การสอนความรู้เรื่องการเงิน… รู้แล้วละว่าควรเป็นงานของกระทรวงไหน (ตอนที่ ๓ ในชุด financial literacy)

Financial Literacy เป็นหัวข้อที่มีการกล่าวถึงในหลายสำนัก ทั้งในภาครัฐ กึ่งรัฐ และภาคเอกชน ทั้งที่อยู่ในภาคการเงินและไม่อยู่ในภาคการเงิน ทุกคนทำกันเป็นส่วนๆ ตามที่คิดว่าน่าจะมี  แต่เรายังไม่เห็น ๒ อย่างคือ

  • ไม่เห็นตัวตนคนเป็นเจ้าภาพ และ
  • ไม่เห็นโปรแกรมที่เป็นระบบ (Financial Education Program) ชัดเจนตลอดช่วงวัยว่า คนวัยไหน อาชีพใด ควรรู้เรื่องใดบ้าง

เป็นพลังงานที่สูญไประหว่างทางจำนวนมาก เหมือนคนทุกคนกำลังพายเรือ แต่ไม่มีคนคัดท้ายและขาดคนให้จังหวะเพื่อให้เรือเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและถูกทิศทางที่มุ่งหวัง

มามองเห็นแสงสว่างรำไรเมื่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจัดสัมมนากึ่งบรรยายให้แก่ผู้อยู่ในวงการการศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานถึงสถาบันอุดมศึกษา เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2559

กระทรวงศึกษาธิการใส่บทเรียนเกี่ยวกับการเงินในหลักสูตรมานานแล้ว เช่น  เคยมีการสอนทำบัญชีรับจ่ายในระดับวัย ๑๒ ปี และการสอนวิชาว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ การเงิน และธุรกิจเรื่อยมา แต่ก็มักได้รับคำวิจารณ์ว่าไม่มี ซึ่งอาจจะหมายถึงผู้วิจารณ์ไม่รู้ว่ามี หรือว่ามีไม่พอ มีไม่ดีพอ มีไม่ตรงประเด็นพอ ก็ยังไม่ชัดเจน

ประเทศไทยมีวันเงินออมแห่งชาติมาเกิน ๒๐ ปีแล้ว และยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีก รวมทั้งพูดกันถึงเรื่อง financial literacy ในแวดวงของวงการเงินและกระทรวงการคลังเป็นครั้งคราวเรื่อยมา สถาบันการเงินต่างๆ และองค์กรอีกหลายแห่งก็พูดกันเรื่องนี้ และมีการเสนอเป็นวาระแห่งชาติ โดยกระทรวงการคลังรับมอบให้เป็นสำนักงานดูแล แต่ว่าเรื่องก็คืบไปได้้ช้า เพราะเรื่องการเงินดูเหมือนจะอยู่นอกกรอบงานหลักของกระทรวงการคลังที่ดูแลเศรษฐกิจภาพรวมผ่านระบบภาษีอากร  เรื่องจึงดูเหมือนจะอยู่ผิดกระทรวง

หลังจากฟังการสัมมนาแล้ว ขอเสนอ ดังนี้

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล

ขอนโยบายว่า ต้องการให้มีการเรียนการสอนและประสบการณ์ในการเป็นผู้เข้าใจเรืื่องเกี่ยวกับเงิน (financial literacy) ในสถาบันการศึกษาทุกระดับ โดยมอบให้เป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ (ครบทุกแท่งของสำนักงาน รวมหน่วยงานด้านวิชาการด้วย)

ให้เป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงแรงงานและกระทรวงอื่นๆ ในการนำความรู้เรื่องการเงินไปผนวกไว้ในการพัฒนาคน ทั้งบุคคลภายนอก (ตั้งแต่นักโทษ เกษตรกร ไปจนถึงแรงงาน และผู้ประกอบการ) และบุคคลภายใน (ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง)

ควรกำหนดนโยบายพร้อมเป้าหมายวัดที่วัดได้ (เช่น จำนวนสถาบันการศึกษา และการให้ความรู้ที่วัดได้) เพราะ  “what gets measured gets done.”

