แก้เรื่องรถตู้ อย่าลืมแก้เรื่องคนขับรถ

                 ข่าวใหญ่ปีใหม่คือรถตู้ชนรถกระบะ มีผู้เสียชีวิต ๒๕ คน กลายเป็น“ต้นเรื่อง” ให้รัฐบาลคิดนโยบายเลิกรถตู้

                 แต่รถตู้แล่นไม่ได้ถ้าไม่มีคนขับและไม่มีถนน และเป็นธุรกิจไม่ได้ถ้าไม่มีนายทุน และไม่มีผู้โดยสาร  อันตรายเคลื่อนที่จึงขึ้นอยู่กับทั้งสภาพรถ สภาพคนขับ สภาพถนน สภาพการบรรทุก

คำถามคือ

  • อันตรายเกิดขึ้นบ่อยๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำอะไรไปบ้าง
  • หน่วยงานกำกับ นอกจากการออกใบอนุญาตให้เดินรถ มีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างไรบ้าง และทำเต็มตามหน้าที่หรือเปล่า
  • กระทรวงที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขปัญหาครบไหม หรือโทษรถตู้แล้วเป็นอันว่าจบ

ไม่ว่ารถชนิดใดๆ ก็ไม่ปลอดภัยได้ทั้งสิ้นถ้าเงื่อนไขอื่นๆ ครบ

เรื่องคุณภาพของรถตู้

ประตูทางออกมีทางเดียว — ก็ทำให้มีสองทางได้

แคบและเล็ก — ถ้ากำหนดให้บรรทุกผู้โดยสารน้อยคนลง ที่ก็กว้างขึ้นเอง

สภาพรถไม่ปลอดภัย ตัวถังบางมาก อุปกรณ์ช่วยชีวิตไม่ครบ — เป็นเรื่องแก้ได้อย่างแน่นอน 

ตัวถังบางทำให้ต้นทุนถูก ประตูทางออกมีทางเดียว รถเล็กและแคบ ทำให้บรรทุกผู้โดยสารได้มากขึ้นต่อเที่ยว เมื่อรายได้ต่อเที่ยวสูงขึ้น จึงคุ้มทุนเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องคิดเป็นปกติอยู่แล้ว

แต่ผู้มีหน้าที่ออกใบอนุญาตต้องมีหน้าที่กำกับดูแล ตรวจตราให้เป็นไปตามกำหนด นี่เป็นงานในหน้าที่ และถ้าความรับผิดชอบของผู้อนุญาตมีเป้าหมายที่สวัสดิภาพของผู้โดยสารเป็นตัวตั้ง สิ่งใดที่ไม่ได้กำหนด ถ้าติดตามข่าวและประเมินความเสี่ยงแล้ว ก็ควรจะกำหนดเพิ่ม

เรื่องถนน

ไม่ทราบข้อมูลสถิติว่า อุบัติเหตุบนถนนหลวงเกิดขึ้นจากสภาพทางมากน้อยเพียงใด  เรื่องนี้ต้องมีข้อมูลมาประกอบเพื่อช่วยในการตัดสินสาเหตุ  ได้เคยไปชมผลงานวิจัยของกรมทางหลวง ได้ความเข้าใจว่ากรมทางหลวงศึกษาวิจัยและพัฒนางานด้านความปลอดภัยของถนนเป็นประจำ  ปัญหาจะอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างและบำรุงรักษา  ถ้าหากว่าเรามีหน่วยงานหรือองค์กรหนึ่งรับจ้างทำหน้าที่ประเมินความปลอดภัยทุกเส้นทาง ก็น่าจะทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้สร้างและดูแลถนน กับผู้ใช้ท้องถนนได้ดียิ่งขึ้น

คนขับรถตู้

คนต้องพัก แม้ว่ารถอาจจะไม่ต้องพักบ่อยเท่าคน

คนขับรถบ้านเราไม่ต้องอยู่ในกฎระเบียบอันเคร่งครัดแบบในหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเขาจะบังคับให้คนขับต้องพักทุกกี่ชั่วโมง ให้ทำงานวันละไม่เกินกี่ชั่วโมง และในกี่วันต่อสัปดาห์ต้องพักอย่างจริงจัง ไปขับรถไม่ได้เลย  คนขับรถในบ้านเราจึงสามารถจะทำงานจนเกินกำลังได้

