กระบวนการสร้างนักอ่าน ตอนหนังสือ ร้านหนังสือและผู้แนะนำหนังสือ

%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-i

หนังสือ ร้านหนังสือ และผู้แนะนำหนังสือ

เราไม่สามารถสร้างนักอ่านได้ในวันเดียว

พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้เวลาถึง ๖ วัน กว่าจะสร้างโลกสำเร็จพร้อมกับหญิงและชายที่จะดำรงตนอยู่ได้ในโลก

การจะสร้างนักอ่านขึ้นมาสักคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องใช้เวลามากยิ่งกว่า เพราะเราเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง แต่ก็ไม่ควรท้อถอยที่จะลองสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสม แล้วจึงลงมือสร้างนักอ่านขึ้นมา และช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถดำรงความเป็นนักอ่านต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

การจะสร้างนักอ่านหรือคนกลุ่มใดก็ตาม เริ่มแรกต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการจะนำพาให้เกิดคนกลุ่มนั้น

  • เริ่มต้นจากความไม่มีอะไรเลย จะต้องเริ่มมี “อะไร” ให้อ่าน
  • การจะมี “อะไร” ให้อ่าน จะต้องมีผู้สร้าง “อะไร” นั้น คือนักเขียน และผู้ดำเนินการให้ส่ิงที่เขียนออกมาเป็นสิ่งที่จะถึงมือผู้อ่าน
  •    งานเสร็จแล้วก็ต้องมีจุดกระจายสิ่งนั้นให้กว้างขวาง สิ่งที่ต้องการให้อ่านต้องอยู่ถูกที่ ถูกเวลา
  • มีการจำแนกแยกสิ่งที่เขียนแล้ว ผลิตแล้วออกเป็นหมวดหมู่ และมีผู้ชี้แนะว่าสิ่งใดน่าอ่านสำหรับความสนใจใดและวัยใด   ผลงานเขียนบางเรื่องอาจจะมีเนื้อหาที่ให้แสงสว่างแห่งปัญญาและความคิด ความจรรโลงใจ ความบันเทิง  ความรู้ทั่วไป ฯลฯ
  • ผู้อ่านรู้ว่าอะไรนั้นอยู่ที่ไหน ที่จะซื้อหรือหามาอ่านได้
  • มีผู้รักการอ่านรวมตัวกันเป็นสังคม ชุมชน ที่ถกปัญหาหรือความคิด หรืออ้างอิงจากหนังสือชุดเดียวกัน  ทำให้การอ่านหนังสือไม่โดดเดี่ยว และทำให้เรื่องอื่นๆที่สนทนากันมีมิติมากขึ้น

สิ่งที่เขียนออกมาแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็คือหนังสือ ล้วนเป็นเพื่อนของผู้อ่านในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง อาจจะเป็นเพื่อนร่วมคิด มิตรแนะประโยชน์ ฯลฯ  เป็น อาหารสมอง อาหารตา อาหารใจของผู้อ่าน

นักอ่านเป็นผู้เลือกว่าจะอ่านหนังสือใดบ้าง แต่หนังสือไม่ใช่อาหารหลักที่ต้องกินทุกครั้งที่หิว  คนอาจจะไม่หิว ไม่กระหายความรู้หรือความบันเทิงที่อยู่ในหนังสือ เขาอาจจะหาสิ่งเหล่านี้ได้ในรูปแบบอื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้อยากสร้างนักอ่าน ต้องนำเขาไปสู่หนังสือด้วยวิธีการต่างๆ ที่สอดคล้องกับกระบวนการที่กล่าวมาแล้ว เช่น

มีนักเขียนที่จะสร้างหนังสือดีๆ ออกมาให้อ่าน  และมีสำนักพิมพ์ดีๆ ที่จะพิมพ์หนังสือดีๆ ให้เลือกอ่าน

คำถาม สังคมไทยและฝ่ายบริหารบ้านเมืองทุกระดับของเรา สนับสนุนส่งเสริมตรงนี้ดีพอหรือยัง ทำอะไรได้อีกบ้าง

หนังสือดีหาอ่านได้ง่าย  โดยการซื้อ เช่า ยืม ตามอัธยาศัย 

คำถาม บ้านเราหาหนังสือดีอ่านได้ง่ายพอประมาณไหม เช่น “หนังสือดีร้อยเล่มที่เด็กไทยควรอ่าน” เด็กไทยและคนไทยสามารถหาอ่านได้ตามห้องสมุดสาธารณะ และห้องสมุดโรงเรียน ทั่วประเทศ หรือไม่ ร้านหนังสือมีหนังสือเหล่านี้วางจำหน่ายหรือไม่

รู้ว่ามีหนังสือดี

คำถาม รู้กันทั่วไปหรือไม่ว่า หนังสือเล่มใดน่าอ่านเพราะเหตุใด มีประโยชน์อะไรที่ทำให้อยากอ่าน มีเงื่อนไขใดไหมที่ทำให้อยากอ่านหนังสือเหล่านี้

กระบวนการสร้างความสนใจในการอ่าน นอกจากที่บ้าน เท่าที่ผ่านตามีหลายอย่าง เช่น

ห้องสมุดเคลื่อนที่ หมุนเวียนหนังสือไปตามโรงเรียนต่างๆ  ที่กระทรวงศึกษาธิการเคยทำในสมัยหนึ่ง ทำให้นักเรียนในต่างจังหวัดได้อ่านหนังสือมากเล่มขึ้นด้วยงบประมาณร่วมกันของโรงเรียนในเครือข่ายพื้นที่ใกล้เคียง

