บทเรียนข้างกำแพงวัง

royal3

      

บ่ายวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ ไปร่วมกราบถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระเจ้่าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในช่วงเวลาที่รถเคลื่อนจากโรงพยาบาลศิริราชสู่พระบรมมหาราชวัง

ผู้คนดุจสายน้ำเดินสวนกันไปมาระหว่างถนนเชื่อมกับคลองหลอดเพื่อหาทางเข้าไปให้ใกล้กับเส้นทางที่ขบวนรถจะเสด็จผ่านที่สุด

เห็นความกระทันหันในการจัดพื้นที่ แต่ต่างคนต่างก็เข้าใจกัน อภัยให้กันในความขาดตกบกพร่อง และช่วยกันอุดช่องว่างให้กันและกัน คนเรือนแสนจึงเข้าไปรวมกันอยู่ในเขตรอบสนามหลวงได้ โดยไม่มีใครบ่นที่ต้องเดินไกล ไม่บ่นที่มองไม่เห็นอะไร เพราะไม่ได้ตั้งใจมาเป็นผู้ชม แต่ตั้งใจมาร่วมน้อมใจกราบถวายบังคม  และเท่าที่เห็นก็ไม่มีใครเบ่งจะเอารถฝ่าคนเข้าไป  แม้แต่นักล้วงกระเป๋าก็ดูเหมือนจะหยุดงานชั่วคราว

ในความกระทันหันนั้น หลายหน่วยงานทำหน้าที่เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่กับยาดม เพราะเป็นเวลาแดดเปรี้ยงและคนจำนวนมากก็มาเฝ้ารอขบวนตอน 15:00 – 16:00 น. ตั้งแต่เช้า

นึกถึงครั้งเป็นนักเรียน รอเฝ้ารับเสด็จครั้งเสด็จกลับประเทศไทยหลังจากเสด็จประพาสยุโรป คราวนั้นมีแต่ความรื่นเริงตั้งหน้าตั้งตาคอยจะโบกธง คราวนี้ทุกคนอยู่ในชุดสีดำล้วน

ยิ่งใกล้เวลาบรรยากาศยิ่งเงียบเชียบ ในความโศกเศร้าทุกคนถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ไม่เบียดเสียด ไม่แก่งแย่ง

เช้าวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ ไปกราบถวายบังคมอีกครั้งที่ริมกำแพงพระบรมมหาราชวัง ฝั่งตรงกันข้ามกับวังท่าพระ (มหาวิทยาลัยศิลปากร)

รถผ่านมอเตอร์ไซค์อาสาที่ใกล้วัดราชนัดดา คนขับยิ้มให้เมื่อเห็นว่าเราเพิ่งจะลดกล้องลง

รถผ่านทหาร ทหารชี้ทางให้

รถผ่านหนุ่มสาวที่กำลังขนของลงจากรถปิ๊กอัพเพื่อเตรียมแจกในซุ้มที่ทางการเตรียมไว้ให้ ยิ้มไปก็ได้ยิ้มกลับคืนมา

แม้เมื่อลงไปเดินบนถนน ทุกคนแม้แปลกหน้าก็มีไมตรีต่อกัน 

ความโศกเศร้าที่เคยออกนอกหน้าเมื่อ ๑๐ วันก่อน เปลี่ยนเป็นความสุภาพอ่อนโยนและเอื้อเฟื้อกันและกัน ด้วยใจที่สื่อถึงกันได้ว่ากำลังร่วมทุกข์เดียวกัน

ความประทับใจที่ได้รับจากเหตุการณ์เสด็จสวรรคตเท่าที่เห็นกับตาตนเอง ในวันที่ ๑๔ และ ๒๔ ตุลาคม  นำมาคิดต่อเป็นบทเรียนเชิงบริหารได้หลายข้อ

๑. คุณค่าที่แฝงอยู่ในใจของคน จะเผยออกมาเป็นการกระทำเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีบทกำหนดไว้หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และโอกาสเปิดให้  เมื่อเข้าใจในคุณค่าเดียวกันก็เดินก้าวไปในจังหวะเดียวกัน  ในครั้งนี้การเสด็จสวรรคตฯ เป็นบททดสอบคุณค่าอันนั้น

