โรงพยาบาลสุดแดนสยามสามทิศ

 

๑ ตุลาคม  ๒๕๕๘

 

เปลี่ยนแผนไม่ไปอำเภอเขมราฐ เพราะทีมบัญชีเสร็จงานแล้ว จึงเรื่อยๆ มาเรียงๆ แวะวัดระหว่างทาง กินไก่ที่ขอนแก่น ไปค่ำที่อำเภอเมือง อุบลราชธานี

 

๒ ตุลาคม ๒๕๕๘

พบ สสจ. ที่เป็น ซีเอฟโอเขต และยังได้รับเลี้ยงอาหารกลางวัน ได้คุยกับเจ้าหน้าที่อีกหลายคน ต่อจากนั้นไปพบ สปสช. เขต แล้วเดินทางมุ่งโคราช

ได้โจทย์ให้คิดต่อมามากมาย แต่ไม่เป็นไร คิดโจทย์ได้ก็น่าจะคิดทางออกได้ ขอลาไปทำใจที่อินเดียก่อน ได้สวดมนต์ กราบสังเวชนียสถานหลายๆ แห่ง เปลี่ยนบรรยากาศ ก่อนกลับมาจับงานต่อ หัวว่าง มองจากมุมไกล และยังฝากให้จิตใต้สำนึกช่วยทำงานด้วย

คณะทำงานยังเดินทางไปอีกหลายแห่ง แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ไปด้วย จะไปครั้งต่อไปในเืดอนพฤศจิกายน ไปสุราษฎร์

———————–

 

ประชุมครั้งที่ ๑๐

๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๘

ขึ้นปี งบประมาณใหม่ รองฯ ปลัดกระทรวง สธ.  มาใหม่ แทนท่านเดิมที่ได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นอธิบดี  คราวนี้มีผู้ช่วยปลัดฯ เข้าร่วมประชุมด้วย

เล่าเลยต่อไปได้ว่า ตัวแทนฝ่ายกระทรวงไม่น่ิงตลอดไปจนจบงาน แต่ละคนมีงานประชุมล้นมือ จนน่าเป็นห่วงว่าจะประชุมจนสับสนหรือไม่ และข้าราชการทั้งหลายท่านเอาเวลาตอนไหนไปนั่งคิดทำนโยบายใหญ่ๆ ระดับชาติ เพราะการประชุมทดแทนการทำงานไม่ได้

ส่วนผู้แทนส่วนราชการต่างๆ เริ่มนิ่ง คนหน้าเดิมมาประชุมต่อเนื่อง ทำให้งานเดินไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่นเพราะต่างคนต่างก็เข้าใจบริบทที่เกี่ยวข้องชัดเจนดีแล้ว

สามคณะที่รับโครงการไปทำ รายงานเบื้องต้น

บริษัทฯ รายงานเบื้องต้นสำหรับกรณีเร่งด่วนว่า ทุกโรงพยาบาลขาดทุนทุกสิทธิ  ทำเอากรรมการงง เพราะเคยได้ยินมาว่าสิทธิข้าราชการไม่ขาดทุน  แต่แล้วทุกคนก็ช่วยกันคิดเหตุผลว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น และมีข้อแนะนำให้บริษัทฯ แยกตัวเลขอีกบางตัวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ส่วนการรายงานวิธีอุดช่องโหว่ต่างๆ เช่น การไม่คุมสต๊อกอย่างถูกต้อง ฯลฯ เพราะไม่มีระเบียบ หรือไม่รู้ว่ามีระเบียบ หรือรู้แล้วไม่ทำตามระเบียบ หรือรู้แล้วแต่ลืมทำ เพราะสิ่งที่สั่งกันไว้ไม่ได้เขียนเป็นระเบียบไว้  หรือรู้แล้ว ทำตามแล้ว แต่ทำผิด  ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องแก้ไขตามสมควรแก่เหตุ  และแก้ไขได้ทันทีไม่ต้องรอบริษัทฯ ทำรายงานออกมาอย่างเป็นทางการ