การแนะนำหนังสือ 

มีการจัดสำรับ นำเสนอ หรือชี้ชวนให้สนใจ หนังสือใหม่ๆ เพื่อขยายขอบข่ายของความสนใจ เช่น ร้านหนังสือที่อินเดียเรียงลำดับหนังสือขายดี แบ่งเป็นหนังสือนวนิยาย กับหนังสือที่ไม่ใช่นวนิยาย แต่ละหมวดมี ๒๐ – ๓๐ ชื่อเรื่อง 

ฝรั่งมีหนังสือที่เป็น Book of the Month  หนังสือพิมพ์มีอันดับหนังสือขายดี  มีรางวัลที่น่าเชื่อถือ เช่น the Booker Prize  (ให้รางวัลนวนิยายดีเด่นประจำปีที่ตีพิมพ์ในสหราชอาณาจักร)เป็นต้น ข้อมูลจากหลายแหล่งทำให้รู้สึกว่าไม่มีการผูกขาดเรื่องรสนิยม  ทำให้เข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลาย ตามความสนใจของแต่ละบุคคล และยังมีนักวิจารณ์หนังสือที่เป็นนักอ่านผู้มีความรู้ วิจารณ์หนังสือแบบสร้างสรรค์และเป็นที่น่าเชื่อถือ

ร้านหนังสือหลายแห่ง เจ้าของหรือพนักงานขายหนังสือ ไม่ได้เป็นเพียงพนักงานเก็บเงิน เขาเป็นนักอ่านตัวยงด้วยตนเอง  หรือไม่เช่นนั้นก็มีความรู้ในสิ่งที่เขาขายค่อนข้างดีพอจะแนะนำผู้ซื้อได้ในระดับหนึ่ง

มีกิจกรรมที่ทำให้ต้องสนใจหนังสือดีๆ บางเล่ม แบบว่าไม่สนใจไม่ได้แล้ว เช่น โรงเรียนจัดกลุ่มครูกับนักเรียนคุยกันหลังเลิกเรียน  นิสิตนักศึกษามีชมรมรักการอ่าน ชมรมวรรณศิลป์ ฯลฯ  ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานแล้วจนถึงวัยเกษียณมีชมรมนักอ่าน หรือชมรมอื่นๆ ที่มีตัวอักษรเป็นแกนกลาง เป็นต้น  เป็นการสร้างสังคมของคนที่มีความสนใจหนังสือร่วมกัน  เคยได้ยินมาว่า เมืองใหญ่เมืองหนึ่งรู้สึกว่าผู้คนชาวเมืองไม่ค่อยพูดกัน จึงจัดโครงการให้อ่านหนังสือชื่อเดียวกันเดือนละเล่ม ทำให้มีหัวข้อสนทนากับคนแปลกหน้าได้ เมื่อเห็นคนข้างเคียงถือหนังสือเล่มนั้นๆ

การมีเพื่อนร่วมอ่าน ร่วมถกเถียงประเด็นต่างๆ จะสร้างความคิดที่ต่อยอดจากหนังสือหนึ่งเล่มที่อ่านมาเหมือนๆ กัน ทำให้อ่านหนังสือสนุกขึ้น และสร้างความผูกพันขึ้นในสังคมที่มีพื้นความรู้และประสบการณ์การอ่านร่วมกัน

เช่นนี้แล้ว “นักอ่าน” คงพอจะเกิดมีมากขึ้นได้

ต่อคำถามที่ว่า หนังสือไม่ล้าสมัยไปแล้วหรอกหรือ 

ดิฉันว่า ยังสรุปไม่ได้อย่างชัดเจน โดยส่วนตัวเชื่อว่า หนังสืออ่านฉาบฉวยอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเล่มทั้งหมด  แต่หนังสือดี หนังสือเด็ก น่าจะมีพื้นที่อยู่ เพราะการได้จับต้อง พลิกอ่าน เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของ “รส” ในการอ่านหนังสือ

แต่ไม่ว่าจะอ่านหนังสือเล่ม หรือหนังสือออนไลน์ การสร้างรสนิยมและความสนใจในการอ่านก็ยังจำเป็น

อีก ๒ คำถามต่อไปคือ

  1. ถ้าคุณเป็นนักอ่าน นึกถึงหนังสือเล่มแรกที่คุณเคยอ่านและประทับใจได้หรือไม่
  2. ถ้าคุณต้องการบ่มเพาะเด็กหรือเยาวชนให้สนใจการอ่าน (จะอ่านหนังสือเป็นเล่มหรืออ่านออนไลน์ก็ได้) คุณจะทำอย่างไรบ้าง

ดิฉันเชื่ออย่างยิ่งว่า เพื่อนๆ นักอ่านทุกคนคงตอบสองข้อนี้ได้ และคำตอบคงจะหลายหลาก รวมทั้งแต่ละคนคงมีกลวิธีดีๆ จะแนะนำกันได้

คราวหน้า ดิฉันจะเล่าถึงหนังสือเล่มแรกๆ ของดิฉันที่ยังประทับใจมาจนวันนี้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s