ปฎิรูปเศรษฐกิจไทยด้วยหลักคิด Social Market Economy

โครงสร้างสำคัญคือ การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล มีกติกาครอบคลุมภาระความรับผิด เสรีภาพในการค้าและการเข้าเป็นคู่สัญญา เสถียรภาพทางการเงิน โอกาสในการเข้าถึงตลาดที่เปิดกว้าง และนโยบายเศรษฐกิจที่มั่นคงในหลักการ ไว้ใจได้ และมุ่งผลระยะยาว  เป็นภาระหน้าที่ของรัฐที่จะต้องปรับกรอบของสถาบันอยู่เสมอเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสมาชิกในสังคมไม่ขัดแย้งกับเป้าหมายของสังคม หรือเสรีภาพของสมาชิกอื่นๆ ในสังคม

โครงสร้างสำคัญคือ การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล มีกติกาครอบคลุมภาระความรับผิด เสรีภาพในการค้าและการเข้าเป็นคู่สัญญา เสถียรภาพทางการเงิน โอกาสในการเข้าถึงตลาดที่เปิดกว้าง และนโยบายเศรษฐกิจที่มั่นคงในหลักการ ไว้ใจได้ และมุ่งผลระยะยาว
เป็นภาระหน้าที่ของรัฐที่จะต้องปรับกรอบของสถาบันอยู่เสมอเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสมาชิกในสังคมไม่ขัดแย้งกับเป้าหมายของสังคม หรือเสรีภาพของสมาชิกอื่นๆ ในสังคม

ตอนที่ ๑ ความหมาย

“เศรษฐกิจเป็นมากกว่าตัวเลข”

“ในระบบเศรษฐกิจที่เห็นคนเป็นคน มิใช่แรงงาน หรือจำนวนตัวเลขเท่านั้น นโยบายสาธารณะเรื่อง อุตสาหกรรมขนาดย่อม การศึกษา และการมีส่วนร่วมของฝ่ายคนงาน เป็นส่วนหนึี่งของระบบศรษฐกิจด้วย”

Matthias Schafer หัวหน้าทีมนโยบาย ของมูลนิธิคอนราด อเดนาวร์ พูดถึง “เศรษฐกิจระบบตลาดและสังคม” (พูดให้ชัดแต่ยาวอีกหน่อยคือ “เศรษฐกิจระบบตลาดที่ใส่ใจสังคม”) เมื่อปลายเดือนมีนาคม ๒๕๕๘ นี้ ที่โรงแรมดุสิตธานี

สังคมที่ได้สมดุลระหว่างสามเสาหลัก คือรัฐ ธุรกิจและประชาชนพลเมือง เป็นสังคมที่รัฐทำหน้าที่ผู้ออกและกำกับกติกาเพื่อให้มีการแข่งขันอย่างเสรี ธุรกิจแข่งขันกันในระบบตลาดเสรี ส่วนประชาชนพลเมืองมีส่วนมีเสียง มีเสรีภาพ ในสังคมที่มีเสถียรภาพ

สังคมที่ได้สมดุลระหว่างสามเสาหลัก คือรัฐ ธุรกิจและประชาชนพลเมือง เป็นสังคมที่รัฐทำหน้าที่ผู้ออกและกำกับกติกาเพื่อให้มีการแข่งขันอย่างเสรี ธุรกิจแข่งขันกันในระบบตลาดเสรี ส่วนประชาชนพลเมืองมีส่วนมีเสียง มีเสรีภาพ ในสังคมที่มีเสถียรภาพ

คำว่า “market economy” เป็นคำแทนเศรษฐกิจระบบตลาดในอุดมคติ ที่ระบบเศรษฐกิจและกิจกรรมในระบบ ขับเคลื่อนด้วยกลไกของราคาในท้องตลาดที่เคลื่อนไหวได้อย่างเสรี คนทุกคนรู้ข้อมูลเท่ากัน สามารถตัดสินใจและสามารถเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับตน แล้ว สังคมโดยรวมจะดีเอง

