การเริ่มกิจการใหม่ในมหาวิทยาลัย ตอนที่ ๑ ตั้งสติก่อนสตาร์ท

การเริ่มกิจการใหม่ในมหาวิทยาลัย

สรุปคำบรรยายที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

๒๙ มกราคม ๒๕๕๘

การเริ่มกิจการใหม่ในมหาวิทยาลัย มีทั้งหมด 3 ตอน

ตอนที่ ๑

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

1 )  การบริหารงบประมาณของราชการต่างกับเอกชนมาก ในบางเรื่องเช่น

  • มีเงินงบประมาณแล้วต้องใช้ให้หมด ใช้ไม่หมดถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ หรือถูกลงโทษโดยปีต่อไปอาจถูกลดงบประมาณลง
  • เงินที่ได้มาแล้วถือเป็นของฟรี ไม่มีค่าเสียโอกาส ไม่มีดอกเบี้ย ถ้านำไปสร้างอาคาร สร้างเสร็จแล้วใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ก็ไม่เป็นไร รวมทั้งที่ดินที่อาจทิ้งไว้ร้างว่างเปล่าด้วย

(ดูเรื่อง “บทบาทของสภามหาวิทยาลัยในการกำกับการจัดการด้านการเงินและทรัพย์สิน” และ “การบริหารเงินและบริหารคน”

https://thaidialogue.wordpress.com/2011/10/07/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81-2/

https://thaidialogue.wordpress.com/2013/01/16/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3/

2)   มหาวิทยาลัยหลายแห่งอยากทำโครงการร่วมทุนกับเอกชน โครงการแปรทรัพย์สินทางปัญญาเป็นธุรกิจ และทำกิจการที่มีรายได้ แต่แนวทางและกระบวนการยังไม่ค่อยลงตัว

3)   ทัศนคติบางข้่อที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนถ้าจะเริ่มงานใหม่ คือลบความคิดในเชิงลบ เช่น “ทำไม่ได้หรอก” “‘ผู้ใหญ่’ คงไม่เอาด้วย” “ผิดระเบียบ” ลบทิ้งไม่ได้ก็ควรช่วยกันจดปัญหาเหล่านี้ออกมาเป็นหางว่าว แล้วจบลงด้วยคำถามเชิง Solution provider เพื่อก้าวผ่านปัญหา คือคิดว่า

“เป็นไปได้ถ้าเรา—”

“ทำแบบนี้—‘ผู้ใหญ่’ น่าจะเอาด้วย”

“เราแก้ระเบียบได้ไหม” ฯลฯ

4)   การเริ่มตั้งกิจการใหม่ จะมีคำถามมาเป็นชุดที่จะต้องช่วยกันตอบ เช่น

  • ทำไมอยากทำกิจการใหม่ กิจการนั้นทำอะไร เช่น ตั้งบริษัททำอะไร ตั้งสาขาวิชา หรือเปิดหลักสูตรใหม่ ในด้านใด
  • จะหาทุนมาจากไหน
  • จะมีหุ้นส่วนหรือทำเอง
  • จะหาใครมาทำงานให้
  • ‘สินค้า’ ที่จะขายคืออะไร
  • ขายใคร ขายที่ไหน แข่งได้ไหม หาลูกค้าอย่างไร
  • ต้นทุนค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร
  • ขายราคาเท่าใด สอดคล้องกับลูกค้าที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่
  • รายได้อื่นมาจากทางใดได้อีกบ้าง

