การสอนความรู้เรื่องการเงิน… เปรียบเทียบระหว่างประเทศ

 Financial Literacy เป็นหัวข้อที่มีการกล่าวถึงในหลายสำนัก ทั้งในภาครัฐ กึ่งรัฐ และภาคเอกชน ทั้งที่อยู่ในภาคการเงินและไม่อยู่ในภาคการเงิน

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจัดสัมมนากึ่งบรรยายให้แก่ผู้อยู่ในวงการการศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานถึงสถาบันอุดมศึกษา เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2559 โดยได้เชิญวิทยากรมาจากต่างประเทศ ในหัวข้อว่าด้วยการพัฒนาหลักสูตรและการให้ความรู้เรื่องเงินๆ ทองๆ แก่เด็กและเยาวชนจนถึงอุดมศึกษา

ออสเตรเลีย Professor Roslyn Russel, Australian Government Financial Literacy Board

เยอรมนี Bernd Werthenbach, Saving Bank Foundation for International Cooperation

ญี่ปุ่น Dr. Naoyuki Yoshino, Asian Development Bank Institute

ดร. วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร. เบญจลักษณ์ สกุณสิงห์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมให้ความคิดเห็นบนเวที   

ได้ข้อคิดและประเด็นที่น่าสนใจจะนำมาสานต่อ ดังนี้

*เรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต  

“It is a core life skill.”

“Good for life” และมีข้อสังเกตว่า นโยบาย financial inclusion (คือกระจายบริการเพื่อให้คนเข้าถึงบริการทางการเงิน) ไม่พอ การให้ความรู้ก็สำคัญเหมือนกัน เพื่อให้มีความรู้และสามารถตัดสินใจเรื่องเงินๆ ทองๆ อย่างพอรู้เรื่อง

หลักการที่เป็นกุญแจดอกหนึ่งคือ ครูและผู้ปกครองร่วมกัน บ้านกับโรงเรียนช่วยกัน  (อาจจะให้เด็กสอนพ่อแม่ หรือสอนพ่อแม่ให้ไปดูแลลูกก็ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมสังคมนั้นๆ) 

*เป้าหมายที่ทางการประสงค์เป็นผลลัพธ์ของการเรียน

ทัศนคติ ความเชื่อและคุณค่าที่พึงมี

ความรู้และทักษะ

พฤติกรรม

การมีความสามารถในการนำไปใช้อย่างได้ผล พึ่งพาตนเองได้

จากผลสำรวจที่วิทยากรนำมาเสนอและข้อสังเกตที่วิทยากรบรรยาย การสอนวิชาเรื่องเงินๆ ทองๆ ในชีวิตประจำวันยังได้ผลไม่สมประสงค์ เพราะผู้เรียนมักได้แค่รู้เท่าที่เรียนในห้องเรียนเฉพาะวิชา ไม่ลึกลงไปถึงการสร้างทัศนคติหรือความสามารถในด้านการเงิน ในญี่ปุ่นนผลสำรวจออกมาว่า ทั้งคนทั่วไปและนักเรียนกว่า 50% ไม่คิดว่าวิชานี้จำเป็น แต่ผู้อยู่ในวงการศึกษาและภาครัฐที่ทำนโยบายเห็นว่าจำเป็น

ปัญหาที่สรุปได้จากแบบสอบถาม  คือ

ศัพท์ยากและเรื่องที่สอนไม่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน

ครูสอนไม่เป็น ครูไม่รู้พอที่จะสอน    

(ในเมืองไทยอาจจะมีการสอนหัวข้อผิดจังหวะ เช่น สอนให้ออมเพื่อเกษียณทั้งๆ ที่เด็กที่ยังไม่ทันได้หัดใช้เงิน  ซึ่งก็เท่ากับว่าเรื่องที่สอนยังไม่เชื่อมโยงหรือรับรู้ได้ในชีวิตในปัจจุบันของผู้เรียน)

