โรงพยาบาลสุดแดนสยามสามทิศ

IMG_9279

๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘
ไป workshop ที่สวนสามพรานเรื่องการหาทางประสาน ๓ กองทุนที่ให้สิทธิด้านรักษาพยาบาลแก่สมาชิก ให้มีมาตรฐานที่กลมกลืนกัน คือ สิทธิข้าราชการ สิทธิประกันสังคม (สปส.) และสิทธิ สปสช.
ชวน “ตา” ไปด้วย เพื่อให้มีหูมีตามากกว่า ๑ คู่ ที่จะสอบถามขอความเข้าใจทั้งเรื่อง สปสช. การจ่ายเงินแบบ สปส. การจ่ายเงินของ ขรก. มีอะไรที่ยังค้างหัว ไม่รู้เรื่องมากมายเหลือเกิน เราไม่ได้ต้องการแต่ข้อมูลหรือระเบียบบนกระดาษ แต่ต้องการเข้าใจเหตุผลที่มาที่ไป เข้าใจวิธีปฏิบัติ รับฟังจุดอ่อน อุปสรรค และจุดเด่น
ในงานนี้ได้ “สัมภาษณ์” คุณหมอมากหน้าหลายตา ผู้แทนองค์กรเอกชน รวมถึง อ. อัมมาร์ สยามวาลาหนึี่งในบุคคลในตำนานการสร้าง สปสช. และคุณหมอที่เป็นตัวแทนมาจากโรงพยาบาลเอกชนด้วย
ข้อสังเกตประจำวัน
๑ สปสช. ลงรายละเอียดมากเกินไปในแต่ละรายการ เทียบเท่ากับจ่ายคนไข้รายบุคคล รายโรงพยาบาล แบบนี้เปลืองพนักงานมาก
๒ สธ. ให้โรงพยาบาลทุกโรงทำตามเกณฑ์ สปสช. โดยไม่พยายามแบ่งงานตามคุณภาพคน
๓ สปส. มีระบบการจ่ายที่เรียบง่ายกว่า คือเหมาจ่ายรายหัวตามจำนวนแรงงาน โดยให้ไปก่อนบางส่วน แต่พอผู้ประกันตนมาใช้บริการ ถ้าเป็นกรณีพิเศษต่างๆ ที่ระบุไว้ ก็มีตัวปรับให้
๔ แนวทางการปรับสิทธิประโยชน์ให้กลมกลืนกัน มีกระแสความรู้สึกลึกๆ ว่ากำลังแข่งขันกันขยายสิทธิประโยชน์ กองทุนไหนให้ อีกกองทุนต้องตาม แข่งกันแบบนี้ผู้ป่วยชอบ แต่คนเสียภาษีแย่

*** ต้องอย่าหลงทาง
ประเด็นมี ๕ ระดับ
ระดับรัฐบาล /ระดับกระทรวงส่วนกลางและส่วนภูมิภาค/ระดับกองทุน /ระดับโรงพยาบาล /ระดับประชาชนรายบุคคล
*ความเหลื่อมล้ำ!
เท่ากันไม่ใช่เหมือนกัน
เหมือนกันไม่ได้แปลว่าไม่เหลื่อมล้ำ
รัฐศาสตร์มี equality ภาษาหมอมี equity (จาก equitable) ไม่เหมือนกับ equity ของนักการเงิน จำไว้!!!!!

?? สธ. จะปรับตัวอย่างไร เมื่อมีการแยกผู้จ่ายกับผู้รับบริการออกจากกัน
บทบาท สธ. กองทุนต่างๆ และบทบาทของประชาชนผู้รับบริการ พึงเป็นเช่นใด
บทบาทของ สธ. ต่อโรงพยาบาลเอกชน และโรงพยายาลอื่นๆ ทั้งหมด ควรเป็นเช่นใด
——————-