อดีตคนขับรถตู้ของบริษัทหนึ่งเล่าว่า เขาขับรถได้เที่ยวละ 100 บาท ซึ่งเป็นระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ขับไปกลับรอบเดียวได้ 200 บาท  ด้วยรายได้น้อยนิดเช่นนี้ คนขับจึงต้องทำรอบเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น และในช่วงเทศกาลความต้องการใช้รถสูงมากแต่หาคนขับไม่ได้ คนขับแต่ละคนจึงขับมากเที่ยวขึ้นไปอีก  คนขับที่ขับรถชนเมื่อหลังปีใหม่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้พักเลย  

การบังคับพักเป็นเรื่องจำเป็น และต้องจัดการอย่างเคร่งครัด โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล และต้องสอดส่องถึงทั้งตัวคนขับและบริษัทรถ 

ที่ต้องมาประกอบกันคือ รายได้ของคนขับก็ต้องดีพอที่จะไม่ต้องพยายามทำเที่ยวให้มากจนเป็นอันตรายต่อตนเอง ผู้โดยสาร และคนอื่นที่บังเอิญอยู่ในเส้นทางของรถอันตราย

ทั้งหมดนี้เพิ่มต้นทุนในการประกอบการ

ผู้โดยสาร

ถ้าไม่มีรถตู้ ผู้โดยสารที่พักอยู่ต่างจังหวัดแล้วมาทำงานกรุงเทพฯ คงจะต้องถามว่า แล้วจะให้เดินทางยังไง  รถไฟที่เคยมีในบางเส้นทาง ก็ห้ามแล่นเข้าหัวลำโพงไปนานแล้ว (และนั่นเป็นหนึ่งในจุดกระตุ้นให้เกิดกิจการรถตู้โดยสารระหว่าง กท กับต่างจังหวัด) รถเมล์ก็นานๆ มาคันและช้า 

ส่วนรถตู้ที่ไม่ปลอดภัยเพราะเหตุบรรทุกเกิน ผู้โดยสารน่าจะมีส่วนช่วยได้ คือปฏิเสธการขึ้น หรือไม่ให้รับ หรือถ้าไม่กล้าทักท้วงเพราะเกรงอันตราย (คนสมัยนี้ใจร้อนใจแรง) ก็น่าจะเป็นผู้มีส่วนเป็นหูเป็นตาให้กับทางการ ถ้าหากว่าจะมีระบบให้รายงานได้อย่างไม่มีปัญหาย้อนกลับไปถึงตัวผู้รายงาน

ทางออก

ทางการคิดแล้วว่าจะให้รถมินิบัส เข้ามาแทนรถตู้ ซึ่งก็คงจะเป็นบุญหล่นทับบริษัทที่ผลิต ประกอบ และขาย รถมินิบัส 

-รถมินิบัสคงจะแล่นทำเวลาได้ไม่เท่ารถตู้ แต่ก็คงจะไม่ช้าแบบรถเมล์

-รถมินิบัสที่เป็นอยู่มีโครงสร้างที่ปลอดภัยกว่า แต่ก็ต้องระวังไม่ให้คุณภาพลดระดับลงเมื่อผู้ซื้อต้องการรถถูก

-รถมินิบัส รับผู้โดยสารต่อเที่ยวได้มากกว่ารถตู้ ซึ่งคงจะพอชดเชยบางส่วนของราคารถได้

แต่รถมินิบัสก็มีปัญหาได้ ถ้าไม่แก้ปัญหาเรื่องคนขับรถ

อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่กว่ารถตู้ก็คือที่จอดรถใน กทม  รถตู้ยังไปซุกตัวอยู่ตามตรอกตามซอย หรือพื้นที่ว่างๆ ได้ แต่มินิบัสใหญ่กว่าจะไปซุกตัวอยู่ที่ไหน จึงจำเป็นต้องจัดระบบที่จอดรถ จัดคิวรถ ฯลฯ ให้รอบคอบและรอบด้านด้วย

คิดไม่ครบเรื่องก็จะไม่จบแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและไม่ยั่งยืนอย่างแน่นอน   

ขออ้างท่านนายกรัฐมนตรีว่า  “แต่เพียงมีสองมือกับหนึ่งลมหายใจ พลังคงไม่พอจะสร้างฝันให้เป็นไป…

แต่หากเราร่วมมือต่อเติมลมหายใจ  (หลายสมองหลายมือที่ร่วมกันคิด แบ่งงานกันทำตามหน้าที่ เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือการจัดระบบรถโดยสารระหว่างจังหวัดระยะใกล้ที่ปลอดภัยให้กับประชาชน)

วันที่หวังนั้นคงไม่ไกล…..”

นวพร เรืองสกุล  7 มกราคม 2560

(ภาพตามที่มีผู้ส่งมาให้ แต่ไม่ได้ระบุแหล่งที่มา ขออนุญาตและขอบคุณเจ้าของภาพไว้ ณ ที่นี้)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s