*เนื้อหาบทเรียนเป็นไปตามวัย ออกแบบบทเรียนโดยคำนึงถึงว่า วัยใดควรรู้อะไร แค่ไหน

การสอนในระดับวัย 3 – 21 ปี ต้องแตกต่างกัน วัยเด็กถึง 12 ปี ต้องให้ทำในชีวิตประจำวัน สร้างนิสัย สร้างบรรทัดฐานที่พึงเป็น เด็กจะเลียนแบบจากบุคคลต้นแบบรอบๆ ตัว

วัย 13, 15  -21 ปี นักเรียนควรได้ความรู้ทางการเงินเพื่อเป็นผู้บริโภคที่รอบรู้ (smart) เป็นผู้ประกอบการ หรือสามารถตัดสินใจด้านการเงินอย่างคนที่มีความรู้ 

เยอรมนีใช้วิธีการสร้าง financial passport เพื่อให้ผู้เรียนเดินทางไปในโลกการเงินตามลำดับวัย มีทั้งความจำเป็นจะต้องเป็นหางานเป็น ผู้บริโภคที่รอบรู้ และต่อไปถึงการประกอบการเป็น คิดแบบผู้ประกอบการได้

*รูปแบบการเรียนรู้หลากหลายและผสมผสาน ขึ้นอยู่กับวัยและหัวข้อที่สอน

ประสบการณ์ตรงในชีวิต

แบบอย่างในครอบครัวและคนใกล้ชิด

เรียนจากรอบตัว

การสอนโดยตรงในห้องเรียน

เรียนแบบ experiential education

การเรียนไม่จำเป็นต้องสร้างวิชาออกมาต่างหากอย่างเป็นเอกเทศ แต่อาจจะเป็นหน่วยวิชาส่วนหนึี่งที่ฝังตัวอยู่ในวิชาอื่นๆ ที่มีสอน อาจจะเรียนเป็นโครงงาน เรียนในภาควิชาเลือก เรียนแบบมีคู่หูร่วมกันทำงาน ฯลฯ

* อุปกรณ์ประกอบการเรียนรู้เป็นของจำเป็นgame1

เยอรมนีมีหลากหลายตามช่วงวัยของผู้เรียน  ออสเตรเลีย มี MoneySmart town สำหรับเด็กประถมที่น่าสนใจ (หมายเหตุ money smart นะคะ ทำนองเดียวกับ wine bar  ไม่ใช่ บาร์ไวน์  ส่วนบาร์เบียร์ สมาร์ทมันนี่ แฮปปี้มันนี่ นั่นเป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้ไวยากรณ์แบบไทย)   ของไทยมีเกม In Search of Happiness ไปอวด เกมนี้สอนให้สร้างชีวิตที่สมดุล คือคนเราต้องมีทั้งเรื่องการสมาคม สุขภาพ และการทำงานหาเงิน (social, health and wealth) จึงจะมีความสุข

*ใครควรมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน

ทุกคน คือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ผู้นำชุมชน เพื่อนวัยเดียวกัน สื่อ กิจการต่างๆ และผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ 

ในภาครัฐ

ออสเตรเลียมี Financial Literacy Board

ญี่ปุ่นมี Financial Education Council ประกอบด้วย Financial Services Agency กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะรัฐมนตรี กระทรวงความคุ้มครองผู้บริโภค ธนาคารกลาง และสมาคมต่างๆ ของภาคการเงิน เช่น สมาคมธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์) ซึ่งได้ออกเอกสาร “Financial Education Program” และมีองค์กรเรื่องการให้ความรู้ทางการเงินในระดับจังหวัด (prefecture) ด้วย

*บทเรียนและข้อเสนอแนะจากวิทยากร

                 วิทยากรญี่ปุ่นกล่าวถึงการศึกษาพิเศษเรื่องการบริหารจัดการเงินทอง สำหรับกลุ่มประชากรที่ไม่อยู่ในวัยเรียนในญี่ปุ่น เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ พนักงานวัยทำงาน แม่บ้าน กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SME) และพวก start-up entrepreneur ด้วย