ผู้บริหารโครงการรายงานว่า ไปคุยกับใครที่ไหนบ้าง และมีข้อสังเกตเรื่องการลงข้อมูลของโรงพยาบาลว่า น่าจะนำหลักของ single data entry มาใช้

ทางสถาบันฯ รายงานตัวอย่างของการทำงานที่ดี ที่น่าจะเป็นต้นแบบของโรงพยาบาลอ่ืนๆ มีตัวอย่างของ สสจ. และเขต ที่ติดตามงาน ติดตามหนี้ จัดซื้อยาร่วมกัน และบริหารงบประมาณอย่างดี และการปรับเกลี่ยระดับเขตที่ช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าของโรงพยาบาลต่างๆ ลงไปได้ และมีข้อสังเกตว่า นโยบายมีส่วนทำให้โรงพยาบาลมีปัญหา เพราะอยู่ๆ นโยบายก็ลอยลงมาให้เพิ่มโน่นเพิ่มนี่ เป็นการเพิ่มต้นทุนบริการของโรงพยาบาลโดยที่เงินไม่ได้ตามมาด้วย

สิ่งที่ชัดเจนจากทุกฝ่ายคือ ถ้ามีผู้เก่งงานบริหารไปอยู่ที่ใด ปัญหาที่นั้นจะดูบรรเทาลงไปได้  เรื่องของคนจึงสำคัญมาก แต่จะมีวิธีแปลงความเก่งส่วนบุคคลให้เป็นความเก่งของระบบได้อย่างไร เพื่อไม่ให้กระบวนการรวนเมื่อคนเก่งคนนั้นย้ายไป

 

เสียงจากพื้นที่

ที่พอรวบรวมประเด็นได้ คือ

๑)  สปสช. เปลี่ยนเกณฑ์ทุกปี สปสช. ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินคงมีเหตุผลอันควร แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับฝ่ายผู้รับเงิน คือโรงพยาบาลประมาณการไม่ถูกว่าจะมีรายได้สักเท่าใด จึงวางแผนบางเรื่องไม่ได้เท่าที่น่าจะทำ และยังมีบางปีให้มาแล้ว เรียกเงินคืนโดยเอาไปหักออกจากปีต่อไป อีกด้วย บางทีเคลียร์เงินไม่ได้ก็ไปเหมาหักรวดเดียวข้ามปีงบประมาณ

๒) เงินงบประมาณโดนแบ่งไปให้กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เฉพาะเจาะจง บางกองเป็นบริการไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ตั้งเป็นกองต่างๆ หาก ทำให้เงินถูกกักไว้ เงิน OP จึงหายไปเรื่อยๆ

๓) การจ่ายเงิน PP แยกย่อยยิบ เช่น จ่ายตามงานท่ีทำ ลูกน้องก็ทำอย่างหนึ่ง  ผู้บัังคับบัญชาอยากให้ทำแผนงานอื่นที่คิดว่าสำคัญกว่า ก็ทำไม่ได้เต็มมือ เพราะเจ้าหน้าที่มองที่ตัวเงินด้วย ถ้าหากว่าไม่อยากให้หมอและบุคลากรเห็นแก่เงิน ไม่อยากให้โรงพยาบาลรักษาตัวเลขแทนรักษาผู้ป่วย ก็ไม่ควรนำเงินมาล่อ เน้นย้ำการทำงานแลกเงินเป็นรายชิ้นให้มากนัก การกำหนดการจ่ายเงินรายชิ้นมาจากส่วนกลาง บางท้องที่ทำให้การทำงานในเรื่องที่พื้นที่เห็นว่าด่วนและสำคัญกว่า ต้องเสียไป  การจัดสรรแบบนี้เป็นการจัดสรรที่เหลื่อมล้ำ บางโรคเงินมาเต็มจำนวนด้วยงบรายบุคคล ทำให้คนทำงานที่ไม่ได้ทำงานตรงกับโรคที่ สปสช. ให้ความสนใจเป็นพิเศษ รู้สึกเหลื่อมล้ำ