ในสังคมระบบนี้ สิทธิในทรัพย์สิน เป็นสิทธิที่ทุกคนในสังคมให้การยอมรับ ไม่มีการละเมิดทรัพย์สินของบุคคลอื่น หรือยึดเอาทรัพย์สินส่วนรวมมาใช้เป็นส่วนบุคคล

แต่ระบบที่ฟรีและเสรีแบบนี้ไม่มีอยู่จริง เพราะเมื่อก้าวไปเป็นทุนนิยม จะมีบางคนยึดครองตลาด หรือรวมหัวกันคุมตลาด โดยรัฐไม่เข้มแข็งพอจะมีบทบาทในการทำให้ได้สมดุลคืนมา        อีกสุดขั้วหนึี่งของระบบเศรษฐกิจ คือระบบที่พึ่งการสั่งการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (command economy) และมักไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล

สามเสาหลักของสังคมเศรษฐกิจและการเมือง ประกอบด้วย สีน้ำเงินแทนรัฐ สีแดงแทนธุรกิจ สีเหลืองแทนประชาชนพลเมือง กลุ่มสามเหลี่ยมในภาพนี้แสดงให้เห็นอำนาจของสามภาคส่วนที่ขาดสมดุล คือมีภาคหนึ่งภาคใด เป็นใหญ่เหนือภาคส่วนอื่นๆ

สามเสาหลักของสังคมเศรษฐกิจและการเมือง ประกอบด้วย สีน้ำเงินแทนรัฐ สีแดงแทนธุรกิจ สีเหลืองแทนประชาชนพลเมือง
กลุ่มสามเหลี่ยมในภาพนี้แสดงให้เห็นอำนาจของสามภาคส่วนที่ขาดสมดุล คือมีภาคหนึ่งภาคใด เป็นใหญ่เหนือภาคส่วนอื่นๆ

ระหว่างสองขั้วนี้มีระบบผสมหลายแบบ เอียงไปทางวางแผน แต่รัฐไม่ได้สั่งทุกสิ่งทุกอย่างบ้าง เอียงข้างระบบกลไกราคาตลาดแต่มีรัฐบาลที่เข็มแข็งคอยกำกับบ้าง คอยผลิตแข่งบ้าง ฯลฯ

social market economy เป็นระบบเศรษฐกิจแบบระบบตลาดเสรี ภาคเอกชนแข่งขันกันอยู่ในระบบที่ใช้กลไกของตลาด แต่มีรัฐบาลเป็นผู้กำกับที่เข้มแข็ง เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินไปตามกฎตามเกณฑ์ ไม่มีใครเอาเปรียบทำให้กลไกตลาดบิดเบือนเพื่อตน ไม่มีใครถูกเอาเปรียบเพราะอ่อนแอหรือขาดความรู้

เพื่อให้เศรษฐกิจระบบตลาดดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน รัฐพยายามสร้างจุดเริ่มต้นอย่างเท่าเทียมกันให้กับพลเมืองทุกคน ผ่านนโยบายการศึกษา การสาธารณูปโภค และนโยบายสังคมอื่นๆ และเมื่อใดที่พลเมืองคนใดตกหล่นออกจากระบบด้วยเหตุสุดวิสัยบางประการ รัฐและผู้แข็งแรงกว่าจะเอื้อมมือไปช่วย โอบอุ้ม คุ้มครอง และช่วยเหลือให้คนนั้นกลับมายืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในสังคม และเพื่อให้ระบบตลาดเสรีดำเนินไปได้

ภาพชุดนี้แสดงสังคมที่รัฐกับธุรกิจเป็นใหญ่ ในสัดส่วนที่เท่ากัน หรือส่วนหนึ่งเป็นใหญ่เหนืออีกส่วนหนึ่ง โดยที่ประชาชนอยู่นอกสายตา ไม่มีส่วนมีเสียงใดๆ ในระบบ

