ทุกคนวิ่งไปหา เวลาทะเลาะกัน แล้วตกลงกันไม่ได้  ประเทศต้องเดินไปให้ได้ จะเดินได้ดีหรือค่อยๆ เดิน ก้าวๆ หยุดๆ ก็ตามแต่  ทุกฝ่ายก็ต้อง “work it out” โดยมีอำนาจสูงสุดอำนาจเดียวที่ยึดเป็นที่พึ่งได้คือ รัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญบนแผ่นกระดาษ แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่มีชีวิต เพราะมีคนหลายฝ่ายเป็นผู้ใช้ ตามอำนาจและหน้าที่ของตน 

เรื่องที่ ๙. บทบาทของมหาวิทยาลัยในช่วงที่มีความปั่นป่วนเชิงความคิด  เรื่องนี้มีตัวอย่างจากมหาวิทยาลัยเยล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา ที่ชวนให้คิดถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยในวิกฤติทางการเมืองของประเทศที่ผ่านมา  เมื่อมีคำสั่งห้ามคนเข้าเมืองออกมา เยลทำสองอย่างคือ

  • ออกหนังสือถึง international community ของเยลว่า คำสั่งของประธานาธิบดีมีความหมายว่าอย่างไร ใครพึงทำอะไร หรือไม่พึงทำอะไร และบอกว่า เยลกำลังดำเนินการในขั้นตอนใดต่อไป
  • ช่วยนำตัวบุคคลที่มีความสำคัญของประเทศที่ติดอยู่ในสนามบินและถูกห้ามเข้าประเทศ ออกมาได้

และกำลังทำอย่างที่ ๓ คืออาจารย์ด้านกฎหมายกำลังช่วยกันคิดว่า จะเอาไงต่อไป

เรื่องที่ ๑๐. บทบาทของสื่อมวลชนในการสร้างมุมมองที่ได้สัดส่วน (ไม่เพ้อเจ้อเหลวไหล เข้าใจผิด หรือปล่อยให้เดากันไปต่างๆ นานา แบบไม่รู้จริงแต่ช่างพูด) ให้กับสาธารณชน  ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการห้ามเข้าเมืองที่เป็น executive order ครั้งนี้ โทรทัศน์สถานีหนึ่งนำคำให้สัมภาษณ์ของคุณย่าของลูกเขยประธานาธิบดี ที่รอดมาจากช่วง holocaust (ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) ในยุโรปว่า สมัยนั้นสหรัฐอเมริกาปิดประเทศสำหรับยิวที่ต้องการลี้ภัย  ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า เรื่องอเมริกาปิดประเทศสำหรับมุสลิมนี้ ไม่ใช่การปิดประเทศให้กับผู้ลี้ภัยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์  อเมริกาเคยไม่รับผู้ลี้ภัยมาก่อนนี้ด้วยแล้ว   ขอบคุณความพร้อมของโทรทัศน์สถานีนั้นที่ขวนขวายหาคลิปคำให้สัมภาษณ์สดเมื่อนานมาแล้วมาให้ได้ชม   

เขียนมาหมดนี้เพราะชอบดูการดำเนินไปของระบอบประชาธิปไตย (working of democracy) และคิดถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในบ้านเมืองของเรา ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย สื่อมวลชน นักการเมือง และผู้เรียกร้องหาประชาธิปไตยทั้งหลายว่า เขาคิดถึงเรื่องนี้บ้างไหมนะ และมีการนำมาเป็นบทเรียนเพื่อเข้าใจกระบวนการทางการเมืองแบบประชาธิปไตยกันบ้างไหม และช่วยกันคิดว่า อะไรเป็นได้ อะไรเป็นไม่ได้ ในบ้านเมืองของเรา เพราะอะไร และจะหาทางออกกันอย่างไร

นวพร เรืองสกุล   4 Feb. 2017

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s