หัวข้อและวิธีสอน: ต้องจัดให้เหมาะกับวัยและความสนใจ

เวลาเรียน: ใช้วันเสาร์ อาทิตย์

สถานที่เรียนในท้องถิ่น: จัดในโรงเรียนเพื่อให้ใกล้กับผู้เรียนในพื้นที่

วิทยากร: เชิญคนในวงการเงินมาเป็นวิทยากร (โดยอนุญาตให้กล่าวประชาสัมพันธ์สินค้าตนเองได้ 10 นาทีแรก)

การประชาสัมพันธ์: ในพื้นที่ที่กลุ่มเป้าหมายจะรับข่าวสารได้ เช่น สาขาของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

                   วิทยากรจากออสเตรเลีย เห็นบทเรียนที่สำคัญคือ

Government strong leadership

มุ่งเป้าที่กลุ่มเยาวชน

co-design ออกแบบการเรียนและการสอนร่วมกับโรงเรียน (คือคิดข้างเดียวไม่ได้ ต้องให้โรงเรียนมาร่วมด้วย)

มีสื่อการสอนที่หลากหลาย น่าเรียน และตรงประโยชน์

ฝังตัวอยู่ในหลักสูตรและวิชาที่มีอยู่ และโยงกับ “ชีวิตจริง”

จำเป็นยิ่งที่จะต้องโยงการสอนเข้ากับชีวิตที่บ้าน – พ่อแม่ ผู้ปกครอง

*กระบวนการประเมินผลสำเร็จต้องวางไว้ ตั้งแต่ช่วงเริ่มโครงการ*

                    บทเรียนสำคัญจากประสบการณ์ของมูลนิธิธนาคารออมสิน เยอรมนี คือ

สร้างเนื้อหาให้ตรงกับวัย และประสบการณ์ของผู้เรียน และยึดตามหลักสูตรปกติที่มีอยู่

เน้นการสอนเชิงปฏิบัติให้ใกล้กับความเป็นจริง  แบบเรียนไปทำไป ไม่ใช่แค่นั่งเรียนในห้องเรียน เช่น สอนเป็น simulation games, ทัศนศึกษา

ผสมผสานเทคนิคการสอนต่างๆ เช่น เวิร์คช้อป ตำราให้เรียนเองได้ อีเลิร์นนิ่ง App เป็นต้น

มีทั้งสื่อสำหรับผู้เรียน และผู้สอนด้วย และสร้างหลักสูตรอบรมผู้สอน

                    ส่วนข้อคิดสำหรับประเทศไทยคือ

*ควรมีการประสานงานระหว่างผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายตั้งแต่เริ่มโครงการ เช่น รัฐบาล ภาคเอกชน ผู้สนับสนุน และผู้จะดำเนินโครงการ

*ระดมเงินหลายภาคส่วนกองทุน เพื่อมิให้ผู้บริจาครายเดียวครอบงำ และมีการประสานงานระหว่างผู้สนับสุนน เพื่อให้โครงการมีผลสำเร็จในระยะยาว คือไม่ทำงานซ้ำซ้อนกันทั้งวิธีการและวิธีคิด

*มีหลักวัด (baseline) เพื่อให้สามารถวัดผลสำเร็จของการริเร่ิมได้

*ควรเป็นวาระแห่งชาติ และมีหน่วยงานกลางเพื่อประสานงาน เพราะการให้ความรู้ทางการเงินจำเป็นต้องมี “เจ้าภาพ”

*มีมาตรฐานการติดตามงานและประเมินผลเพื่อวัดความสำเร็จ และปรับปรุงกลยุทธและวิธีทำงานตามความจำเป็น*

นวพร เรืองสกุล

18 พฤศจิกายน 2559

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s