ปฏิวัติระบบวิจัยไทย

New-Picture3

สาขาเศรษฐศาสตร์ สภาวิจัยแห่งชาติ จัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อนำไปสู่การปฏิวัติระบบวิจัยไทย ในระหว่างมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558  ผู้บรรยายนำ วิทยากร และผู้เข้าร่วมประชุม ต่างช่วยกันแสดงความคิดเห็น ทั้งระดับชาติ ระดับองค์กร และระดับตัวงานวิจัย

ในทุกระดับ ยังอาจแยกตามปัจจัยสำคัญๆ ได้เป็นเรื่องด้านงานสนับสนุน และงานด้านกระบวนการตั้งแต่การเริ่มจัดหาไปจนถึงการนำงานวิจัยออกเผยแพร่

ปฏิวัติการวางนโยบายวิจัยแห่งชาติ

ประธานสาขาเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า งานวิจัยในปัจจุบันห่างไปจากการนำผลไปใช้ปฏิบัติ ผิดกับงานวิจัยสมัยแรกที่ได้ผลลัพธ์ไปเป็นพื้นฐานให้รัฐสามารถวางนโยบายได้เหมาะกับสิ่งเป็นจริงในสังคม แม้ว่าขณะนั้นนักวิจัย เครื่องมือในการวิจัย และเงินวิจัยจะน้อยกว่าปัจจุบันนี้มาก

นโยบายระดับชาติว่าด้วยประเด็นวิจัยเพื่ออนาคต เป็นสิ่งที่ต้องมีระบบที่ชัดเจนเป็นทางการ เพราะปัจจุบันนี้มีหน่วยงานวิจัยหลายหน่วย ซึ่งล้วนแต่เกิดจากพระราชบัญญัติคนละฉบับกัน

จะปฏิวัติให้เป็นอย่างไร ทิ้งไว้ให้คิดกันต่อ

ปฏิวัติเพื่อให้ได้นักวิจัยคุณภาพ

วิทยากรหลายท่านที่ล้วนมีผลงานวิจัยดีเด่นในสาขาวิชาต่างๆ กัน ทั้งคุณหมอ นักวิทยาศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น มีความเห็นพ้องกันว่า งานวิจัยขับเคลื่อนด้วยคน ไม่ใช่ด้วยเงิน

งานวิจัยคุณภาพต้องการคนคุณภาพ แต่งานวิจัยของเรายังไม่ถึงระดับที่น่าจะเป็น

สาเหตุของปัญหาคือ

อาจารย์และนักวิจัยยึดการวิจัยเพื่อตีพิมพ์เป็นสรณะ เนื่องด้วยกติกาการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ในทุกมหาวิทยาลัยให้ต้องมีีผลงานวิจัยตีพิมพ์ ทำให้เกิดงานวิจัย วารสาร และงานสัมมนาที่ด้อยคุณค่า เปลืองคน เปลืองเงิน และเปลืองแรงงานของประเทศ

อาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยวิจัย ควรมีเงื่อนไขการทำงานที่แตกต่างไป เพราะพันธกิจของมหาวิทยาลัยที่แตกต่างจากมหาวิทยาลัยวิจัย

ผู้จบปริญญาเอกเพิ่งทำงานวิจัยมาชิ้นเดียวด้วยการหนุนช่วยของอาจารย์ที่ปรึกษา ยังต้องการผู้ชี้แนะประคับประคองอีกหลายปีก่อนจะทำงานวิจัยคุณภาพได้ด้วยตนเอง

การทำงานบริหารไม่ใช้งานถนัดของอาจารย์และนักวิจัย แต่องค์กรให้ทำ ทำให้ขาดนักวิจัยมือดี (และได้นักบริหารที่ไม่เอาไหน)

การเข้าสู่ตำแหน่งรองศาสตราจารย์ต้องเขียนตำรา ๑ เล่ม เงื่อนไขนี้เป็นโทษมากกว่าเป็นคุณต่อวงการอุดมศึกษา ทำให้เกิดการลอกตำรา แปลงตำรา หรือแปลตำราฝรั่งมาเป็นผลงาน ในบางสาขาวิชาที่งานวิจัยสร้างพรมแดนแห่งความรู้ใหม่อย่างรวดเร็ว กว่าจะเป็นตำรา กว่าจะแปลตำรา ความรู้ก็ล้าสมัยไปแล้ว เมื่อนำมาใช้สอนในมหาวิทยาลัย ก็ทำให้นักศึกษารุ่นต่อไป ด้อยคุณภาพลง

สรุปว่าต้องแก้เงืื่อนไขการเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ

การให้ทุนวิจัย

สิ่งต่างๆ ในโลกปัจจุบันนี้ไม่มีอะไรอยู่ในสาขาเดียวอีกต่อไปแล้ว การให้ทุนวิจัยควรเปิดกว้างเป็นโปรแกรม ซึ่งจะเป็นสหสาขาและเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมขึ้น แทนการให้ทีละนิดตามโครงการเล็กๆ เป็นเบี้ยหัวแตกและโครงการเดินๆ หยุดๆ

งานวิจัยบางงานใช้งานได้ทันที ถูก และประหยัด(เช่น จากการวิจัยพบว่า คนป่วยหนักบางรายเพียงแค่ขาดวิตามินบี ไม่ต้องรักษาด้วยยาแพงและโรคก็ไม่หาย) กลับไม่มีทุน และไม่ได้ผลงานตีพิมพ์ ควรต้องปรับวิธีการให้ทุนวิจัย เพื่อให้งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง ใช้ได้ทันที เช่นนี้ได้รับทุนด้วย  