ยังมีเรื่องต้อกระจกอีก  การให้ผ่าต้อควรให้ผ่าน OP ก่อน เมื่อโรงพยาบาลเจ้าของ UC เป็นคนสั่ง จึงควรผ่า โดยคนไข้เลือกโรงพยาบาลเองได้ การให้ค่าผ่ารายหัวและลัดขั้นตอนนี้อาจทำให้มีการผ่าเร็วกว่าที่ควร ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ป่วย เราควรระวังเรื่องของความขัดแย้งระหว่างการหาเงินกับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม

 

๔) บางตัวชี้วัดที่่ส่วนกลางคิดให้ ไม่สะท้อนความจำเป็นของท้องถิ่น ควรมีตัวชี้วัดให้เหมาะกับพื้นที่ด้วย ตัวชี้วัดบางตัวบอกคุณภาพได้ดีกว่า เช่น เด็กได้รับวัคซีนครบ มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่นำสู่เบาหวานได้จริง ผูู้ป่วยที่ควรเข้าโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เข้าถึงโรงพยาบาลในเวลาได้กี่ %  ฯลฯ (เปลี่ยน pay for service เป็น pay for performance)

๕) ตัวเลขบัญชีรายชื่อข้าราชการเป็นสิ่งที่แต่ละโรงพยาบาลหมกมุ่นมาก ด้วยเหตุอันควร เพราะว่าตัวเลขเงินเดือนก็อย่างหนึ่ง ตัวเลขคนที่นั่งทำงานก็อีกอย่างหนึ่ง และไม่มีใครจะทำให้สองตัวนี้ตรงกัน บางทีคนไป เงินเดือนยังไม่ไป โรงพยาบาลนั้นๆ ก็ต้องจ่ายเบิ้ล เช่น นางพยาบาลย้ายตามครอบครัวจาก จังหวัด ก. ไปจังหวัด ข.  ยังรับเงินเดือนที่จังหวัด ก. แต่ตัวไปอยู่จังหวัด ข.  จังหวัด ก. ที่เสียคนไป ต้องจ้างคนทำงานใหม่เข้ามา จึงจ่ายทั้งคนอยู่และคนไม่อยู่

๖) มีเสียงแย้งมาค่อยๆ ว่า “ผู้ตรวจไม่ควรเป็นเขตนะครับ” เพราะว่างานของกระทรวงจะขาดคนตรวจ เมื่อผู้ตรวจกลายมาเป็นผู้บริหารเสียเอง

๗) ขอเสริมว่า NPL ในระบบ ส่วนหนึ่ง ส่วนราชการอื่นต้องช่วยแก้ไข เช่น พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถ มักเบิกไม่ด้ เพราะเอกสารไม่ครบ อำเภอรอบๆ ไม่ซืื้อ พ.ร.บ. เป็นต้น

————————

 

idea เก๋ – หาของบริจาคให้โรงพยาบาล

หลังจากได้ยินหลายคนบ่นทำนองว่า มีเงินสร้างตึกแต่ไม่มีเงินซื้อของใส่อาคารและบริหารอาคาร  ทำให้ภาระมาตกที่เงินบำรุง

ผู้บริหารโครงการฯ เสนอให้มี “มูลนิธิจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อโรงพยาบาลที่ขาดแคลน”

ตอนนั้นเธอกำลัง “อิน” กับเรื่องทำ software เพื่อช่วยงานอาสา จึงเสนอว่า เราคนไทยชอบทำบุญ น่าจะทำเว้ปไซท์ของกระทรวง เปิดรับบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยให้โรงพยาบาลที่ต้องการระบุส่ิงของที่ต้องการเข้ามา ผู้บริจาคจะเลือกได้ว่า อยากจะบริจาคอะไร ให้โรงพยาบาลที่ไหน เป็นการประชาสัมพันธ์และการบริจาคที่ตรงตัว ผู้รับพอใจ ผู้ให้สุขใจ