ข้อเสนอแนะต่อกระทรวง

จัดทำแผนการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ให้เหมาะสมกับวัย ความสนใจ และอนาคตการทำงานของคนแต่ละวัย ในแต่ละประเภทของสถาบันการศึกษา

จัดให้มีต้นแบบตำรา และสื่อการเรียนการสอนต่างๆ ทั้งโดยสร้างเองและระดมบุคคลผู้มีความรู้ความชำนาญเข้ามาช่วย หรือใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วทั้งในกระทรวงและในสังคมอย่างบูรณาการ โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

พัฒนาครู และระดมทรัพยากรบุคคลจากภายนอก เช่น ร่วมมือกับโครงการเพื่อสังคมขององค์กรต่างๆ และหาอาสาสมัครสูงวัยที่มีความรู้ในด้านนี้เพื่อเสริมกำลังครู

ตัวอย่างเนื้อหาการเรียนการสอน (จากสไลด์ของ Bernd Werthenbach มูลนิธิธนาคารออมสิน เยอรมนี)

*ระดับประถม (6-10 ปี)

เรียนรู้การตัดสินใจซื้อของเล่นของใช้ด้วยตนเอง โดยระวังและเข้าใจอิทธิพลของปัจจัยภายนอกที่จะโน้มน้าวการตัดสินใจของตน

เรียนวิธีทำบัญชีรับจ่าย และจัดเงินค่าใช้จ่ายให้ลงตัวกับเงินที่มี

*ระดับมัธยมต้น (11-16 ปี)

*ระดับมัธยมปลาย (16-19 ปี)

*ระดับอุดมศึกษา ไม่ได้กล่าวไว้เฉพาะเจาะจง แต่อนุมานได้จากข้อต่อไป

ตัวอย่างอุปกรณ์ประกอบการเรียนรู้

*สิ่งพิมพ์ เช่น ตำรา คู่มือการทำเวิร์คช้อป (ในพื้นที่เข้าถึงได้ยาก มี mobile unit ออกไปทำเวิร์คช้อป) หนังสือการ์ตูนให้ความรู้แบบเรียนรู้เอง แผ่นพับให้ความรู้

*สื่ออิเล็กทรอนิกส์  เช่น DVD,  Online media ทั้ง แผ่นสไลด์ให้นำไปใช้ต่อ,  E-learning, simulation games, App ต่างๆ (เช่น App ทำบัญชีส่วนบุคคล บัญชีครัวเรือน และวางแผนงบประมาณ)

สื่อต่างๆ เหล่านี้ มีเป็นร้อย เพื่อทุกแบบของสถานศึกษา และทุกวัย (เช่น นักเรียน ครู และผู้ปกครอง) มีการทบทวนและประเมินโดยทีมงานอิสระ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ครูผู้สอน และผู้เชี่ยวชาญเรื่องการสอนเรื่องเงินๆ ทองๆ

*ภาคเอกชนจัดการประกวดแข่งขัน เรื่องเกี่ยวกับการเงิน เช่น

German Business Founders’Award for Pupils ให้คิดและทำประหนึ่งเป็นผู้ประกอบการ (ของเรามีบริษัทจำลอง ฯลฯ)

Online competition เรื่องตลาดหลักทรัพย์ เน้นหัวข้อความรู้ การทำงานของตลาด การลงทุนแบบระยะยาว สร้างการทำงานเป็นทีมฯลฯ

ตัวอย่างการหาความร่วมมือ

ธนาคารออมสินในเยอรมนี ทำงานนี้อย่างจริงจัง โดยถือว่าเป็นเงินที่ธนาคารจ่ายปันผลคืนให้กับสังคม เพราะในฐานะพิเศษของธนาคารออมสิน ทำให้สังคมคาดหวังว่าธนาคารจะทำกิจกรรมที่คืนกลับให้สังคม

สำหรับประเทศไทย สถาบันการเงินแทบทุกแห่ง รวมทั้งธนาคารของรัฐ และหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายแห่งในภาคเอกชน ต่างก็ทำกิจกรรมเหล่านี้อยู่แล้ว   ขอเพียงมีผู้ช่วยประสานงานให้กิจกรรมมีผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยต่อสถาบันการศึกษาที่เหมาะสม และมีเนื้อหาครบถ้วนสำหรับผู้เรียนทุกวัย ทุกภูมิหลัง และทุกความสนใจ  และงานทั้งหมดนี้ที่เกี่ยวกับการให้ความรู้ในสถาบันการศึกษา  เจ้่าภาพหลักควรเป็นกระทรวงศึกษาธิการ

นวพร เรืองสกุล  ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s