กาฝากบนต้นโพธิ์

กาฝากร่วมสมัย

กาฝากร่วมสมัย

​ไม่ว่ายุคใดสมัยใด  ลาภสักการะเกิดขึ้นที่ใดที่นั้นย่อมดึงดูดผู้คนแสวงหาความเป็นอยู่อย่างสุขสบายเข้ามาเป็นกาฝาก  และยังมีลัทธิพิธีกรรมต่างๆ  และคำสอนที่เบี่ยงเบนไปจากเดิม  หัวข้อเหล่านี้  มีผู้กล่าวแสดงความเป็นห่วงอยู่เสมอ  อยู่ที่ว่าฝ่ายสงฆ์และฝ่ายบ้านเมืองปฏิบัติอย่างไรต่อสิ่งที่เป็นปัญหา
​บทความเรื่อง  กิ่งโพธิ์หัก  ของ  พ.ท.ปิ่น  มุทุกันต์  ให้ข้อคิดและความเปรียบที่ยังไม่ล้าสมัย  ในครั้งนี้จึงขอยกขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของเหตุการณ์ในยุคปี  2500
​ท่านกล่าวเกี่ยวกับการ  “สังคายนา”  ทั้งในความหมายของบาลี  คือการชำระพระธรรมวินัยด้วยการสวดพร้อม ๆ กัน  และในผลที่ตามมา  คือการขจัดปัดกวาดพระศาสนาให้สะอาด  แต่เน้นเรื่องพิธิกรรมต่าง ๆ  ที่ท่านเห็นว่าเป็นเรื่องที่งอกเกินขึ้นมา  ดังนี้
​“ข้อสังเกตประการที่หนึ่ง  การสังคายนากระทำตามระยะเวลาอันควร  ในระยะแรก  ทำกันประมาณ 1 ศตวรรษต่อ 1 ครั้ง  เหตุผลคือ  พุทธศาสนิกชนเองจะเป็นผู้ตีความศาสนาธรรมให้บิดเบือนไขว้เขวไป  และอาจหลงใหลเห็นผิดเป็นชอบ  ไปรับเอาลัทธินอกธรรมนอกวินัยเข้ามา  ปนเปไว้ในศาสนาด้วย  พฤติกรรมดังกล่าวนี้จะทำให้ศาสนาเกิดเสื่อมโทรมลงอย่างร้ายแรง  ในระยะประมาณ  2  ชั่วอายุคน  ดั้งนั้นการสังคายนาของท่านพระมหาเถระในยุคที่กล่าวนั้น  (คือประมาณ 100 – 200 ปีหลังพุทธกาล)  จึงเป็นไปตามวิถีทางของเหตุผล  เหมือนคนเราซึ่งต้องอาบน้ำชำระสิ่งโสโครกตามระยะเวลาอันควรนั่นเอง
​ข้อสังเกตประการณ์ที่สอง  คือ  การปฏิวัติศาสนาแต่ละครั้ง  ทางคณะสงฆ์เป็นผู้ริเริ่มขึ้นก่อน  แล้วก็ขอความร่วมจากทางบ้านเมือง  ความร่วมมือดังกล่าว  มิใช่หมายเฉพาะการอุปการะแก่พระสงฆ์ผู้ประชุมทำสังคายนาเท่านั้น  หากหมายถึงการถวายความร่วมมือในการกำจัดเสี้ยนหนามของศาสนาด้วย”
​การสังคายนาเท่ากับว่าเป็นการ “พิสูจน์คณะสงฆ์ต่อสาธารณะชน  พระเถระท่านไม่ได้เป็นห่วงว่า  เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจะเป็นเหตุให้ชาวบ้านเห็นความบกพร่องของพระสงฆ์  แล้วคลายศรัทธาเสีย  หรือวิตกไปว่า  จะเป็นการเปิดช่องให้คนศาสนาอื่นโจมตีพุทธศาสนา  กลายเป็นเรื่องสาวไส้ตัวเอง  ท่านมิได้คิดอย่างนั้น”
​“ไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม  ถ้าหากอายุยืนนานมากแล้ว  ก็จะต้องมีสิ่งอื่นเข้ามาแทรกแซง  ทำให้เสื่อมราคาลงไป  เหมือนคนเกิดมานานก็มีไฝมีฝ้า  สนามหญ้าที่สรรสร้างไว้มีแต่สายน้ำผึ้งหรือนวลน้อยร้อยเปอร์เซ็นต์  หากปล่อยไว้นานก็อาจกลายเป็นสนามแห้วหมูไปได้  ไร่นาสาโทก็เหมือนกัน  ปล่อยไว้สักสามปีไม่ดูแลก็จะกลายเป็นดงหญ้าป่าละเมาะแน่นอน  เพราะฉะนั้นเราจึงต้องคอยขุดคอยถางเอาของแปลกของปลอมออกทิ้ง
​พระพุทธศาสนาก็เหมือนกัน  อยู่ไปนาน ๆ  ก็มีของเทียมของเก๊อย่างไม่ต้องสงสัย  ยิ่งพระศาสนาในเมืองไทยเราก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าได้มีลัทธินอกธรรมนอกวินัยแทรกอยู่ไม่น้อย – – -พิธีดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องการทำอาถรรพ์ต่าง ๆ  ตามทางไสยศาสตร์ – – – หากเป็นเรื่องของต้นไม้ต้นไร่ก็เห็นจะเรียกว่า  “กาฝาก”  นั่นเอง”
​“ในระยะ 2 – 3 ปีมานี้ ( พ.ศ. 2500  เป็นต้นมา  ซึ่งมีการตื่นตัวว่า  นี่เป็นกึ่งพุทธกาล  คือ  พระพุทธศาสนาจะมีอายุยืนยาวเพียง 5000  เท่านั้น )  มีคนทักท้วงเรื่องพระศาสนาหนาหูขึ้นโดยลำดับ  ท่านผู้รับผิดชอบในทางบริหารศาสนาน่าจะได้สนใจกับคำทักท้วงและข้อสงสัยเหล่านั้นอยู่มาก – – – เห็นจะเป็นว่า  เขาได้เห็นอะไรผิดสังเกตเกิดขึ้นในส่วนใดส่วนหนึ่งของศาสนาจะเป็นทางลัทธิกรรม  คำสอน  หรือผู้คนก็อาจเป็นได้  เสียงทักจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะดูเบา  มีอะไรควรแก้ก็จะได้รีบแก้ก่อนที่จะสายเกินไป”
​พระพุทธศาสนาคือ  “ต้นพระศรีมหาโพธิ์”  ของไทยเรา  ปลูกกันมานานแล้ว  ฉะนั้น  “ใบโพธิ์”  จริง ๆ  คนไทยก็พอจะรู้จัก  แต่เมื่อเขาแหงนหน้าขึ้นดูต้นโพธิ์แล้วเกิดร้องทักว่า  ใบไม้บนต้นโพธิ์นั้นมันไม่เหมือนกับใบโพธิ์ที่เคยรู้จัก  นอกจาก  “กาฝาก”  บนต้นโพธิ์เท่านั้น
​“อาจเป็นได้ไหมว่า  ทุกวันนี้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ของเรามีกาฝากดกหนามากกว่าแต่ก่อน ?  ถ้าหากมีก็ควรช่วยกันลิดรอนทิ้งเสียบ้าง  ขืนปล่อยไว้  ต้นโพธิ์ต้นเดิมของเราก็มีแต่จะร่วงโรยหรืออาจหักโค่นลงมาเมื่อไหร่ก็ได้”

