ใช้เงินให้เป็น (ตอนที่ ๑/๒)

AW Lay2

มีช่องว่างอันกว้างใหญ่ระหว่างความรู้กับการลงมือทำ 

การสอนให้ออม สอนให้ใช้เงินให้เป็น และสอนความรู้ด้านการเงิน  ไม่ค่อยได้ผล เพราะคนส่วนมากรู้แล้วไม่ทำ เรื่องนี้แม้แต่ในประเทศตะวันตกที่ทำเรื่องให้ความรู้ด้านการเงินมานานก็รับว่าแค่สอนไม่ได้ผล  จะให้ได้ผลต้องสร้างเข้าไปในพฤติกรรมและสังคมแวดล้อมด้วย

เรื่องนี้สำคัญมาก  สมัยที่ดิฉันเป็นเลขาธิการ กบข. ซึ่งหมายความว่าเป็นหมายเลขหนึ่งในองค์กร จึงวางโครงงานหลายเรื่องแล้วมีคนจัดให้  ตอนนั้นจัดโครงการพี่สอนน้องด้านการเงิน และมีบรรยายทุกบ่าย-เย็นวันพุธทั้งเรื่องการเงิน เศรษฐกิจ ฯลฯ เพื่อสร้างชีวิตสมดุลให้กับพนักงานซึ่งส่วนมากอยู่ในวัยหนุ่มสาว

ต่อมา เมื่อต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำงานอื่น พวกเรากลุ่มหนึ่งสร้างวิธีสอนด้านการเงินเอาไว้หลาย module  แล้วให้เพื่อนร่วมงานรุ่นหนุ่มสาวช่วยกันสอน เนื่องจากแต่ละคนประกอบอาชีพอื่นกันอยู่แล้ว มาสอนด้านการเงินก็เพราะอยากสนุกและอยากให้คนอื่นได้รู้แบบที่เคยรู้มา จึงเน้นสอนเพื่อให้ผู้ฟังไปสอนต่อ  จึงปรากฏว่าไม่สำเร็จเพราะ

  • ผู้ฟังก็ไม่ยอมสอน ส่วนมากบอกว่าสอนไม่ได้ ไม่มั่นใจ
  • บริษัทที่จ้างวิทยากรไปสอนเองก็ไม่สนับสนุนให้พนักงานสอนกันเอง ระบบงานวางไว้ให้มีแต่งบประมาณจ้างวิทยากรภายนอกไปสอน

สุดท้ายวิทยากรเบื่อ ก็เลยเอาเนื้อหาเกือบทั้งหมดขึ้นเว็บ

เนื่องจากแต่ละคนที่ทำเรื่องนี้ไม่มีใครเป็นนักประชาสัมพันธ์หรือเก่งด้านสื่อสักคน เรื่องก็ยุติลงแค่ปล่อยให้ใครที่อยากรู้ อยากสอน ไปคว้าเอาจากอากาศตรงนี้

http://www.diy4wealth.com/

1. ทัศนคติที่แต่ละคนมี ต่อเงิน ต่องาน ต่อชีวิต

เรื่องนี้สำคัญมาก จึงขอชวนกันคิด แทนที่จะให้สูตรสำเร็จว่า ออมอย่างไรดีที่สุด ลงทุนอย่างไรจึงจะได้เงินมากๆ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างต้องวางวิธีของตนเอง และหนังสือว่าด้วยการออม การลงทุน มีมากมายเต็มแผงหนังสือ

10jan

ที่เคยเขียนไว้เองก็เช่น

ออมก่อน รวยกว่า

ออมไว้ในหุ้น 

ทุ่งดอกเบี้ย   

เหล่านี้ไม่ใช่ตำราชี้ทางรวยเร็ว แต่เป็นการให้ความรู้ด้านการออม และการลงทุนเพื่อสร้างชีวิตทางการเงินให้มั่นคงพอประมาณ แต่ก็สรุปลงที่ทัศนคติที่มีต่อเงินและต่อชีวิต ดังในบทสุดท้ายของ ทุ่งดอกเบี้ย ที่ชื่อทุนชีวิต ตารางสุดท้ายที่ปิดบทและปิดเล่มคือ งบดุลชีวิต