5)   ระหว่างทำเอง กับร่วมทุน เลือกอย่างไร เพราะอะไร

a. อยากทำเอง

  1. อยากได้กำไรไว้ทั้งหมดUntitled-2
  2. ทำงานได้คล่องตัวกว่า จะเลือกใครมาร่วมงานด้านไหน ก็เลือกไปทีละด้าน ไม่ผูกติดกับหุ้นส่วนรายเดียว
  3. ทำงานตอบสนองความต้องการของการตั้งกิจการ ได้ดีกว่ามีผู้อื่นมาร่วมทุน

b. หาผู้ร่วมทุน

  1. ต้องการเงินทุน (ให้คิดว่า จำเป็นแน่หรือ ถ้าเป็นธุรกิจกินทุน และมีทางการกำกับให้ต้องกระจายหุ้น เช่น ธนาคารพาณิชย์ ก็เรื่องหนึ่ง และต้องคิดถึงบทบาทของหุ้นส่วนให้ชัดเจน ทั้งยามดีกัน และยามที่อาจจะโกรธกัน ซึ่งต้องคิดล่วงหน้า อย่ารอให้เกิดก่อนแล้วจึงคิด)
  2. ต้องการคนต่างความสามารถมาร่วมกันคิด
  3. ต้องการคนมาร่วมหัวจมท้าย
  • กรณีผู้ร่วมทุนที่เป็นเอกชน ต้องดูว่าเราสำคัญ และกิจการสำคัญหรือไม่สำหรับเขา หรือเป็นเพียงติ่งเดียวในอาณาจักรธุรกิจ เขาไม่ต้องใส่ใจนัก เสียหายก็แค่ตัดขาดทุน
  • กรณีผู้ร่วมทุนเป็นองค์กรของรัฐแห่งอื่นๆ ต้องระวังเช่นเดียวกันว่า เป็นกิจการสำคัญต่อองค์กรหรือไม่ (มีความเสี่ยงว่า ถ้ากิจการนี้ไม่สำคัญ ก็อาจจะส่งผู้แทนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจมากนักมา แต่เนื่องจากการมาประชุมได้เบี้ยประชุมสูงๆ จึงมักเกิดการยื้อการตัดสินใจ เช่น โยนกลับให้เจ้าหน้าที่ในกิจการไปศึกษาเพิ่มเติมเป็นเดือน เป็นปี หรือรับเรื่องไปปรึกษาในองค์กรของตนแต่เรื่องไม่คืบหน้า โดยไม่เดือดร้อนว่าการตัดสินใจนั้นๆ เป็นเรื่องของกรรมการและผู้ถือหุ้น ถ้ากิจการมีปัญหา พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ปัญหาลากยาว และกิจการขาดทุนไปเรื่อยๆ เพราะขาดผู้เอาธุระ)
  • ต้องการ know how ที่มหาวิทยาลัยไม่เชี่ยวชาญ การร่วมทุนเป็นการเรียนลัด

ผู้ร่วมทุนต้องไปด้วยกันได้ มีความคิดคล้ายกัน มีความเข้าใจไปทางเดียวกัน

เป็นเบี้องต้น จะช่วยให้งานราบรื่นขึ้น

บางครั้งการตั้งกิจการใหม่ไม่ใช่เพื่อสร้างรายได้ แต่เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น เพื่ออำนวยความสะดวกกับงานหลัก เนื่องจากขาดคนทำ ถ้าไม่เข้าไปริเริ่มก็อาจไม่เกิด แต่ก็ต้องเป็นกิจการที่เลี้ยงตัวเองได้ เช่น การตั้งบริษัทบริหารโรงพยาบาล ของคณะแพทย์ฯ รามาธิบดี การทำกิจการบริหารข้อมูล (fund administration) และการร่วมหุ้นตั้งบริษัทจัดอันดับ (credit rating agency) ที่ กบข. ร่วมทุน เพื่อให้เกิดบริการที่ตนเองจำเป็นต้องใช้ และยังไม่มีหรือมีน้อยเกินไปในตลาด (ดู นวพร เรืองสกุล ๑ ล้านคน หนึ่งความวางใจ บทที่ ๗ “สิ่งใหม่ๆ ในวงการเงิน)

