ชาดก กับชีวิตสมัยใหม่

blog%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81blog%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81

อ่านนิทานชาดก ได้คุณค่าในการดำรงชีวิตและได้บทเรียนสอนใจหลายเรื่อง

ชาติต่างๆ ศาสนาต่างๆ ล้วนมีินิทาน มีคำสอนในสำนวนที่เด็กและเยาวชนเข้าใจได้ เพื่อกล่อมเกลาศีลธรรมจรรยาและให้หลักให้ข้อคิดแต่เยาว์วัย

แทนที่จะบ่นเรื่องคนสนใจพุทธศาสนาน้อยลง เราก็ควรช่วยกันหาวิธีทำให้ภาษาง่ายลงหน่อย และขยับปรับปรุงวิธีการสอนบ้าง ให้จูงใจแต่ไม่ไร้สาระ

หลายคนก็คงทำอยู่ แต่ทำให้มากขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพเป็นสิ่งที่ดีมีคุณประโยชน์แน่นอน

นิทานชาวพุทธ

ผู้เขียนได้นำนิทานชาดกจำนวนหนึ่งมานำเสนอและตีความให้ร่วมสมัย บางเรื่องเคยลงในนิตยสาร พลอยแกมเพชร คอลัมน์ ง เงิน บางเรื่องก็เขียนเพื่อเป็นเล่มโดยตรง

ตัวอย่างเรื่องและเนื้อหาที่ยกขึ้นมาเป็นแกนหลักของเรื่อง ดังนี้

“เงินทองกองอยู่ทั่วไป” (เศรษฐีแห่งพาราณสี) ว่าด้วยความคิดในการหาเงิน 

“นายกองเกวียนแห่งพาราณสี”  ว่าด้วยการหางานที่เหมาะกับทักษะ การเลือกหัวหน้า การวางแผนและการตัดสินใจ

ตัวละครเป็นสัตว์ เช่น หมา หมู เต่า กวาง เนื้อหาหลากหลาย เช่น ว่าด้วยการเป็นผู้นำ ความสามัคคี ฯลฯ 

“ความภักดี” เรื่องของฝูงหงส์ และการเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันของหงส์สองตัว เขียนเป็นแบบนิทานที่คิดภาพเป็นการ์ตูนได้  เด็กเล็กๆ ชอบให้อ่านให้ฟัง  เรื่องนี้ตอนเขียนก็นึกถึงการ์ตูน และอยากให้เป็นการ์ตูนแบบวอลท์ ดิสนีย์ หรือ จิบลิ สตูดิโอ มากๆ

“การลงทุนของนกแขกเต้า” ว่าด้วยความคิดเผื่ออนาคต นำมาเล่าเป็นสำนวนของการลงทุนและการบริหารเงินในสมัยนี้

“น้ำใจ” ว่าด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อม

อ่านชาดกให้ถึงเนื้อใน

หนังสือหนึ่งเล่ม หรือเรื่องหนึ่งเรื่อง ผู้อ่านอาจจะอ่านเอาความ หรืออ่านแล้วตีความ

อาจารย์อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย เขียนไว้ในบทนำหนังสือเรื่อง ท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม  ว่าชาดกมีวิธีสอนที่เก่งมาก คือไม่ตีความจะไม่เข้าใจ ชาดกสอนให้คิด คิดแล้วจะพบข้อคิด

ดังนั้นจะอ่านชาดกต้องมีศรัทธาก่อน

ถ้าไม่มีศรัทธาจะอ่านไปวิจารณ์ไปว่า เรื่องไร้สาระ ชาดกก็ถูกทิ้ง

ถ้ามีศรัทธาแก่กล้าจนนำปัญญาไปไกลลิ่ว อาจจะยึดติดว่า อ่านแล้วต้องเชื่อเท่านั้น ห้ามตีความเพราะจะบาปหนัก แบบนี้ชาดกก็จบอยู่ในตู้หนังสือ

แต่ถ้ามีศรัทธาพร้อมปัญญา  ศรัทธานำให้เชื่อว่าที่พูดไว้นั้นมีความหมาย (แบบหัวหน้าหรือผู้ใหญ่ที่เคารพ เอ่ยอะไร ผู้น้อยจะนำไปคิดใคร่ครวญ ไม่ตีตกหรือไม่ทิ้งไปในทันทีว่าไร้สาระ)  ปัญญาจะชักนำให้ลับสมอง ลองวิเคราะห์และแยกแยะ เพื่อหาความเข้าใจในสิ่งที่อ่านพบ

การใคร่ครวญด้วยศรัทธาคู่กับปัญญา ประกอบกับสำนวนภาษาแบบเดิมนั้น  ดูจะเหนื่อยเกินไปสำหรับคนส่วนหนึ่ง ผู้เขียนหลายคนจึงหาวิธีนำคนไปสู่ตู้พระไตรปิฎก ด้วยการเขียนให้อ่านง่าย และอ้างอิงให้กลับไปค้นต่อได้จากต้นฉบับ

ชาดกในพระไตรปิฎก

ชาดกเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก ให้หมวดที่เรียกว่า ขุททกนิกาย  ชาดกมีทั้งหมด ๕๕๐ นับว่ามากมาย ยกทุกเรื่องมาเขียนใหม่เล่าใหม่ได้หลายปี ในหนังสือสามเล่มในชุดนิทานชาวพุทธ หยิบมา ๓๐ – ๔๐ เรื่อง ไม่ถึง ๑๐% ของที่มี ยังอยากหยิบมาเล่าอีก แต่ยังต้องรอโอกาส