ภาพชุดนี้แสดงสังคมที่รัฐกับธุรกิจเป็นใหญ่ ในสัดส่วนที่เท่ากัน หรือส่วนหนึ่งเป็นใหญ่เหนืออีกส่วนหนึ่ง โดยที่ประชาชนอยู่นอกสายตา ไม่มีส่วนมีเสียงใดๆ ในระบบ

ดังนั้น social market economy เป็นระบบเศรษฐกิจที่เอกชนผู้ประกอบการ ใส่ใจพนักงานและแรงงานในฐานะผู้ร่วมสังคมเดียวกัน เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน รัฐดูแลให้มั่นใจว่า สังคมมีความสมดุล ไม่เอียงกะเท่เร่ไปข้างธุรกิจขนาดใหญ่ และในขณะเดียวกัน รัฐก็ไม่คิดจะเข้าไปทำธุรกิจแข่งหรือคานเอกชนรายใหญ่เอง

ระบบนี้เป็นระบบที่ประเทศเยอรมันตะวันตกนำมาใช้เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อบูรณะและฟื้นฟูประเทศ ตั้งแต่ยุคของนายกรัฐมนตรี คอนราด อเดนาวร์ (1949 – 1963) ที่มีลุดวิก แอร์ฮาร์ด เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ และยังคงใช้เรื่อยมาจนทุกวันนี้ที่เยอรมนีตะวันตกและตะวันออกกลับรวมกันเป็นประเทศเดียวกันแล้ว

รัฐกับธุรกิจสมานเป็นเนื้อเดียวกัน ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ

รัฐกับธุรกิจสมานเป็นเนื้อเดียวกัน ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ

ตอนที่ ๒ ข้อต่าง ข้อเด่น ข้อด้อย ของสังคมไทย

มีคำถามว่า ประเทศไทยจะใช้แนวคิดของ social market economy มาปฏิรูปบทบาทของตัวเราเองในฐานะปัจเจกบุคคล บทบาทของภาคเอกชนในฐานะหน่วยธุรกิจ และบทบาทของภาครัฐประเทศไทย เพื่อก้าวผ่านจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ โดยไม่หลงทำอะไรต่อมิอะไรหลายๆ อย่างที่แท้จริงแล้ว เรายังเดินวนอยู่บนเส้นทางสายเดิมที่เราเองก็รู้สึกว่าไม่น่าพอใจ

โดยส่วนตัว ตอบว่า “ได้” ถ้าเรารู้ว่า (๑) จุดเด่นของระบบอยู่ตรงไหน  (๒) เราบกพร่องตรงไหน และ (๓) เรามีใจพร้อมจะก้าวข้ามสิ่งที่เราบกพร่องนั้น โดยไม่ชี้แต่จุดต่างด้วยประโยค “ทำไม่ได้เพราะไม่เหมือนกัน” (= ไม่อยากทำหรอก)

โดยส่วนตัวแล้ว สิ่งต่อไปนี้คือข้อต่างเด่นๆ ที่เราต้องร่วมกันตัดสินใจว่า เราจะก้าวข้ามหรือไม่

เรื่องแรก สังคมไทยเป็นสังคมที่เน้น “ทาน”

เป็นทานที่ผู้เหนือกว่าหยิบยี่นให้ผู้ที่ต่ำกว่า ผู้ที่สุขสบายเอื้อเฟื้อต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก

ในยามคับขัน เช่น ตอนเกิดสึนามิที่ภาคใต้ สิ่งที่อยู่ในสายเลือดแสดงออกมาอย่างอัตโนมัติ และไร้ขีดจำกัด เป็นที่กล่าวขวัญด้วยความประทับใจไปทั่วโลกใน “น้ำใจ” ของคนไทย

เรื่องเดียวกัน เมื่อนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อและผิดกาละ กลับเป็นผลเสีย ตัวอย่างเช่น นโยบายสงเคราะห์คนโดยเน้นการให้ และนโยบายประชานิยมเพื่อหวังคะแนนเสียง  การให้ทานของเรา มักมุ่งให้สิ่งของหรือวัตถุทาน วัตถุสิ่งของเงินทองที่เราให้กลับกลายเป็นการสร้างความเคยชิน ทำให้คนที่ได้รับกลายเป็นคนที่อ้อนวอนนอนคอย หรือแบมือขอ

เราจะเปลี่ยนการทานด้วยสิ่งของ เป็นการให้โอกาส จะดีกว่าหรือไม่ เช่น ให้ความรู้ ให้ความก้าวหน้าในอาชีพการงาน เป็นการให้ที่เอื้อให้ผู้รับยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเองอย่างภาคภูมิใจในระยะยาว

เรื่องที่สอง “ระบบอุปภัมภ์” ยังแพร่หลายอยู่ทั่วไปในสังคมไทย และ “สังคม” มีความหมายแคบๆ คือประกอบด้วยญาติ คนรู้จัก และพรรคพวก เพื่อนพ้อง ไม่ใช่สังคมที่หมายรวมสมาชิกทุกคนในสังคมอย่างเสมอหน้ากัน

ในระบบอุปถัมภ์ยุคใหม่ของเรา ผู้อุปถัมภ์ละเลยคุณธรรมแห่งการเป็นผู้ใหญ่ และผู้น้อยแสวงหาความอุปภัมถ์่ด้วยการเอาใจผู้ใหญ่อย่างไร้ขอบเขต ยอมรับทุกเรื่องที่เป็นดำริของผู้ใหญ่ไม่ว่าดีหรือไม่ เหมาะหรือเปล่า

ในระดับประเทศ พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ผู้นำไทยเสียคนหรือตัดสินใจพลาดพลั้งโดยง่าย เพราะขาดคนช่วยคิด ช่วยติติง

เรื่องที่สาม เศรษฐกิจและการเมืองของไทยย้อนแย้งกันเองระหว่างนโยบายกับสิ่งที่ปฏิบัติลงไป ไม่มีเจตจำนงอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ด้านทุน ต่างก็วิพากย์กันว่ารัฐวิสาหกิจไม่มีประสิทธิภาพ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีเสียงเรียกร้องให้โอนกิจการบางอย่างเป็นของรัฐ (ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพ) และมีการตั้งรัฐวิสากิจและองค์กรภาครัฐในชื่อเรียกแปลกๆ ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ

แม้กระทั่งธนาคารพาณิชย์ที่ทางการเคยประกาศนโยบายให้เลิกและยุบรวมธนาคารพาณิชย์ แต่สุดท้ายแล้วจำนวนธนาคารพาณิชย์ในระบบการเงินของไทยไม่ได้ลดลง เพราะมีธนาคารเพิ่มมาใหม่ และธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น

ด้านที่ดิน มีความวิตกเรื่องป่าไม้ลดจำนวนลงอย่างน่าตกใจ แต่แล้วเรากลับสร้างอำเภอใหม่และจังหวัดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ในพื้นที่ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ป่า

ด้านแรงงาน ตัวเลขการจ้างงานของไทยเฉียดใกล้กับการไม่มีคนว่างงานเลย แต่แล้วเรากลับส่งเสริมการลงทุน และสนับสนุนการส่งออกสินค้าและบริการที่ใช้แรงงานมาก และ (ก) ไม่สนใจเร่งรัด สนับสนุน ผลักดัน ให้นายทุนไทยลงทุนในเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ หรือปรับกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพคนงาน อันจะมีผลให้ลดการใช้แรงงานไร้ฝีมือ และหันมาใช้แรงงานมีฝีมือของไทย (ข) ไม่สนับสนุนจริงจังให้นายทุนไทยไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือจำนวนมากในประเทศอื่น โดยส่งเงินทุนและพนักงานระดับบริหารจัดการ หรือหัวหน้างานไม่กี่คนไปทำงานในต่างประเทศ แทนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก ที่สร้างปัญหาสังคม สาธารณสุข ความปลอดภัยทั้งด้านสาธารณสุขและความมั่นคงทางสังคมให้กับประเทศ