6)   สิ่งที่ต้องทำก่อนหาคนมาร่วมงานคือ

a. ต้องชัดเจนว่าจะทำอะไร เพื่ออะไร วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนช่วยให้เดินตรงทิศ ถ้ามีแต่ความคิดกว้างๆ ก็ต้องยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต เพราะองค์กรเมื่อตั้งแล้ว เป็นสิ่งมีชีวิต แต่ถ้าตั้งเป้าแคบเกินไป องค์กรอาจมีอายุสั้น เพราะดูจะหมดความจำเป็นเมื่อบรรลุเป้า เช่น ถ้าตั้งเป้าว่าจะผลิตสินค้า ก. Untitled-1ออกมาขาย ผลิตแล้วก็เพียงแต่รักษาการผลิตไปเรื่อยๆ กิจการนี้หมดความน่าตื่นเต้น แต่ถ้าระบุวัตถุประสงค์ว่า จะให้เป็นผู้ริเริ่มผลิตสินค้าที่นักวิจัยผลิตขึ้นมาได้ ออกขาย กิจการก็มีเส้นทางเดินที่กว้างขึ้น

นึกถึงตัวอย่างระดับโลก ถ้าประเทศบอกว่าเราต้องการเป็นเลิศด้านการอวกาศ             ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่องยาวนาน แต่ถ้าบอกว่าต้องการส่งคนไปโลกพระจันทร์ใน

ทศวรรษนี้ กลายเป็นเรื่องที่จบในทศวรรษนั่นเอง เป้าหมายของประเทศควรเป็นเรื่องแรก             ส่วนเร่ื่องหลังเป็นเป้าหมายหรือภาระกิจของผู้บริหารระดับสูง คือเสนอว่า จะส่ง

คนไปโลกพระจันทร์ให้ได้ในสิ้นทศวรรษ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่ผู้บริหารคนหนึ่งจะทำได้สำเร็จ             หรือสร้างกลไกให้มุ่งสู่ความสำเร็จนั้นได้ ดังนี้เป็นต้น

b.  มีโครงสร้างการทำงานระดับนโยบาย ซึ่งถ้าวางไว้รัดกุมพอเพียงและปฎิบัติตาม ย่อมคาดได้ว่าองค์กรคงจะเดินไปได้อย่างยั่งยืน

7)        โครงสร้างระดับบน ในระดับชาติได้แก่รัฐธรรมนูญ ในระดับมหาวิทยาลัยก็คือพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยนั้นๆ องค์กรใหม่ก็ต้องมี governance structure ขององค์กรนั้นๆ ด้วย เช่น

a.   เป็นส่วนงานขึ้นตรงต่อใคร

b.   มีคณะกรรมการแยกต่างหากหรือไม่ ขอบเขตอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดและความรับชอบของกรรมการมีเพียงใด ในเรื่องใดบ้าง คณะกรรมการและผู้จัดการใหญ่รายงานต่อใคร

c.   โครงสร้างกรรมการ (board structure) เป็นอย่างไร เช่น องค์ประกอบ วาระ ฯลฯ องค์ประกอบที่ดีสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างความต่อเนื่องยั่งยืนให้กับหน่วยงานใหม่ได้


Untitled-4

(ยกตัวอย่างกรณีศูนย์บริหารสินทรัพย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีรองคณบดีด้านการคลัง

ของคณะใหญ่ที่มีมูลนิธิของตนเอง บริหารเงินกองใหญ่ของตนเอง เป็นกรรมการ ซึ่ง

สร้างทั้งความต่อเนื่อง และความน่าเชื่อถือให้กับคณะอื่นๆ และกรรมการผู้ทรง

คุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการเงินและการบริหารเงินเป็นที่ประจักษ์)

