ใช้เงินให้เป็น (ตอน ๒/๒)

5. เห็นค่าของเวลา เพราะเวลาคือชีวิต — money value of one’s time

คนบางคนบอกว่าไปเดินช้อปปิ้งฆ่าเวลา เราฆ่าเวลาไม่ได้  มีแต่เวลาที่ผ่านเลยเราไปไม่หวนกลับมา ยิ่งใกล้้ตายยิ่งเรียกหาเวลา เป็นนาที เป็นชั่วโมง แปลกมาก

นักการเงินคนหนึ่งในอเมริกา สอนคนที่หาได้ไม่ค่อยพอใช้ให้คิดถึงสิ่งของทั้งหลายเป็นเวลาในชีวิต  Your Money or Your Life  ภาษาไทยชื่อ เงินหรือชีวิต  เขาสอนให้ตีราคาเงินได้สุทธิของเราแต่ละคน โดยเริ่มจากประเมินค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ไปเพื่อการหารายได้ แล้วนำไปลบออกจากรายได้ที่ได้รับ เป็นเงินได้

ส่วนเวลานั้นต้องรวมเวลาทั้งหมดที่ใช้ไปในการหารายได้ นับตั้งแต่เวลาเดินทาง เวลาไปหาหมอถ้าประสาทเครียดจากการทำงาน ฯลฯ  เข้าไปในเวลาทำงานด้วย แล้วหาจำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปในการทำงาน

เป็นอันว่า เราทุกคนใช้เวลาเนื่องกับการหารายได้มากกว่าชั่วโมงทำงาน และได้เงินสุทธิจากการทำงานน้อยกว่าเงินเดือนที่ได้รับมา ได้สองอย่างนี้แล้วเอามาคำนวณว่า  เราใช้เวลากี่ชั่วโมง ได้รายได้กี่บาท

ที่นี้จะซื้ออะไรก็ลองตีกลับจากราคาที่เป็นบาทเป็นสตางค์กลับเป็นจำนวนชั่วโมง คิดแล้วคงเห็นว่า ของราคาเดียวกัน เอาเวลาในชีวิตของคนแต่ละคนไปไม่เท่ากัน

คิดแบบนี้ คนที่ยังหาได้รายได้น้อยๆ จะระวังเรื่องเงินทองมากขึ้นไหม

6. การลงทุน

เรื่องนี้มีสองส่วน

•เงินต่อเงิน เงินสร้างดอกเบี้ย เงินปันผล ตำราว่าด้วยเรื่องนี้มีมากมาย

•ลงทุนในตัวเอง  เช่น นำเงินไปลงทุนหาความรู้ และความรู้จะต่อความรู้  ความรู้สร้างงาน สร้างรายได้ ความรู้รักษาสุขภาพได้ ความรู้ประหยัดเงินได้ และบางครั้งการหาความรู้ก็เป็นความสุข การได้เพื่อน ได้สังคม แล้วแต่จะมอง

ความรู้เกาะเกี่ยวกันเป็นประสบการณ์ เหมือนเงินที่ดอกเบี้ยทบได้เรื่อยๆ  และความรู้เรื่องหนึ่งๆ ก็เหมือนเงินก้อนหนึ่ง มีโอกาสก็สามารถนำออกมาใช้ได้ แต่ถ้าโอกาสมี เงินหรือความรู้ไม่มี ก็เป็นอันว่าโอกาสนั้นผ่านเลยsharing-eco

ฉากนวนิยายเรื่อง หน้ากากเงิน ในต่างประเทศคงเขียนไม่ได้ ถ้าไม่เคยไปด้วยตนเอง

หนังสือที่เกี่ยวกับเมืองและถนน หลายเล่ม เช่น ถนนน่าเดิน เมืองเล็กน่าอยู่ หรือ เสน่ห์มหานคร เป็นเรื่องที่ผสมผสานความสนใจเรื่องการวางผังเมือง การชอบเที่ยว และรูปที่ถ่ายเองตามประสาคนที่ถือกล้องมาตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ

การลงทุน การหาเงิน การใช้เงิน ไม่ใช่เพื่อแค่ได้เงินหรือเพื่อการดำรงชีวิต แต่เพื่อซื้อเวลาเพื่อสิ่งที่ชอบ เพื่อสุขภาพ  ฯลฯ 

7. ไปเที่ยว (ทัศนาจร) กับดูงาน (ทัศนศึกษา) ต่างกันตรงไหน

ต่างกันตรงที่ดูงาน มีคนจัดให้ได้พบกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในงาน แต่นอกเหนือจากนั้น เพิ่งรู้ว่าไม่ต่างกันสำหรับคนที่น้อมสิ่งที่เห็นมาใส่ตน มาพิจารณา และนำมาใช้

ความแตกต่างที่เห็นชัดกลับเป็นเรื่องที่ว่า คนไปต่างประเทศนั้น ไปแบบเป็นผู้บริโภค (นักซื้อ) หรือเป็นผู้ผลิต (นักขาย นักทำ) ไปด้วยใจที่ใฝ่รู้ หัดตั้งคำถามและหาความรู้เพื่อตอบคำถามและนำมาใช้ต่อ หรือไปแบบหัวว่างทุกเรื่องและสามารถแยกส่วนสิ่งที่เห็นมากับความเป็นจริงอันตรงกันข้ามในชีวิตประจำวันได้ 

ยกตัวอย่างเรื่องแยกขยะ  ก็เห็นมา แต่ไม่นำมาทำ

เรื่องถนนหนทางสะอาดสะอ้าน บาทวิถีสวยงาม ฝาท่อระบายน้ำมีลวดลาย เห็นแล้วนำมาคุยต่อได้ หรือเห็นแล้วคิดนำมาทำบ้าง

พนักงานไปต่างประเทศหรือไปต่างจังหวัดกันบ่อย ลองคิดถึงสิ่งเหล่านี้ดู

ไปสัมมนา ผู้เข้าร่วมสัมมนานั่งตาละห้อยดูอาทิตย์ลับฟ้าอยู่ในห้องแอร์ เพราะวิทยากรพูดเกินเวลา  ตกกลางคืนก็ล้อมวงเล่นไพ่คลายเครียด

จัดใหม่ เช้าเที่ยวไปตามทาง ตกบ่ายสัมมนา พอบ่ายมากหน่อยปล่อยตัวไปเล่นน้ำทะเล แลกกับต้องสัมมนาหลังอาหารเย็น ทุกคนสนุกสนานเต็มใจ

ไปขับรถเที่ยวแท้ๆ  เจอร้านกาชาดขายของมือสอง กระตุ้นความสนใจกันจนกระทั่งเกิดการ “ดูงาน”

ไปทำงานต่างจังหวัด ระหว่างทางพาพนักงานแวะหมู่บ้านทอผ้า พนักงานสอบถามเอาความรู้กันยังกับจะทำวิจัย

ว่างๆ ตอนเย็น เคยชวนพนักงานไปเดินเล่นแถวกลางเกาะรัตนโกสินทร์ หนุ่มสาวบอกว่า เกิดมาไม่เคยเดิน เคยแต่ขับรถผ่าน  พนักงานสนุกสนานราวกับเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินเข้าวัดสุทัศน์ แวะลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการ กทม กินขนมที่มนต์นมสด 

8. เงินรองรัง และการมีเงินก้อน

ข้อนี้สำคัญ สำหรับคนในวัยทำงาน การใช้เงินก้อนแรกๆ ก็ควรเป็นไปเพื่อปิดความเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้เงินหายไปด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดไว้ล่วงหน้า 