เธอคิดเฟื่องเรื่องนี้อยู่หลายเดือน จนกระทั่งการงานรัดตัว จึงขอบันทึกไว้ตรงนี้เผื่อคุณหมอที่สนใจคอมพิวเตอร์ และสนใจงานเพื่อส่วนรวม จะหยิบไปพัฒนาต่อ

ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งละ ที่พร้อมบริจาคให้กับเรื่องทำนองนี้ เพราะไม่ชอบให้เงินสร้างตึก และไม่ชอบให้เงินเข้ากองทุนหรือมูลนิธิ ที่ไม่รู้แน่ว่าจะเอาไปทำอะไรบ้าง แบบนีี้เห็นชัดๆ ตรงๆ ว่าให้อะไรไปกับใคร ยิ่งให้กับคนที่เขากำลังต้องการ ยิ่งยินดี

มีพรายกระซิบมาด้วยว่า สมัยนี้คนบริจาครายใหญ่ลดลง เดิมเขาพึ่งหมอและโรงพยาบาลของรัฐ บัดนี้มีโรงพยาบาลมากขึ้น ในเมื่อไม่ได้มาใช้บริการ ความรู้สึกผูกพันฝากผีฝากไข้ก็หายไป ความจำเป็นจะต้องระดมทุนจากผู้ต้องการทำบุญในวงกว้างก็น่าจะยิ่งมีมากขึ้น

 

———————–

 

 

Single Data Entry

หลักการในเรื่องการทำให้ตัวเลขบัญชีง่ายในการบันทึก และสะดวกในการใช้งาน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

เคยเรียนหลักสูตรเอ็มบีเอ ที่ฮาร์วาร์ด เขานำกรณีศึกษาของบริษัทหนึ่งที่โยงตัวเลขการขายสินค้าเข้ากับบริษัทผู้ผลิต ทำให้สินค้ามาเติมได้ตามที่ต้องการ ไม่ต้องสั่งทีละครั้งให้เสียเวลา  ทางผู้บริหารโครงการฯ ยกตัวอย่างพนักงานของร้านสะดวกซื้อ (หรือห้างสรรพสินค้าก็ได้) ที่การส่องรหัสสินค้าและกดรับเงิน คือการส่งข้อมูลไปเข้าระบบหลังบ้านอีกมากมาย ทั้งระบบสต๊อกสินค้า การจัดซื้อ และการลงบัญชี โดยที่ไม่ต้องมีพนักงานบัญชีเข้ามาแทรก พนักงานบัญชีถูกถอดร่างเข้่าไปอยู่ในซอฟต์แวร์หมดแล้ว โดยนักออกแบบระบบที่เชี่ยวชาญงานบัญชี และการวางระบบบัญชีและระบบการไหลของงานและตัวเลข ก่อนเขียนโปรแกรม

แบบนี้ทำให้โรงพยาบาลเล็กๆ ไม่ต้องมีนักบัญชีที่แสนจะหายากอีกต่อไป แต่ได้งานดีกว่าเดิม หมอๆ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าจะดีใจ และหันไปให้เวลากับงานรักษาพยาบาลได้มากขึ้น

ข้าพเจ้าเข้าใจ

ข้าพเจ้าเคยต้องไล่จับตัวเลขเงินเดือน เงินประเดิม และเงินสมทบของข้าราชการที่ส่งเข้า กบข. เงินไหลมาทุกเดือนแต่ตอนแรกๆ ไม่รู้ว่าเงินใครเป็นเงินใคร ผู้ช่วยของข้าพเจ้าใช้เวลาเป็นปีกว่าจะจับตัวเลขได้มั่น และถูกต้องทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต

สิ่งสำคัญก็คือ ให้ตัวเลขขาเข้าถูกต้อง

ตัวเลขจะถูกต้องที่สุดจากบุคคลเจ้าของตัวเลข หรือส่วนงานเจ้าของตัวเลข แล้วต่อจากนั้นจะนำตัวเลขไปทำอะไร ก็ต้องวางระบบการไหลของตัวเลขให้ดี แต่ห้ามหยิบตัวเลขออกมา แล้วป้อนกลับเข้าไปใหม่ แบบนี้จะผิดแบบหาไม่เจอ