เรื่องที่สี่ ระบบตลาดเสรีแบบไทย ทำให้เสียสมดุลไปสองประการคือ

สมดุลในกลไกตลาดเสียไป ภาคธุรกิจเอกชนโน้มเอียงไปเป็นโมโนโปลีโดยรัฐไม่ยับยั้ง

สมดุลระหว่างภาครัฐกับเอกชน ระหว่างผู้กำกับ กับผู้ทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เลือนหายไป เมื่อนักธุรกิจไทยก้าวจากการเป็นผู้สนับสนุนนักการเมือง ไปเป็นตัวนักการเมืองผู้บริหารประเทศเสียเอง ทำให้้ธุรกิจเอกชน และอำนาจรัฐ สมานเข้าเป็นกลุ่มเดียวกัน

เหล่านี้คือปัญหาสำคัญของประเทศไทย

ตอนที่ ๓ ความสำคัญของ “คน”

Social Market Economy มีแนวคิดพื้นฐานว่า มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี และรู้ว่าการตัดสินใจของแต่ละคนมีผลต่อสภาพแวดล้อม ทั้งทางกายภาพและสังคม จึงฉลาดพอจะตัดสินใจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวมด้วย (คือมองระยะยาวว่า ตนอยู่ได้ สังคมอยู่ได้)

“ผมอยากจะพิสูจน์ความสามารถของตนเอง  ผมต้องการรับความเสี่ยงในชีวิตเอง ผมขอรับผิดชอบชะตาชีวิตของตัวเอง ขอให้รัฐดูแลให้ผมอยู่ในสถานะที่จะทำอย่างนั้นได้”  (คำกล่าวของ ลุดวิก แอร์ฮาร์ด ตามที่เผยแพร่โดยมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์)

เราจะก้าวข้ามข้อด้อย และรักษาจุดเด่นอันเป็นคุณประโยชน์ไว้ได้อย่างไร และเราตั้งใจจะลงมือลงแรงก้าวข้ามจริงๆ หรือ หรือยังคงอยากทำแบบเดิมๆ ของเรา คือมีคำขวัญและมติ แต่ขาดการลงแรงปฏิบัติตามมติและคำขวัญอย่างพร้อมเพรียงกัน

ถ้าจะลงแรง ต้องปรับทัศนคติให้ตรงกันในประเด็นหลักๆ และสร้างเจตจำนงที่ตรงกันทุกฝ่าย

ข้อแรก ปกครองโดยธรรม

พลเมืองทุกคนต้องเสมอกันตามกฎหมายอย่างแท้จริง ผู้ทำผิดกฎหมายข้อเดียวกันต้องได้รับผลเหมือนกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยดูหน้า ดูตำแหน่ง หรือดูความเป็นเครือข่ายกับผู้มีอำนาจในเวลานั้นๆ (ส่วนในระดับกิจการ พนักงานทุกคนก็ควรเสมอกันในการได้รับโอกาสในที่ทำงาน ตามความสามารถของตน)

ข้อสอง พลเมืองได้รับข้อมูลที่ดี มีสาระ และรับรู้ได้พอๆ กัน

ก. มีโอกาสทางการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งไม่ได้หมายถึงการอยู่ในโรงเรียนครบจำนวนปี แต่ยัง “ไร้การศึกษา” เพราะคุณภาพของการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน

ความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา เห็นได้จากการที่คนมีฐานะไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน ต่างส่งบุตรหลานไปเข้าโรงเรียนมัธยมในต่างประเทศ โรงเรียนที่เรียกว่า นานาชาติ ฯลฯ แทนเข้าโรงเรียนทั่วไป เป็นการแยกคนออกเป็นสองกลุ่มตั้งแต่วัยเด็ก

โอกาสการศึกษาที่ต่างกันสร้างโอกาสความก้าวหน้าที่ต่างกัน และยังมีผลเสียตรงที่ว่า ประเทศไทยไม่อาจก้าวหน้าบนรากฐานแห่งความเป็นไทยได้ เพราะผู้ที่มีโอกาสเป็นผู้นำในสังคมในอนาคต เติบโตในต่างแดนหรือในสภาพแวดล้อมที่ไม่เน้นความเป็นไทย ทำให้ขาดความเข้าใจวัฒนธรรมไทย