2. เงินที่ตกหาย เรื่องของ opportunity cost

พูดกันมามากแล้วเรื่องเงินที่ตกหาย เพราะผ่อนบัตรเครดิตที่ดอกเบี้ยแสนแพง เพราะไม่มีเงินใช้ยามฉุกเฉิน ต้องกู้ฉุกเฉินที่ดอกเบี้ยแสนแพงอีกเหมือนกัน  การซื้อของเงินผ่อนก็เป็นวิธีทำเงินหายที่เร็วที่สุด เคยคิดเลขให้ดูว่า เงินผ่อนแสนกว่าบาท ในเวลาหนึ่งปี คนซื้อเงินสดแทบจะได้สมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่องมาฟรีๆ  หรือบินไปเที่ยวฮ่องกงสุดสัปดาห์ได้เลย  แต่ก็ยังมีคนซื้อของเงินผ่อน

ไม่ใช่ไม่ควรซื้อของเงินผ่อนเลย แต่เริ่มต้นถ้าเก็บเงินก่อน จำนวนที่ผ่อนก็ต่ำลง หรือซื้อของเงินผ่อนมาเพื่อใช้ของนั้นหารายได้ ที่เกินพอจะผ่อนตัวมันเอง ก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาคิดด้วย

ตัวอย่างเงินที่ตกหายมีอีกหลายแบบ เช่น หิ้วกาแฟถ้วยละ 50 บาทมากินทุกเช้า ทั้งๆ ที่เงินเดือนนิดเดียว กาแฟทั้งปีเท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือน  หรือว่าจะหยุดขายของไปซ่อมบันไดบ้าน ทั้งๆ ที่มีวันหยุดขายของอยู่แล้ว และการหยุดหนึ่งวันเท่ากับเสียรายได้ประมาณ ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ บาท วิธีคิดแบบนี้เป็นการคิดแบบที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ดู opportunity cost ซึ่งของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ทั้งหมดนี้มีให้เห็นในชีวิตจริงมากมาย เป็นเรื่องที่ทุกคนพอรู้ แต่ก็ยังทำ เราตัดสินถูกผิด เหมาะไม่เหมาะไม่ได้  ทุกคนมีเหตุผลความจำเป็นทีี่ไม่เหมือนกัน แต่คงจะพอประเมินได้ว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้น สมเหตุสมผลหรือไม่ ไม่มีทางออกอื่นที่ดีกว่านั้นหรือ

3.  เงินที่โยนทิ้ง เรื่องของ waste management

เงินที่โยนทิ้งจริงๆ เลยคือเงินที่ใช้ซื้อของที่คนซื้อไม่ได้ใช้ คนรับก็อาจจะไม่ได้ใช้ กลายเป็นของสูญเปล่า  เห็นมากในช่วงเทศกาล และในงานศพ

ฝรั่งบางชาติทำเรื่อง re-gift กันจนมีการให้คำแนะนำกติกามารยาทในการหมุนเวียนของขวัญ  ของเราก็ทำเหมือนกัน เช่น เอาของไปให้โรงพยาบาล หรือสถานเด็กกำพร้า แต่จะดีกว่านี้ไหม ถ้าเวลาให้ของใคร เอาผู้รับเป็นตัวตั้ง เอาความตั้งใจมาแทนเงิน แทนที่จะมี “หน้าตา” ตนเองอยู่ในมโนภาพ  

อาจจะมีข้อยกเว้นเรื่องของขวัญวันเกิดผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งจะบรรเทาความสูญเปล่าได้ก็ต้องอยู่ที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นเป็นคนกำหนด ดังที่ผู้ใหญ่ที่เคยทำงานด้วยนานมาแล้วบอกว่า วันเกิดผมเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ต้องนำของขวัญมาให้ บ้านผมก็เป็นที่พักส่วนตัว ไม่ต้องมาหาที่บ้าน มีอะไรจะพูดให้พูดในที่ทำงาน

ใครเคยไปสนามหลวงบ้าง ลองดูสนามหลวงจากมุมของวิดีโอเรื่องนี้

https://www.facebook.com/Best89/videos/1393816840677954/

ส่ิงที่เป็นขยะแปรเป็นเงินได้ ดังเรื่องนิทานชาดก ที่เอาไปเขียนใหม่ในชื่อ “เงินทองกองอยู่ทั่วไป” ในเรื่องนั้นเศรษฐีเห็นหนูตายตัวหนึ่ง จึงเอ่ยลอยๆ ว่า “คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้” 