งานที่โรงพยาบาลก็เหมือนกัน

เมื่อเทียบเรื่องนี้ให้ผู้อื่นฟัง ผู้บริหารโครงการฯ มักโยงไปถึง เซเว่น อีเล็ฟเว่น ส่วนข้าพเจ้ามักถามว่า เห็นไหม สมัยนี้พนักงานสาขาธนาคารไม่ต้องอยู่เย็นกันแล้ว และมีพนักงานในสาขาไม่กี่คน ก็ทำงานเสร็จ สมัยก่อนต้องอยู่เย็นอยู่ค่ำ เพื่อปิดบัญชี ทั้งรายวัน รายเดือน รายครึ่งปี

คนรุ่นเก่าที่เคยเห็นงานสาขาลักษณะนั้้น นึกภาพออก ส่วนคนรุ่นใหม่คงนึกเรื่อง 7&11 ออก

จะทำอย่างนี้ได้ ยากไหม

ยากแน่ ถ้าหมอคิดทำเอง ถ้าส่วนกลางไม่เข้าใจจริง และถ้ากระทรวงไม่ “ฟันธง” ให้ทำ

เรื่องนี้ไม่ยากถ้าเข้าใจ ถ้าให้เวลากับการวางระบบ และถ้าให้คนทำเป็นได้ทำ

เป็นเรื่องที่ต้องแบ่งให้ชัดเจนว่า ใครเป็น “ผู้ใช้”  (user) ใครเป็น “ผู้ให้บริการ” (provider) ต่างคนต่างมีความเชี่ยวชาญคนละด้าน แต่ละคนต่างรู้เรื่องด้านของตนดีที่สุด ถ้าจับ ๒ ด้านบวกกันให้เหมาะก็จะได้ผลงานที่ดีออกมาหนึ่งเดียว

ถ้าสับสนปนเป แย่งบทกันเล่น แบบข้าฯ เก่งทุกเรื่อง ระบบข้อมูลโรงพยาบาล (ทั้งบัญชีและการรักษาพยาบาล) ก็จะยุ่งเหยิง พาให้งงงวยไม่แพ้เรื่อง สปสช. vs สธ. และ รพ.เหมือนกัน

 

—————————

 

ศูนย์ข้อมูลกลาง

มีคนบอกว่า ข้อมูลสารพัดส่งให้ สปสช. แล้ว แต่ให้ไปแล้วก็หายเงียบ กลับไปดูไม่ได้ ดังนั้นในระบบเวลานี้ สปสช. มีข้อมูลอยู่คนเดียว (จริงไหมนะ)

มีคนตั้งคำถามว่า data center ควรเป็นของใคร จะตั้งสำนักงานบริหารข้อมูลด้านสุขภาพหรือไม่ ตั้งแล้วส่วนงานไหนจะเป็นคนคุม

ถ้าข้าพเจ้าเป็นเจ้าของโรงพยาบาล 800 แห่ง ข้าพเจ้าคงไม่ให้ความสนใจเป็นอันดับหนึ่งกับเรื่องข้างนอก ข้าพเจ้่าจะทำข้อมูลส่วนของข้าพเจ้าให้ดี เพื่อตัวเองได้ใช้ทำนโยบาย และบริหารงานอย่างคนตาสว่างเพราะมีข้อมูลนำทาง และในเมื่อข้าพเจ้าเป็นถึง 2/3 ของระบบโรงพยาบาล ใครล่ะจะไม่อยากได้ข้อมูลของข้าพเจ้า

——————————

หยิกเล็บเจ็บเนื้อ

ปัญหาเงินบำรุงของโรงพยาบาลเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ค้างใจ

ข้าพเจ้าได้ยินเรื่องนี้มานานแต่ไม่เคยเข้าใจ คราวนี้ได้มือบัญชีมาแยกแยะและอธิบายในภาษาที่คนนอกวงการ สธ. พอจะเข้าใจได้