ควรพิจารณาเรื่องเงินที่ใช้ลงทุนในเครื่องมืออุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐาน ด้วย

โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นมากสำหรับทุกงานวิจัย คือฐานข้อมูลต่างๆ เพื่อให้นักวิจัยไม่ต้องสืบค้นข้อมูลพื้นฐานของประเทศซ้ำแล้วซ้ำอีก งานประมวลข้อมูลไว้ในระบบกลางต้องใช้เงิน ใช้อุปกรณ์ ใช้เวลา แต่เป็นงานปิดทองหลังพระ ต้องการผู้ทำที่มีวิริยะอุตสาหะและทำด้วยใจรัก หากผู้ให้ทุนวิจัย (ผู้จ้างงาน) และผู้ประเมินผลงานวิชาการ มองไม่เห็นความสำคัญของผลงานที่เป็น infrastructure ที่มองไม่เห็น เราก็คงขาดมือดีทำงานสร้าง infrastructure ด้านฐานข้อมูลอยู่ตลอดไป

สรุปว่า ควรรื้อระบบการให้ทุนวิจััย เพื่อมุ่งผลที่จะได้รับ มากกว่าการเข้มงวดด้านกระบวนการทำงานวิจัย และเพิ่มทุนด้านการสร้างเสริมสิ่งที่เป็นโครงสร้างสนับสนุนงานวิจัยด้วย

การเผยแพร่ผลงานวิจัย

การสื่อสารให้ผลของงานวิจัยเผยแพร่ถึงคนทั่วไป และการนำผลงานวิจัยไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ยังอ่อนด้อยอยู่มาก ต้องจัดระบบทั้งด้านการทำงานของหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว และการให้เงินสนับสนุนให้เกิดมีขึ้น

งานเผยแพร่ง่ายๆ ที่ยังไม่ได้ทำอย่างเห็นผลคือ การให้ความรู้ด้านสุขภาพ (health literacy) ความรู้ของประชาชนจะช่วยสร้างสังคมสุขภาพดีและลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือฟรุกโต้ส ความหวานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ก้าวต่อไป  

ข้อคิดเพิ่มเติมหลังจากที่เรียบเรียงเนื้อหาการประชุมนี้ คือ

  1. การวางนโยบายระดับชาติ จำเป็นต้องมี “สภา” ผู้ทรงภูมิรู้ ผู้สนใจการมองอนาคต (ไม่ได้หมายความว่าต้องอายุมากหรือประสบการณ์มาก จึงจะมองได้) ร่วมกันเป็น think tank ในด้านต่างๆ บุคคลเหล่านี้อาจไม่ใช่ข้าราชการหรือพนักงานประจำ แต่เป็นผู้ที่เชิญมาร่วมงานในฐานะผู้ทรงความรู้เป็นกรณีไป เช่น ยืมตัวมาจากมหาวิทยาลัย เชิญมาจากต่างประเทศ ฯลฯ มาอยู่ระยะหนึ่ง เช่น ๑ ปี เพื่อคิดเรื่องประเด็นที่ประเทศต้องเผชิญและต้องปรับสู่อนาคต เมื่อมองอนาคตแล้วจึงคิดเรื่องแนวทางการวิจัยต่อไป
  2. นักวิจัยของประเทศขาดแคลนเพราะเราลดจำนวนนักวิจัยด้วยเหตุหลายประการที่แก้ไขได้ เช่น (ก) เอานักวิจัยไปใช้เป็นนักบริหาร (ข) ไม่สร้างความก้่าวหน้าในงานและการยอมรับที่ชัดเจนในกลุ่มนักวิจัยที่ไม่ใช่อาจารย์ (ค) เอกสารและขั้นตอนการขอและการรับทุนที่ยุ่งและยาว ทำให้นักวิจัยบางคนหมดความตั้งใจจะทำวิจัยอย่างเป็นทางการ  (ง) การให้ตำแหน่งศาสตราจารย์อย่างไม่มีเงื่อนไขให้ปฏิบัติหลังจากได้ตำแหน่งแล้ว ทำให้มีศาสตราจารย์ที่หยุดสร้างงานวิจัยและทีมวิจัย ในขณะที่ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศต้องทำงานวิจัยต่อเนื่อง (รวมการหาทุนวิจัย และเป็นผู้นำทีมนักวิจัยรุ่นกลางและรุ่นใหม่) เพื่อรักษาสถานะศาสตราจารย์เอาไว้
  3. หวังว่าเมื่อชี้สาเหตุของปัญหาได้แล้ว จะมีการแก้ปัญหาตามสถานภาพของผู้ร่วมประชุมแต่ละคน เพื่อไม่ให้การประชุมเป็นเวทีที่พูดแล้วพูดเล่า ซ้ำเดิม

การปฏิวัติเกิดขึ้นเมื่อมีคนลงมือทำ

แจกในที่ประชุม กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ 3 กันยายน 2558 และลงในคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์ชาวเมือง” นิตยสารสกุลไทย เดือนกันยายน

(ยกเว้น หัวข้อ ก้าวต่อไป ข้อ ๑ และ ๒ ที่เขียนเพิ่มสำหรับ blog นี้)

นวพร เรืองสกุล

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s