๒. สังคมไทยเก่งเรื่องจุลกฐิน วัฒนธรรมแบบกลอนด้น ลำตัด ที่ว่ากันสดๆ  ด้วยไหวพริบปฏิภาณ และทักษะเฉพาะตน และการรวมกันเฉพาะกิจอย่างหลวมๆ โดยวางเป้าหมายร่วมกันเอาไว้และต่างคนต่างลงมือทำ แต่ก็เสร็จจนได้  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันมีเสน่ห์แบบไทยๆ ที่แตกต่างจากวัฒนธรรมอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจ้าระเบียบชอบทำงานแบบวางแผนล่วงหน้าชัดเจนอาจจะหงุดหงิดได้

๓. ความรู้สึกร่วมว่ากำลังเผชิญสถานการณ์ที่คุกคาม (เช่น ความสูญเสีย) สามารถเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการความเห็นอกเห็นใจกัน เกิดเป็นจิตอาสาที่ไม่ต้องกะเกณฑ์ ไม่ต้องชวนเชิญ 

๔. ความรู้สึกร่วมสร้างการมีส่วนร่วมที่ใช้ใจเป็นตัวตั้ง กระตุ้นความคิดริเริ่มโดยไม่ต้องมีสูตรสำเร็จ เกิดขึ้นได้โดยไม่ขึ้นกับระดับชั้นการศึกษาหรือภูมิหลังทางเศรษฐกิจหรือสังคม ทุกคนเพียงตั้งโจทย์ถามตนเองว่า  มีอะไรที่น่าทำ  มีอะไรที่ตนเองสามารถทำเพื่อคนอื่นได้ ก็ใช้ปัญญาตนคิดริเริ่มทำขึ้นมา ซึ่งได้ผลเกินคาดทั้งผลโดยตรงและผลต่อจิตใจทั้งผู้ให้และผู้รับ “เพราะพ่อไม่อยู่ ลูกจึงต้องดูแลกัน” (ข้อความติดมากับขวดยาดม ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙) 

๕. ความรู้สึกเศร้าโศกสูญเสียบรรเทาได้ด้วยการทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้  แทนการอยู่เงียบๆ คนเดียวกับอารมณ์เหงาก็ทำตรงกันข้ามคือไม่นึกถึงตน แต่นึกถึงคนอื่นแทน ดังเช่นในสมัยโบราณเราจะเล่นไพ่ มีวงปี่พาทย์ มีมหรสพ ในงานศพ แขกมาอยู่เป็นเพื่อนศพ ส่วนเจ้าภาพก็วุ่นรับแขกจนเจ็ดวันผ่านไป เท่ากับว่าผ่านพ้นช่วงช็อคจากการสูญเสียไปแล้ว

  ด้วยเหตุจากข้อ ๓ – ๕  วันที่ ๑๔ ตุลาคมจึงเห็นภาพคนนำยาดม และน้ำดื่มติดตัวไปแจก ด้วยคาดว่าน่าจะมีผู้ต้องการ

วันต่อๆ มา มีมอเตอร์ไซค์อาสาสมัครตั้งกลุ่มรับส่งฟรีให้กับผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าออกในบริเวณสนามหลวง

มีนักศึกษาอาสาสมัครออกมาเก็บขยะ มาแจกของ และมีคำขอร้องให้ลดขยะจากบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ลง

การนำดอกไม้ธูปเทียนไปกราบถวายสักการะริมกำแพงวังเกิดขึ้นเองโดยไม่มีใครสอนหรือสั่ง

เมื่อเปลวเทียนลามไปเป็นคราบดำติดอยู่บนกำแพงวัง ก็มีคนไปลบออกโดยไม่ต้องมีใครขอร้อง

ทางการตอบสนองต่อปัญหาความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็วด้วยการตั้งโต๊ะและจัดพานรองรับดอกไม้

เมื่อดอกไม้เริ่มมาก ทางการก็แจ้งว่าดอกไม้ที่ได้มาทุกวันไม่ได้เอาไปทิ้ง แต่ย้ายไปประดับสวน โดยมีอาสาสมัครช่วยกันแกะออกจากช่อแล้วจัด เมื่อถึงคราวทิ้งก็จะนำไปทำปุ๋ยเพื่อใช้ในสวนสาธารณะต่อไป และได้ขอความร่วมมือไม่ใช้พลาสติกห่อดอกไม้ เพื่อให้กระบวนการจัดดอกไม้ง่ายขึ้น และลดปริมาณขยะพลาสติกลง   