สรุปได้ว่า ในแง่การไหลของเงิน เงินต่างๆ ขาเข้าเข้าบัญชีเงินบำรุง ขาออก มีกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าเอาไปทำอะไรได้บ้าง ระหว่างทางเงินต่างๆ คลุกอยู่ในบัญชีนี้

ในแง่ตัวเลขวันหนึ่งวันใด  เงินบำรุงคือเงินฝากธนาคารต่างๆ ของโรงพยาบาล หักด้วยหนี้สินที่ต้องจ่าย

สรุปว่า เงินบำรุงจะไปจ่ายเงินเดือนก็ได้ จ่ายค่าซื้อวัสดุ อุปกรณ์ ก็ได้ ฯลฯ บางโรงพยาบาลเงินบำรุงหดหาย เพราะลงไปในสินทรัพย์ อีกบางโรงพยาบาลดูมีเงินมาก แต่กำลังสร้างอาคารอยู่ด้วยเงินงบประมาณ ในอนาคตเงินบำรุงพร่องแน่ๆ เพราะต้องซื้ออุปกรณ์และดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้วยเงินบำรุง เว้นแต่จะหารายได้มาได้มากกว่ารายจ่าย ซึ่งน่าจะยากในระยะแรกๆ ของการเปิดให้การรักษาพยาบาล

เงินบำรุงบางแห่งดูมาก แต่ว่าหนี้ที่ติดคนอื่นก็มาก หนี้ค่าสาธารณูปโภค ค่ายา ฯลฯ จะช้าหรือเร็วก็ต้องจ่าย ส่วนหนี้ตามจ่าย จะใช้ให้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องพี่ๆ น้องๆ ต้องเคลียร์กันเอง

บางคนให้ความเห็นว่า เงินบำรุงลดลงมากเพราะนำไปใช้ผิดเรื่อง (ไม่ผิดระเบียบ) เช่น เอาไปจ่ายสมทบเงินเดือน (กระทรวงสั่ง) ไม่น่าช่วย แต่ว่าเงินบำรุงคือสิ่งเดียวที่โรงพยาบาลมีเพื่อจ่ายให้การบริหารโรงพยาบาล เงินบำรุงไม่มี (ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด) ก็แปลว่าไม่มี

การช่วยหรือไม่ช่วยโรงพยาบาลในกรณีนี้ ต้องแยกดูเป็นสองประเด็น

เงินบำรุงไม่มี บริหารโรงพยาบาลไม่ได้ เหมือนคนป่วยโดนยิง มาถึงโรงพยาบาลก็ต้องรักษา ไม่รักษาเพราะไม่มีเงินค่ายา ไม่มีเงินจ่ายบุคลากรนอกงบประมาณ ผู้ป่วยคือผู้เดือดร้อนรายแรก  (ถ้าหมอไม่ยอมให้ผู้ป่วยเดือดร้อน ก็กลายเป็นหมอที่ต้องเดือดร้อนในสิ่งที่ตนไม่ได้ก่อ)

 

เงินบำรุงหายไปไหน เป็นเรื่องการบริหาร ที่ต้องไปหาวิธีวางระบบให้รัดกุม ตรงนี้มีข้อเสนอให้ทำงบประมาณรายจ่ายลงทุนทุกอย่าง และการใช้เงินบำรุงถือเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ไม่ควรมีใครคนใดคนหนึ่งตัดสินใจสั่งจ่ายเงินบำรุงได้ง่ายๆ เพียงเพราะมีเงิน เหมือนคนป่วยโดนยิงมา ที่ต้องไปสอบสวนหาเหตุและแก้ปัญหาใครผิดใครถูกอีกชั้นหนึ่ง แต่ถ้ารักษาหายแล้วไม่คิดสืบสวนหรือแก้ไขปัญหาที่มาของการโดนยิง ก็คงเหมือนกับแก้ปัญหาเงินบำรุงขาดมือได้แล้ว ไม่วางระบบการใช้เงินให้รัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีกในอนาคต

 

——————-

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s