เราทำอะไรได้บ้าง ในบ้านของเรา ในองค์กรของเรา การริเร่ิมการทำ แม้เล็กน้อย ก็ย่อมเกิดประโยชน์รวมอย่างใหญ่หลวงได้ 

มูลนิธิฉือจี้ทำให้เห็นประจักษ์ ด้วยกระบวนการจัดการอย่างครบรอบด้าน จนกระทั่งขยะในไต้หวันมีน้อยมาก และเงินที่ได้นำไปใช้ทำสถานีโทรทัศน์น้ำดีของไต้หวัน คือต้าอ้าย เขาบอกว่าเขาได้ recycle คน  ทำให้คนแก่รู้สึกว่าตนเป็นประโยชน์ และได้สร้างจิตที่ประณีตขึ้นให้กับคนรอบตัว   พวกเราไปดูงานเป็นหมื่นคน ล้วนแต่คนมีบทบาทในสังคม แต่ไม่เกิดอะไรขึ้น มีคนหนึ่งบอกว่า ทำไม่ได้ในประเทศนี้

ญี่ปุ่นมีโรงบีบอัดกระป๋อง ฯลฯ เพื่อ recycle

เมืองไทยในต่างจังหวัดก็มี เคยเห็นการจัดแยกขยะที่อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ ทำให้ไม่เปลืองพื้นที่ทิ้งขยะ ไม่ต้องเก็บกวาดขยะ และลดจำนวนรถขนขยะลงได้

ในโรงเรียนต่างจังหวัดก็เห็นโครงการลดขยะด้วยวิธีต่างๆ แต่ไม่เห็นในระดับมหาวิทยาลัย ไม่เห็นในบริษัท เว้นแต่ระยะหนึ่งที่มหาวิทยาลัยมหิดล มีโครงการแค่เก็บกระดาษที่ใช้ไปรวมกันขาย ก็ได้เงินมาเดือนละหลายหมื่น

waste ที่กล่าวมาเป็นวัตถุ แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่ตกหายไปบ่อยๆ โดยไม่ทันสังเกตคือเวลา  เวลาที่เคยเสียดายมากที่สุดคือเวลาที่เสียไปในการประชุม ที่มักมีมากมาย และเปลืองพนักงานที่เข้าร่วมฟัง  จนผู้บริหารและพนักงานมีแต่เวลาประชุม ไม่มีเวลาทำงานอื่น จนบางครั้งบางคนเผลอคิดว่าการประชุมคือการทำงาน  มีผู้เสนอแนะว่าให้ยืนประชุม เรื่องจะจบเร็วขึ้น จริงไหมยังไม่ได้ลองทำ

4. ไม่ใช่ว่าชีวิตต้องเครียด ต้องจ๋อย ต้องจืด

ในไลน์จะเห็นส่งต่อภาพของหนุ่มมหาเศรษฐีระดับโลกที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าธรรมดา ทำตัวตามสบาย ทำนองว่าเขารวยขนาดนั้นยังไม่เห็นต้องใส่เสื้อแบรนด์เนม  อาจจะทำให้ย้อนได้ว่า ก็เราไม่รวยเท่ายังไง ถึงต้องใช้แบรนด์มาช่วย  คนที่เป็นมหาเศรษฐีจากการทำงานเป็นแบรนด์ในตัวเองแล้ว ไม่ต้องเอาแบรนด์มาช่วย  แต่ตอบแบบนั้นคงไปไม่ถึงไหน

คนที่ซื้อหรือใช้ของดีราคาแพง มีเหตุผลของตัวเอง ไม่งั้นกระเป๋าใบละห้าแสน คงขายง่ายๆ แบบขายขนมไม่ได้  จิตวิทยาของแต่ละคนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ บางคนเป็นโรคซื้อของ และมีความสุขกับการซื้อของและเอาของไปอวดให้คนอื่นชม

ส่วนคนไม่ใช้ของแบรนด์ก็มีเหตุผลของตัวเอง เช่น ไม่มีเวลาไปเดินชอปปิ้ง ไม่ชอบเดินช้อปปิ้ง มีอะไรอื่นที่น่าสนใจและมีความสุขกว่าเอาเวลาไปหมดแล้ว ฯลฯ