ประชุมครั้งที่ ๖
๙ กรกฎาคม ๒๕๕๘
ประชุมเช้า หิวข้าวเที่ยงต้องเลิก เลยย้ายมาประชุมบ่าย ไม่ได้ตั้งใจประชุมจนเลยเวลางานเลิก แต่การที่สามารถเป็นนายของเวลาได้มากกว่าก็นับว่าดีกว่า
ที่ประชุมดูรายละเอียดโครงการทั้งสามที่กำลังจะเริ่มงาน และรับทราบที่คุณหมอบอกว่า มีกระบวนการอีก ๕ ขั้นตอน ก่อนจะสำเร็จเป็นการจัดจ้าง
(เท่าไหร่ก็เท่านั้นละค่ะ คุณหมอ ถ้าต้องรอก็รอ นานแค่ไหนก็แค่นั้น ทำให้ถูกขั้นตอนอย่างตั้งใจให้เร็ว ดีกว่าเร็วแบบลัดขั้นตอน เสี่ยงต่อการที่อาจจะยืดยาวไม่รู้จบในภายหลัง)
ดูรายชื่อโรงพยาบาลที่จะไปประเมิน ๒๕ แห่ง
ฟังเรื่องการเฝ้าระวัง และการวางแผนการเงิน แผนจัดเก็บเงิน แผนหารายได้ และการปรับเกลี่ยความช่วยเหลือจาก ซีเอฟโอ เขต ๘ และ ๑๐ (ซีเอฟโอ = chief financial officer) ทุกอันมีเงินเดือนเข้ามาเกี่ยว เช่น ระดับเขตกัน 2% ของเงินเดือนระดับเขตไปใช้ในการบริหารเพื่อเฉลี่ยทุกข์ และมีเกณฑ์วัดจำนวนหนึ่งว่าจะให้เงินกับโรงพยาบาลไหนบ้าง
กันมาจากไหน
กันจาก สปสช.
???
คือ สปสช. กันออกมาจากงบรายหัว
แล้ว 2% ของเงินเดือนเอามายังไง ก็เงินเดือนไม่ได้โดนหักไว้ที่กรมบัญชีกลางแล้วหรอกหรือ จะเอามาทะยอยจ่ายทะยอยหักปรับเกลี่ยได้ยังไง กรมบัญชีกลางจ่ายไม่รับรู้ด้วยหรอก กรมฯ จ่ายไปตามบัญชีเงินเดือน เป็นนายจ้างจะยึกยักไม่จ่ายเงินเดือนตามกำหนดได้ยังไง

เคยถามตัวเองว่า หมอรู้ทั้งรู้ว่ามีปัญหาเรื่องโรงพยาบาลป่วย ทำไมแก้ไม่ได้ ระหว่างฟัง วันนี้ได้คำตอบมา ๑ คำตอบ “แก้ไม่ได้เพราะตัวเลขเยอะเกิน เพราะนำปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะเกิน เอาส่วนของกรณีแปลกๆ 20% มาพูดปนกับกรณีทั่วไป 80% หวังให้ได้สูตรเดียวใช้ได้ทุกกรณี ไม่ยอมรับว่า พวก ๒๐% นั้นต้องจัดการต่างหาก กลัวไม่เสมอภาคกัน สูตรและวิธีการก็เลยซับซ้อน
แอบนึกว่า ซับซ้อนมากๆ จะกลายเป็นสูงสุดคืนสู่สามัญไหมนะ คิดสูตรง่ายๆ สักสูตร ตัวเลขอาจจะออกมาใกล้ๆ กับสูตรสลับซับซ้อน เกลี่ยแล้วเกลี่ยเล่าหลายระดับชั้น ก็ได้

Regulator/provider
ข้าพเจ้าถามหมอๆ ว่า ธนาคารมีธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับตามพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ มี ก.ล.ต. กำกับ โรงพยาบาลเอกชนมีใครกำกับดูแลว่า เครื่องมือ อุปกรณ์ ต่างๆ ได้มาตรฐานความปลอดภัย และกระบวนการรักษาพยาบาลได้มาตรฐาน (ไม่ดูเฉพาะเรื่องแพทย์เป็นรายบุคคล)
และถามว่าโรงพยาบาลควรอยู่ตรงไหน ตามหลักการเรื่องแยก regulator ออกจาก provider ที่หมอๆ คงทราบมาแล้ว และเห็นตัวอย่างแล้วจากกิจการโทรคมนาคม และกิจการพลังงาน (กรณีสุขภาพ มี purchaser แถมมาอีก ๑ องค์กร)
เรื่องแรก คำตอบคงไม่กระจ่างแจ้ง จึงจำไม่ได้ ส่วนเรื่องโรงพยาบาลควรเป็นอย่างไร คุณหมอคนหนึ่งอธิบายว่า มีแนวคิดอยู่ ๒ แบบคือ ๑) ไปอยู่กับท้องถ่ิน เช่นสถานีอนามัย ไปบางส่วนแต่แล้วก็ขอกลับกระทรวง กับ ๒) เป็นองค์กรมหาชน ตั้งแต่เริ่มมา มีแห่งเดียว
รับทราบค่ะ ขอเวลาคิดก่อนนะคะว่าเอาไงดี กรณีประเทศไทย ในบริบทแบบไทยๆ ของเรา
คำถามที่อยากได้คำตอบ
ใน OP และ IP ของ สปสช. ของโรงพยาบาลแต่ละระดับ
โรงพยาบาลเอกชนแข่ง ณ จุดไหน (รวมเรื่องพื้นที่ตั้งด้วย เช่น ชนบท/เมือง)
โรงพยาบาลของรัฐหลายกระทรวง
บทบาทของโรงพยาบาลในสังกัด สธ. ควรเป็นอย่างไรดี
มี รพ. สต. ใน รพท. รพศ. แยกเป็นคนละส่วนได้ไหม แบบธนาคารมีสำนัก/สาขา แยกจากสำนักงานใหญ่ แม้ในตัวสำนักงานใหญ่เอง เพื่อไม่ให้สำนักงานใหญ่ทำงานเป็นสาขาใหญ่
เอาแบบของดาว ที่เขียนไว้เป็นภาพ
ถามว่า อย่างนี้ดีไหม