นิทานอิสป ยังมีคนแปลออกมาครบชุด และขายได้ ทำไมชาดกจะทำไม่ได้

ในพระไตรปิฎก ชาดกเป็นคาถา ตั้งแต่สั้นเพียง ๑ บท ถึงยาวเป็นร้อยบท

คาถาเดียว อยู่ในเอกนิบาต เช่น เรื่องเศรษฐีแห่งพาราณสี “คนมีปัญญาเฉลียวฉลาดย่อมตั้งต้นได้ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อไฟน้อยๆ ให้เป็นกองใหญ่ ฉะนั้น” มีแค่นี้เอง แต่ที่เขียนเรื่องได้ยืดยาว ไม่ได้ยกเมฆมาเขียน แต่มีตัวช่วยอยู่ในอรรถกถา (ดูหัวข้อต่อไป)

ภิงสชาดก ที่นำมาเขียนเป็นเรื่อง “อย่างนี้ก็มีด้วย”  มี ๒๑ บท

เวสสันดรชาดก ยิ่งยาวมากขึ้นไปอีก

อรรถกถา

อรรถกถาเป็นคัมภีร์ที่พระอรรถกถาจารย์รจนาขึ้น อธิบายข้อความที่ยากในพระไตรปิฎก อรรถกถาที่อธิบายชาดก แบ่งโครงออกได้เป็น ๓ ส่วนคือ (๑) เหตุที่มา  (๒) ตัวเรื่องนิทาน    และ (๓) ประชุมชาดก คือกล่าวว่าตัวละครในชาดกกลับชาติมาเกิดเป็นใครในพุทธกาล

ในการเขียนนิทานชาวพุทธ ดึงมาใช้เฉพาะส่วนที่ ๒

ในอรรถกถานั้น ถ้าหานิทานได้นิทาน

อยากได้ความเข้าใจเกี่ยวกับคาถา ก็จะได้ความเข้าใจความหมายของคาถา ดังเช่นคาถา “คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด ….” ที่ยกมาในหัวข้อก่อนหน้า ซึ่งอาจเฉพาะคาถาจะไม่เข้าใจความหมายชัดเจนเท่าได้อ่านนิทานขยายความเข้าใจ

อยากได้คำสอน ก็ก้าวข้ามสำนวนภาษาและลีลาที่ใช้ ไปหาแก่นของคำสอน

วิธีเขียน “นิทานชาวพุทธ” จากชาดกในชุดนิทานชาวพุทธ

การขยายความเนื้อหา

จากอรรถกถา ได้นำมาต่อด้วยคำถาม “จะประยุกต์ใช้ในโลกปัจจุบันอย่างไร คำสอนที่ให้ไว้ ให้อะไรคนสมัยนี้ได้บ้าง”  จากนั้นก็หาวิธีการนำเสนอเพื่อโยงมาถึงโลกจริงวันนี้  อาจจะด้วยตัวอย่างเพิ่ม คำถามท้ายบท ข้อคิด การเปิดวงสนทนาทีละบทในท้ายเล่มหนังสือ หรือกลวิธีเชิงวรรณศิลป์ เช่น เป็นฉากละคร ลิลิต บทภาพยนตร์

ส่วนสำคัญคือ ผู้เขียนรู้โลก แต่พร่องเรื่องบาลีและข้อธรรม จึงต้องหาที่ปรึกษาที่รู้ธรรมและบาลีให้ช่วยส่วนที่ติดขัด เช่น

ถามความหมายที่อ่านแล้ว คิดแล้ว ก็ยังไม่กระจ่างพอจะลงมือเขียนอย่างมั่นใจ

ขอชื่อบาลี สำหรับตัวละครตามลักษณะเด่นของตัวละครนั้นๆ

สอบถามขอความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมในชมพูทวีป เพื่อให้เข้าใจศัพท์บางศัพท์  ที่จำได้แม่นยำว่าเป็นความรู้ใหม่ และเป็นธรรมเนียมที่ยังปฏิบัติกันอยู่ในประเทศอินเดียในวันที่สอบถาม เช่น  “กั้นวงม่าน”  และ “น้ำหนึ่งฟายมือ”

การเขียนเรื่องยังทำให้ผู้เขียนได้ความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์ต่างๆ ที่อรรถกถาบรรยายไว้ชัดมาก เช่น กิริยาของหมู ของหมา  เป็นต้น  และยังพบว่าหลายชาดกมีท้องเรื่องคล้ายกัน เช่น หังสชาดก จุลลหังสชาดก และมหาหังสชาดก แต่ละสำนวนให้มุมมองที่ต่างกันและมีรายละเอียดต่างกัน นับว่าน่าสนใจมาก

บทสรุปที่ได้มาจากการอ่านและคัดชาดกมาเล่าใหม่ 

ถ้าเป็นสังคมชาวพุทธ มองทุกอย่างทะลุถึงหลักของพุทธศาสนา  จะหาตัวอย่างรอบๆ ตัวมาสอนธรรมะได้เสมอ แม้แต่สื่อบันเทิงเองก็ไม่จำเป็นต้องเดินคนละเส้นทางกับพระไตรปิฎก  ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมเกิดแต่คน และล้วนเป็นตัวอย่างที่มีชีวิตชีวาและเป็นปัจจุบันของธรรมะ  เพราะธรรมะกล่าวถึงสิ่งที่เป็นธรรมดาของสัตวโลก จึงไม่มีล้าสมัย

นวพร เรืองสกุล 

สนทนาที่หอพระไตรปิฎกนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๙ 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s