(ดูบทความ ๒ เรื่องต่อไปนี้ คือ “การตั้งศูนย์บริหารสินทรัพย์มหาวิทยาลัย” และ สืบเนื่องจากเรื่อง “การตั้งศูนย์บริหารสินทรัพย์ฯ” (April 7, 2013)

https://thaidialogue.wordpress.com/2013/04/07/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97/

https://thaidialogue.wordpress.com/?s=%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C

d.   ระเบียบปฏิบัติภายใน ให้กำหนดเองหรือให้ใช้ระเบียบของใคร

e.   การรับพนักงาน ค่าจ้างเงินเดือน สวัสดิการ สถานะของพนักงานในหน่วยงานใหม่

f.   โครงสร้างหลักๆ ที่จำเป็น (organizational structure) ซึ่งคนในมหาวิทยาลัยคงเข้าใจดี เพราะเห็นต้นแบบจาก พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยแล้ว (ยกตัวอย่างกรณีของ กบข. ซึ่งพระราชบัญญัติระบุให้มีอนุกรรมการสองด้าน คือด้านลงทุน กับด้านสมาชิกสัมพันธ์​พร้อมระบุตำแหน่งผู้จะเป็นประธานอนุกรรมการสองด้านนั้นด้วย ถือว่าเป็นการกำหนดบทบาทหน้าที่ขององค์กรด้วยเหมือนกัน)

(ดูนวพร เรืองสกุล  ๑ ล้านคน หนึี่งความวางใจ บทที่ ๑๐ “คณะกรรมการ”)

8)   ฝ่ายบริหารจะหาผู้จัดการใหญ่เอง หรือให้คณะกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบหา มีตัวอย่างทั้งสองกรณี กรณีจ้างผู้จัดการ มาวางโครงสร้างส่วนงาน และโครงสร้างคณะกรรมการ ให้ผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัยเห็นชอบ (ศูนย์บริหารสินทรัพย์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

Untitled-5กับกรณีที่มีเป้าหมายชัดเจนแล้ว ตั้งคณะกรรมการก่อนโดยมีผู้บริหารบางคนทำหน้าที่ผู้จัดการใหญ่เฉพาะกาล แล้วมอบหมายให้คณะกรรมการหาผู้จัดการที่จะมาปฏิบัติงานเต็มเวลาต่อไป (กบข. และองค์กรภาครัฐอีกจำนวนมากที่ตั้งใหม่โดยพระราชบัญญัติ)

9)   หน้าที่คณะกรรมการเมื่อเริ่มกิจการไปแล้ว ไม่ว่าคณะกรรมการจะเป็นผู้เลือกผู้จัดการหรือไม่ก็ตาม ต้องดูแลว่ากิจการเดินได้ และเดินตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในการตั้งกิจการขึ้นมา

  1. monitor / follow up
  2. support / advice
  3. ensure accountability / credibility of the organization

กรรมการต้องระวังพรมแดนสำคัญคือ ไม่ก้าวล่วงจากบทของผู้กำกับ-ดูแล- ช่วยเหลือ ไปสั่งการหรือบริหารเสียเอง เช่น วางกฎระเบียบให้เสนอขออนุมัติทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ จนองค์กรถูกรัดรึง กระดิกตัวไม่ได้ ได้แต่ทำงานประจำไปวันๆ

10)   หน้าที่ผู้ถือหุ้น

  1. ตั้ง/ปลด กรรมการ ที่เป็นผู้แทนไปดูแลกิจการ
  2. ทบทวนเป้าหมายการตั้งองค์กรนั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ
  3. ทบทวนผลประกอบการ ในด้านต่างๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อวัดความคุ้มค่าของการมีกิจการ นั้นๆ
  4. วาง Exit strategy เรื่องนี้ตัดสินใจยากลำบาก แต่ว่าสำคัญในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน การเล่นหุ้น การทำธุรกิจ
    Untitled-11

    1. กรณีดีเลิศ จะขาย หรือ ขยาย
    2. กรณีแย่มาก จะขาย หรือปรับใหญ่

กรณีเป็นบริษัทร่วมทุน แล้วผู้ร่วมทุนไม่ลงรอยกัน หรือผู้ร่วมทุนบางรายเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจ ต้องการออกจากการร่วมทุนครั้งนี้ จะจากกันด้วยดีได้อย่างไร โดยไม่ให้กระทบกระเทือนถึงการประกอบการของบริษัทโดยไม่จำเป็น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s