คุณยายหิ้วตะกร้าไปแจกขนมที่ทำมาเองให้กับผู้ที่ไปยืนเข้าแถวรอ ขนมมีแค่ที่ทำไหว ใส่ตะกร้าที่พอหิ้วไหว แต่นำ้ใจที่ผสมลงไปในขนมนั้นล้นเหลือ

นักศึกษาศิลปากรใช้โปรเจคเตอร์ฉายภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในอิริยาบทต่างๆ ขึ้นกำแพงวังท่าพระ แล้ววาดภาพตามโดยไม่ต้องตีสเกลร่างภาพก่อน นักศึกษาใช้เทคนิคนี้เป็นปกติในการทำงานในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ประชาชนทั่วไปนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้เป็นครั้งแรก และในที่สุดก็ได้ชื่นชมภาพพระบรมฉายาลักษณ์บนกำแพงเป็นแนวยาวขนานไปกับกำแพงวังหลวง

royal1

๕. รัฐบาลจัดระบบงานโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และปรับปรุงวิธีการทำงานให้ยืดหยุ่น รับกับสถานการณ์แบบเข้าถึงและเข้าใจ  เช่น

-ให้บัตรคิวผู้จะเข้าไปถวายสักการะในพระที่นั่ง เพื่อมิให้ประชาชนต้องยืนรอครึ่งค่อนวันหรือข้ามวัน 

-ประกาศเส้นทางจราจรล่วงหน้าอย่างชัดเจน ต่อมามีการอำนวยความสะดวกเพ่ิมด้วยรถและเรือสาธารณะ

-ประชาสัมพันธ์การแต่งกายและวิธีเคารพพระบรมศพอย่างชัดเจน เน้นการให้คำแนะนำ แทนการบังคับหรือสั่งการ

เหลือเชื่อที่วิธีบริหารจัดการแบบนี้เกิดขึ้นในสมัยของรัฐบาลทหารที่ฝรั่งมองว่าเป็นเผด็จการ (เพราะฝรั่ง ‘มโน’ ว่าทหารเป็นเช่นนั้น ทั้งๆที่ประเทศของผู้เขียนข่าวเหล่านั้นก็ไม่เคยตกอยู่ในปกครองของรัฐบาลทหาร  และทั้งๆ ที่ทหารไทยมีประวัติเอื้อเฟื้อประชาชนทุกครั้งที่มีเหตุเภทภัย)

ในสองวันที่มีโอกาสได้ไปร่วมในเหตุการณ์ ได้ซึมซับบรรยากาศอันใสบริสุทธิ์นี้เอาไว้อย่างเต็มที่ พร้อมกับภาวนาว่าขอให้ความงดงามนี้อยู่นานๆ หน่อย อย่าเพ่ิงหมองไปด้วยการกระทำของคนใจมัวด้วยโลภะที่จะออกมาแสดงตัวในเวลาไม่นาน เช่น 

-เห็นแก่ได้ กินทิ้งกินขว้างเพราะเห็นเป็นของฟรี

-ของกินเหลือทิ้งเพราะมีคนที่ใช้วิธีเอาเงินซื้อบุญ (โดยไม่รู้ว่าการให้ด้วยเงินนั้น ได้บุญแค่วาบที่ให้ ส่วนที่เหลือเป็นพนักงานรับจ้างทำงาน) เทียบบุญไม่ได้เลยกับคนที่ตั้งใจทำบุญตั้งแต่คิด เตรียม ขน และนำไปมอบให้ผู้ต้องการด้วยจิตที่ต้องการ “ให้”  ไม่ใช่ต้องการ “ได้”  และผู้รับก็รับด้วยความขอบคุณ ไม่ใช้ตั้งใจไปรับเพราะมีที่ให้กินฟรี 

-ไปตามกระแส เพื่ออวดคนอื่นว่าได้ไปมาแล้ว

-เกิดจิตวิทยาหมู่ที่ยึดติดกับเสื้อดำจนเลยเถิด เกิดเป็นโทสะ และแสดงคุณค่าอีกอย่างหนึ่งที่อยู่ในสังคมนี้เหมือนกันและไม่น่าพึงประสงค์นัก คือการไม่ชอบความต่าง หรือเห็นความต่างว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม (คือในใจมักแยกคนได้เพียงแค่สองพวกเท่านั้น ไม่ใช่พวกฉันก็แปลว่าพวกตรงกันข้ามกับฉัน ไม่มีพื้นที่กลางๆ ให้ใครได้ยืน)  วิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีของความต้องการให้เกิดการหลอมรวม (integration)  แทนการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน (harmonization)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s