ข. ข้อมูลข่าวสารที่ดีพอ และพอเพียง จากภาครัฐ เป็นความโปร่งใสทางการเมือง

ข้อมูลที่ดี ประกอบกับพลเมืองที่มีการศึกษา รู้จักวิเคราะห์แยกแยะ รู้จักหน้าที่พลเมือง และมีองค์กรช่วยในการย่อยข้อมูล ตีความและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เป็นเบ้ื้องต้นของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ี “ประชา” เข้าใจ ใส่ใจ และรู้เรื่องพอจะมี “อธิปไตย” ที่ดีกว่าปัจจุบัน และเป็นธรรมาธิปไตย เมื่อทุกคนรับกติการ่วมกันว่าสิ่งใดดี สิ่งใดเหมาะ

สื่อมวลชนจะถูกกดดันให้รายงานข่าวสารข้อมูล พร้อมบทวิเคราะห์ที่มีสาระมากขึ้น จากผู้อ่านผู้ฟังและผู้ชม ที่มีการศึกษาและใส่ใจประเด็นปัญหาบ้านเมือง

ข้อสาม สมาชิกในสังคมไทยจะต้องมีหลักการและจุดยืนที่ชัดเจน และประพฤติตามจุดยืนนั้น ต้องกล้าเผชิญหน้า ยอมรับ และแก้ไขจุดอ่อนของเรา และรักษาจุดเด่นของวัฒนธรรมของเราเอาไว้ และใช้ให้เป็น เพื่อประโยชน์ระยะยาวของทุกคน ซึ่งรวมถึงตัวเราเองด้วย

ข้อสี่  สมาชิกในสังคมประพฤติตนเป็นพลเมือง รู้จักรักษาสิทธิและทำหน้าที่ของตน ทั้งในเรื่องตนเอง และเรื่องส่วนรวม

สมาชิกของสังคม หมายถึงทั้งบุคคล และนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ มูลนิธิ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรอื่นใด

เมื่อมีกฎกติกาที่บังคับใช้เสมอหน้ากัน (ตามข้อแรก)  อำนาจนอกระบบที่จะสร้างปัญหาให้กับธุรกิจและบุคคลแต่ละคนก็เป็นไปได้ยากขึ้น

เมื่อมีความโปร่งใส และผู้คนใช้ข้อมูลเป็น (ตามข้อสอง) และใส่ใจสังคม (ตามข้อสาม) จะมีการใช้ข้อมูลด้วยเหตุด้วยผล  แทนการใช้อารมณ์ และใช้ความรู้สึกเป็นหลัก

ทั้งหมดนี้น่าจะช่วยทำให้เกิดสมดุลใหม่ในสังคมไทย

สิ่งที่ทุกองค์กรทำได้ตามลำพังคือ พนักงานได้โอกาสรับความรู้เพิ่มเติม โอกาสในการพัฒนาฝีมือ โอกาสในความก้าวหน้า และโอกาสในการมีส่วนร่วมรับรู้เรื่องขององค์กร  และดูแลกิจการให้มีประสิทธิภาพ แข่งขันได้

อีกทางหนึ่งก็ต้องใส่ใจช่วยให้ความเห็นประเด็นนโยบายอื่นๆ ของรัฐด้วย ซึ่งอาจทำได้อย่างหนักแน่นและน่าเชื่อถือมาก ถ้าทำผ่านสมาคม และองค์กรร่วม

ความรอบรู้ของภาคเอกชน และภาคการศึกษา ที่ต่างมุมมอง และมีประสบการณ์ที่หลากหลาย เป็นตัวช่วยให้ข้อมูลความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจที่กว้างขึ้นของพลเมืองทั่วไป

social5png

เราจะปฏิรูปตนเองหรือไม่ อยู่ที่ตัวเราเองเป็นลำดับแรก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s