2 Comments

  1. สวัสดีค่ะคุณ นวพร

    ดิฉันได้อ่านบทความของคุณชิ้นนี้ เลยได้รู้ถึงการปิดประตูคุยกันของนักการเมือง ดิฉันแต่งงานกับสามีชาวไต้หวัน มาอยู่นี่ได้ประมาณ 12-13 ปีแล้วค่ะ ซึ่งต้องขอออกตัวก่อนนะคะว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญการเมืองไต้หวัน

    เท่าที่ดิฉันสังเกตุจากการใช้ชีวิตที่นี่ คิดว่า สื่อมวลชนมีบทบาทมากค่ะ นักข่าวที่นี่ค่อนข้างขุดคุ้ยลึกพอสมควร ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นระบบติดตามการทำงานของนักการเมืองที่นี่ค่ะ
    ส่วนประเด็นคนไต้หวันมีการศึกษาดี ดิฉันคิดว่าคงมีส่วนอยู่บ้าง ไม่แน่ใจนะคะว่า เรื่องการศึกษาภาคบังคับที่เปลี่ยนเป็นถึงมัธยมปลายนี่เริ่มใช้ปีนี้หรือยัง เป็นข่าวเมื่อปีที่แล้วน่ะค่ะว่าให้เปลี่ยนจากมัธยมต้นมาเป็นมัธยมปลาย แต่ดิฉันคิดว่าคนไต้หวันใช้สิทธิ์เลือกตั้งกัน น่าจะมากกว่าคนไทยนะคะ

    แต่เรื่องของการใช้เงินในแวดวงการเมืองก็มีค่ะ เมื่อเร็วๆนี้ก็ยังมีข่าวอยู่ แต่เป็นลักษณะการซื้อเสียงของ สส. กันเองนะคะ รู้สึกขั้นตอนอยู่ในช่วงของการสอบสวนพยานหลักฐานกันอยู่

    ส่วนเรื่องของการใช้เงินเป็นแรงจูงใจอันนี้จริงค่ะ จริงๆมีเรื่องอีกเยอะที่อยากเล่าให้ฟังนะคะ แต่กลัวจะเป็นการรบกวนคุณนวพรเกินไปค่ะ ถ้าเขียนยาวมากๆ

    เอาเป็นว่าดิฉันขอแสดงความคิดเห็นในฐานะคนใช้ชีวิตที่นี่แล้วกันนะคะ ดิฉันเขียนหนังสือชื่อ สะใภ้ไต้หวัน เอาขึ้น blog ไว้ด้วยค่ะ เป็นประสพการณ์ของการใช้ชีวิตที่นี่ของดิฉันเอง ถ้าคุณสนใจเชิญอ่านเพลินๆได้นะคะที่ http://sapaitaiwan.blogspot.tw/2012/10/1.html

    ขอบคุณค่ะ

    จินตนา ครองบุญยิ่ง

    Reply

    1. ขอบคุณค่ะ ที่แบ่งปันข้อมูลเรื่องไต้หวัน สืบเนื่องจากเรื่อง “นักการเมืองไต้หวัน” ที่เขียนลงสกุลไทย
      จึงขอนำเรื่องที่ลงในสกุลไทย มาลงต่อทันทีเลยค่ะ เพื่อให้ได้เนื้อหาต่อเนื่องกัน
      นวพร

      Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s