เราจึงต้องหาตัวเองให้เจอว่าความสุขของเราอยู่ที่ไหน สุขจากการซื้อ สุขจากการได้รับคำชม หรือสุขจากอะไร  ให้ค้นหาทางมีความสุขที่ไม่ต้องเสียเงินมากๆ

การซื้อของที่เป็นลักษณะประจำของตนเองคือ ของที่ bought to last ซื้อของดีที่ใช้ได้นาน ใช้เมื่อไหร่ก็ดูดี เช่น ซื้อผ้าไหม ไม่ตัดเป็นเสื้อสำเร็จรูป เพื่อให้ใช้ได้นานไม่ล้าสมัย ไม่ทันสมัย แต่ใส่เมื่อไหร่ โอกาสไหนก็ดูดี  เมื่อรวมตลอดอายุการใช้งานแล้ว ใช้เงินน้อยกว่าซื้อของที่ใช้แล้วต้องเลิกใช้ในเวลาอันสั้น

ลองสำรวจดูเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวดูก็ได้ว่าเป็นจริงตามนี้ไหม ตั้งแต่เสื้อยืด ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ฯลฯ 

img_3135

การซื้อของเมื่อเดินทางไปต่างประเทศก็เช่นกัน ตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อเป็นนักศึกษาและเดินทางเที่ยวยุโรปเป็นครั้งแรกว่า แต่ละเที่ยวหรือแต่ละเมืองจะซื้อของใช้ได้นาน ชิ้นเดียว เป็นที่ระลึก ใช้เมื่อไหร่ก็นึกถึงการเดินทางเที่ยวนั้นอย่างมีความสุข

ตอนนี้บางช้ินก็ยังใช้อยู่  บางชิ้นปันไปเป็นของขวัญให้เพื่อน ให้น้อง ที่เขาเข้าใจและยินดีที่ได้รับ  ใช้เมื่อไหร่ก็รู้สึกดี  ยิ่งมีคนทักว่าสวย สิ่งที่อายุครึ่งศตวรรษยิ่งดูมีคุณค่าทางใจยิ่งขึ้น เป็นความสุขที่ได้พูดว่า “ซื้อมานานแล้ว”

ดิฉันใช้ปากกาหมึกซึม อันเป็นที่มาของหนังสือเล่าเรื่องราวในอดีตของตนเอง ทีี่ชื่อน้ำหมึกหลากสี  ที่ใช้ปากกาหมึกซึมก็เพื่อสุขภาพของมือ เพราะเขียนหนังสือกด เขียนนานๆ เมื่อยมือ ครั้งหนึ่งเคยถึงกับกางนิ้วไม่ได้ ค่ารักษาแพงกว่าที่ประหยัดด้วยการใช้ปากกาด้ามละไม่กี่บาท นอกจากนี้การมีปากกาหมึกซึมด้ามเดียว เขาว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าปากกาหมึกแห้งที่เราทิ้งปากกาทั้งด้ามเพียงเพราะหมึกในไส้ปากกาหมด 

แต่เรื่องนี้โดยรวมตอบไม่ได้ว่าประหยัดหรือไม่ประหยัด   เพราะไม่ได้มีปากกาแค่ด้ามเดียว ไม่ได้มีหมึกแค่สีเดียว ความพอใจก็มีราคาของมันเหมือนกัน    

ใครที่บอกว่าซื้อปากกาเป็นการลงทุน เพราะปากกาที่เป็นวินเทจ มีราคา เหมือนกระเป๋าถือที่เป็นวินเทจก็มีราคา  ได้แต่ขำตัวเอง เพราะกระเป๋าวินเทจใช้จนพังก่อนที่จะได้กลายเป็นวินเทจ ปากกาก็มักทำตก เห็นร่องรอยการใช้งาน คงขายไม่ได้ราคา แต่ใช้แล้วครึ้มใจ 

ใช้เงินอย่างระมัดระวังกับชีวิตจืดชืด เป็นคนละเรื่องกัน เราสามารถ live in style ได้ โดยไม่ต้องเสียเงินมากๆ 

นวพร เรืองสกุล ๑๑ มกราคม ๒๕๖๐ (เรื่องนี้มี ๒ ตอน)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s