สำหรับเด็ก การใช้เงินเป็นสิ่งที่ต้องหัด เด็กจะเห็นค่าของเงินก็ต่อเมื่อได้ลองจัดสรรเงินที่ตนมีด้วยตนเอง เป็นการฝึกวินัย ฝึกความอดกล้ั้น ฝึกการวางแผนและการตัดสินใจ  ย่ิงหัดหาเงินด้วยตนเองบ้างก็จะยิ่งดี

พ่อแม่หลายคนมีปัญหาช่วงเปิดเทอมที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกๆ  คำของแม่จะลอยมา “เปิดเทอมเมื่อไหร่ก็รู้อยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ก็รู้ เราก็ต้องกันเงินไว้ก่อน”  แม่เป็นแม่บ้าน พ่อเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวผู้เดียว  การวางแผนการใช้เงิน และการใช้เงินโดยคิดอย่างรอบคอบ เป็นสิ่งจำเป็น และเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดในครอบครัวผ่านการทำให้เห็น

เมื่อเริ่มทำงาน ควรคิดเรื่องการเก็บเงินให้เป็นก้อน เป้าที่ตั้งควรเป็นสิ่งที่อยากได้ และวางระบบให้ต้องทำเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ซึ่งแต่ละคนต้องคิดกลเม็ดของตนเอง

ยกตัวอย่างตนเอง สมัยที่เริ่มทำงาน เก็บเงินด้วยการผ่อนส่งที่ดินเปล่า เพราะมีเงินแค่นั้น ทำได้แค่นั้น ผ่อนไปทุกเดือนตั้งแต่ตอนที่แต่ละเดือนเป็นภาระหนักหนา จนเงินเดือนขึ้นรู้สึกสบายตัว การบังคับออมให้กับตนเองส่งผลให้มีเงินก้อน เพราะต่อมาขายไปเพื่อเอาเงินมาปลูกบ้าน   

การออมเงินที่ง่ายที่สุดคือ ให้หักบัญชีไปลงทุนก่อนที่จะรับเงินเดือนมา แบบเดียวกับสรรพากรหักภาษี ณ ที่จ่าย เราก็หักค่าเบี้ยสูงอายุให้กับตัวเองทันทีเหมือนกัน ถ้าคิดให้ง่ายแบบเห็นภาพ ลองแบ่งเวลาในชีวิตเป็น ๓ ช่วง ช่วงละ ๒๕ ปี

๒๕ ปีแรก ใช้เงินคนอื่น

๒๕ ปีที่สอง ใช้เงินตัวเอง เพื่อตัวเองในวันนี้และวันหน้า และเพื่อคนอื่น

๒๕ ปีสุดท้าย ใช้เงินที่เก็บไว้จากช่วง ๒๕ ปีที่สอง  (คิดง่ายๆ ว่า ถ้าเดือนไหนในช่วงที่ ๒ ไม่เก็บเงิน  เดือนที่ตรงกันในช่วงที่ ๓ ก็จะไม่มีเงินใช้)

การใช้เงินให้เป็น

•ไม่อยู่ที่การท่องจำ

•ไม่อยู่ที่การตั้งใจ สัญญากับตัวเอง อย่างรัดรึง

ห้ามเครียด เพราะเครียดแล้วยิ่งเสียเงิน  (เหมือนคนอยากผอมที่ตั้งใจลดน้ำหนักจนเครียด ยิ่งตั้งใจลด ยิ่งกินมากเพราะความรู้สึกว่าเก็บกดทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรมาก ก็เลยยิ่งอ้วน)

การใช้เงินให้เป็นต้องอยู่ในนิสัย อยู่ในสไตล์ของตนเองซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีคิดของแต่ละคน อยู่ที่การหาความสุขได้แบบที่ไม่ต้องซื้อด้วยเงิน อยู่ในมุมมองต่อโลกต่อชีวิต อยู่ในสังคมที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน

นวพร เรืองสกุล  ๑๒ มกราคม ๒๕๖๐

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s