—————————-
คำเฉลยเรื่องการหักเงินเดือน
ในความเป็นจริง หมอเขาเข้าใจกันหมดละ คนทำงานก็คงค่อยๆ เข้าใจไปตามวันเวลาที่ผ่านไป แต่ว่ากว่าข้าพเจ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ก็ปีใหม่โน่นละ
ขอเอามาเฉลยตรงนี้เลย ไม่รอปีหน้าตามลำดับจริง
สปสช. ตั้งงบส่วนหนึ่งเป็นงบเงินเดือนข้าราชการ รู้ว่าทำกรณีข้าราชการของโรงพยาบาลในสังกัด สนป. (ไม่ได้ถามว่าทำกับโรงพยาบาลอื่น เช่นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่ยังไม่ได้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ โรงพยาบาลทหาร ฯลฯ ด้วยหรือเปล่า) เวลาจ่ายเงินให้โรงพยาบาลเอกชน ก็จ่ายไปเต็มตามรายหัว เวลาจ่ายให้โรงพยาบาลสังกัด สนป. จ่ายโดยหักตัวเลขเงินเดือนก่อน เพราะว่าเงินเดือนที่ตั้งไปนั้น สำนักงบประมาณอนุมัติ แต่ตอนเบิกจ่าย กรมบัญชีกลางจ่ายตามบัญชีเงินเดือนข้าราชการ เงินไม่มาถึงมือ สปสช.
ถ้าจะจบแค่นี้ ชีวิตก็ง่ายๆ สบายๆ
แต่เรื่องกลับไม่จบ เพราะสปสช. แต่เอาตัวเลขเงินเดือนมาที่ไม่มีเงินจริงๆ ให้ สปสช.จับต้องได้ มาเป็นมาตรวัดเพื่อหักโน่นแถมนี่ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ เช่น โรงพยาบาลนี้หักค่าเงินเดือนเท่านี้ % โรงพยาบาลโน้นหักเท่านั้น % แต่คนจะอยู่ตรงนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะ สธ. ก็เช่นเดียวกับกระทรวงอื่นๆ คือ คนอยู่คนละแห่งกับอัตรากำลังที่รับเงินเดือนก็ได้ ไล่ตามกันไม่ทันเพราะข้าราชการทั่วประเทศเป็นล้านคน
ทำแค่นั้นไม่พอ ยังขอตัวเลขเงินเดือนรายโรงพยาบาลมาอีก ในเมื่อโรงพยาบาลแต่ละโรง มีคนอยู่ไม่ตรงตามอัตรา และมีคนนอกอัตราอีกด้วย คือตัวตนมีแต่ไม่ใช่ข้าราชการ เพราะใช้เงินบำรุงจ่ายเป็นเงินเดือน โรงพยาบาลแต่ละโรงก็ต้องมาแยกแยะว่า จะบอกจำนวนไหนไป
ไหนๆ สปสช. ก็ปรับโน่นนี่โดยใช้เงินเดือนเป็นตัวอ้างอิง สธ. ทุกระดับทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคก็เลยทำแบบเดียวกันบ้าง นี่คือที่มาของตัวเลขหัก เท่านี้% ของเงินเดือนไปปรับเกลี่ย
เสนอแนะว่า เลิกทำแบบนี้เถอะ ไหนๆ จะสมมติแล้ว สมมติด้วยตัวอื่นที่ไม่ชวนเข้าใจผิดดีกว่า ถ้าเงินเดือนเป็น x% ของเงินเหมาจ่ายรายหัว จะปรับจะเกลี่ยอะไร ก็บัญญัติไตรยางศ์ ไปใช้ตัวเลขรายหัวเลยก็ได้นี่คะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s