Day: 4 Jul 2016

โรงพยาบาลสุดแดนสยามสามทิศ

  ๑ ตุลาคม  ๒๕๕๘   เปลี่ยนแผนไม่ไปอำเภอเขมราฐ เพราะทีมบัญชีเสร็จงานแล้ว จึงเรื่อยๆ มาเรียงๆ แวะวัดระหว่างทาง กินไก่ที่ขอนแก่น ไปค่ำที่อำเภอเมือง อุบลราชธานี   ๒ ตุลาคม ๒๕๕๘ พบ สสจ. ที่เป็น ซีเอฟโอเขต และยังได้รับเลี้ยงอาหารกลางวัน ได้คุยกับเจ้าหน้าที่อีกหลายคน ต่อจากนั้นไปพบ สปสช. เขต แล้วเดินทางมุ่งโคราช ได้โจทย์ให้คิดต่อมามากมาย แต่ไม่เป็นไร คิดโจทย์ได้ก็น่าจะคิดทางออกได้ ขอลาไปทำใจที่อินเดียก่อน ได้สวดมนต์ กราบสังเวชนียสถานหลายๆ แห่ง เปลี่ยนบรรยากาศ ก่อนกลับมาจับงานต่อ หัวว่าง มองจากมุมไกล และยังฝากให้จิตใต้สำนึกช่วยทำงานด้วย คณะทำงานยังเดินทางไปอีกหลายแห่ง แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ไปด้วย จะไปครั้งต่อไปในเืดอนพฤศจิกายน ไปสุราษฎร์ ———————–   ประชุมครั้งที่ ๑๐ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ ขึ้นปี งบประมาณใหม่ รองฯ ปลัดกระทรวง สธ.  มาใหม่ แทนท่านเดิมที่ได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นอธิบดี  คราวนี้มีผู้ช่วยปลัดฯ เข้าร่วมประชุมด้วย เล่าเลยต่อไปได้ว่า ตัวแทนฝ่ายกระทรวงไม่น่ิงตลอดไปจนจบงาน แต่ละคนมีงานประชุมล้นมือ จนน่าเป็นห่วงว่าจะประชุมจนสับสนหรือไม่ และข้าราชการทั้งหลายท่านเอาเวลาตอนไหนไปนั่งคิดทำนโยบายใหญ่ๆ ระดับชาติ เพราะการประชุมทดแทนการทำงานไม่ได้ ส่วนผู้แทนส่วนราชการต่างๆ เริ่มนิ่ง คนหน้าเดิมมาประชุมต่อเนื่อง ทำให้งานเดินไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่นเพราะต่างคนต่างก็เข้าใจบริบทที่เกี่ยวข้องชัดเจนดีแล้ว สามคณะที่รับโครงการไปทำ รายงานเบื้องต้น บริษัทฯ รายงานเบื้องต้นสำหรับกรณีเร่งด่วนว่า ทุกโรงพยาบาลขาดทุนทุกสิทธิ  ทำเอากรรมการงง เพราะเคยได้ยินมาว่าสิทธิข้าราชการไม่ขาดทุน  แต่แล้วทุกคนก็ช่วยกันคิดเหตุผลว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น และมีข้อแนะนำให้บริษัทฯ แยกตัวเลขอีกบางตัวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วนการรายงานวิธีอุดช่องโหว่ต่างๆ เช่น การไม่คุมสต๊อกอย่างถูกต้อง ฯลฯ เพราะไม่มีระเบียบ หรือไม่รู้ว่ามีระเบียบ หรือรู้แล้วไม่ทำตามระเบียบ หรือรู้แล้วแต่ลืมทำ เพราะสิ่งที่สั่งกันไว้ไม่ได้เขียนเป็นระเบียบไว้  หรือรู้แล้ว ทำตามแล้ว แต่ทำผิด  ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องแก้ไขตามสมควรแก่เหตุ  และแก้ไขได้ทันทีไม่ต้องรอบริษัทฯ ทำรายงานออกมาอย่างเป็นทางการ ผู้บริหารโครงการรายงานว่า ไปคุยกับใครที่ไหนบ้าง และมีข้อสังเกตเรื่องการลงข้อมูลของโรงพยาบาลว่า น่าจะนำหลักของ single data entry มาใช้ ทางสถาบันฯ รายงานตัวอย่างของการทำงานที่ดี ที่น่าจะเป็นต้นแบบของโรงพยาบาลอ่ืนๆ มีตัวอย่างของ สสจ. และเขต ที่ติดตามงาน ติดตามหนี้ จัดซื้อยาร่วมกัน และบริหารงบประมาณอย่างดี และการปรับเกลี่ยระดับเขตที่ช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าของโรงพยาบาลต่างๆ ลงไปได้ และมีข้อสังเกตว่า นโยบายมีส่วนทำให้โรงพยาบาลมีปัญหา เพราะอยู่ๆ นโยบายก็ลอยลงมาให้เพิ่มโน่นเพิ่มนี่ เป็นการเพิ่มต้นทุนบริการของโรงพยาบาลโดยที่เงินไม่ได้ตามมาด้วย สิ่งที่ชัดเจนจากทุกฝ่ายคือ ถ้ามีผู้เก่งงานบริหารไปอยู่ที่ใด ปัญหาที่นั้นจะดูบรรเทาลงไปได้  เรื่องของคนจึงสำคัญมาก แต่จะมีวิธีแปลงความเก่งส่วนบุคคลให้เป็นความเก่งของระบบได้อย่างไร เพื่อไม่ให้กระบวนการรวนเมื่อคนเก่งคนนั้นย้ายไป   เสียงจากพื้นที่ ที่พอรวบรวมประเด็นได้ คือ ๑)  สปสช. เปลี่ยนเกณฑ์ทุกปี สปสช. ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินคงมีเหตุผลอันควร แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับฝ่ายผู้รับเงิน คือโรงพยาบาลประมาณการไม่ถูกว่าจะมีรายได้สักเท่าใด จึงวางแผนบางเรื่องไม่ได้เท่าที่น่าจะทำ และยังมีบางปีให้มาแล้ว เรียกเงินคืนโดยเอาไปหักออกจากปีต่อไป อีกด้วย บางทีเคลียร์เงินไม่ได้ก็ไปเหมาหักรวดเดียวข้ามปีงบประมาณ ๒) เงินงบประมาณโดนแบ่งไปให้กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เฉพาะเจาะจง บางกองเป็นบริการไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ตั้งเป็นกองต่างๆ หาก ทำให้เงินถูกกักไว้ เงิน OP จึงหายไปเรื่อยๆ ๓) การจ่ายเงิน PP แยกย่อยยิบ เช่น จ่ายตามงานท่ีทำ ลูกน้องก็ทำอย่างหนึ่ง  ผู้บัังคับบัญชาอยากให้ทำแผนงานอื่นที่คิดว่าสำคัญกว่า ก็ทำไม่ได้เต็มมือ เพราะเจ้าหน้าที่มองที่ตัวเงินด้วย ถ้าหากว่าไม่อยากให้หมอและบุคลากรเห็นแก่เงิน ไม่อยากให้โรงพยาบาลรักษาตัวเลขแทนรักษาผู้ป่วย ก็ไม่ควรนำเงินมาล่อ เน้นย้ำการทำงานแลกเงินเป็นรายชิ้นให้มากนัก การกำหนดการจ่ายเงินรายชิ้นมาจากส่วนกลาง บางท้องที่ทำให้การทำงานในเรื่องที่พื้นที่เห็นว่าด่วนและสำคัญกว่า ต้องเสียไป  การจัดสรรแบบนี้เป็นการจัดสรรที่เหลื่อมล้ำ บางโรคเงินมาเต็มจำนวนด้วยงบรายบุคคล ทำให้คนทำงานที่ไม่ได้ทำงานตรงกับโรคที่ สปสช. ให้ความสนใจเป็นพิเศษ รู้สึกเหลื่อมล้ำ …