หน้ากากเงิน

หน้ากากเงิน

หน้ากากเงิน

นวนิยาย

เขียนหนังสือนวนิยายหนา ๕๕๐ ได้อย่างไร

ก็ไม่นึกว่าจะเขียนได้ยาวขนาดนี้ แต่เมื่อลงมือเขียนเรื่องก็พาเดินไปเรื่อยๆ จนถึงที่สมควรจบ ก็จบ

เนื้อเรื่องเดินตามชีวิตจริงในส่วนที่เกี่ยวกับตำแหน่งงาน และเป็นตอนต่อจากเรื่อง เงินพาไป? และทำงานในวัง (บางขุนพรหม)

เรื่องเงินพาไป? พาไปดูงานเรื่องเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ สมัยที่ผู้เขียนเป็นนักศึกษาในสหรัฐอเมริกา ในทำนองว่า เงินพาไปไหน ก็ตามไปดูตรงนั้น เพื่อให้เข้าใจการทำงานของธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลางเท่าที่นักศึกษาผู้ไม่มีประสบการณ์การทำงานจะดูได้

ในเรื่องทำงานในวังฯ ตัวเอกกลับมาอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นบันทึกเรื่องราวความประทับใจในฐานะพนักงานหน้าใหม่ ที่ได้หัวหน้างานหลายๆ คนที่สอนงาน ให้ความอบอุ่นและเป็นตัวอย่างที่ดี แนะนำ ตักเตือน สั่งสอน อยู่เสมอ ผู้อ่านจะเดินทางไปตามงบดุลของธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมกับตัวเอกในเรื่อง ที่ย้ายงานไปอยู่ฝ่ายต่างๆ ในธนาคาร

อ่านแล้วได้ความรู้ว่า ธนาคารกลางทำอะไรบ้าง

มีฉากเศรษฐกิจการเมืองสมัยนั้นประกอบเล็กน้อย คือช่วง ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ – ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และอเมริกันออกจากเวียดนาม กับผลกระทบที่มีต่อธนาคารไทย

หน้ากากเงิน เดินเรื่องต่อจาก ๒ เรื่องแรก คือตัวละครเอกโตขึ้นจากพนักงานหน้าใหม่ในธนาคารแห่งประเทศไทย ไปเป็นผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ แต่คงความหน้าใหม่เอาไว้เพราะย้ายที่ทำงาน

เรื่องราวในหน้ากากเงิน กว้างออกไปเป็นเรื่องระดับนโยบายที่เกี่ยวพันกับลูกหนี้ ผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการธนาคาร ตลอดจนเหตุการณ์ในตลาดทุน ผิดกับสองเรื่องแรกที่เป็นเรื่องแคบๆ ของนักศึกษาฝึกงาน และเรื่องของพนักงานใหม่

หน้ากากเงินมีความเป็นนวนิยายมากกว่า ๒ เรื่องแรก ตรงที่ตัวละครหลากหลาย และทำท่าเหมือนจะมีผู้ร้าย

แต่ผู้ร้ายของนวพร ไม่ร้ายจริง เพราะไม่ได้ร้ายในสันดาน และให้เขียนร้ายๆ แบบนั้น เจ้าตัวสารภาพว่าเขียนไม่เป็น เขียนให้ตัวเอกตกระกำลำบากก็เขียนไม่ค่อยเป็น ด้วยความที่ตัวเองไม่เคยตกระกำลำบาก หรือมีเรื่องโศกสะเทือนใจจริงๆ จังๆ มิใยวานิช จรุงกิจอนันต์ ผู้เคยเชียร์ให้เขียนนิยาย แนะว่า “เขียนให้ร้ายมากๆ ก็ไม่เป็นไร พระเอกนางเอกมันหาทางกลับมาได้เองแหละ” ก็ยังทำไม่เป็น เพราะมักมองทุกเรื่องเป็นเหตุเป็นผล เข้าอกเข้าใจไปหมดว่า ทุกคนมีแรงจูงใจของตนเอง                 ดังนั้นจึงวางเรื่องไปในลักษณะที่ว่า แรงจูงใจ บุคลิกและความมุ่งหวังที่แตกต่างกัน สร้างปมขัดแย้ง

การเขียนนวนิยายเป็นหนีี่งในความอยากมานานเป็นสิบๆ ปี ตั้่งแต่ยังนั่งเล่นยามเย็นอยู่ที่สตรีสาร ซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำงานที่วังบางขุนพรหม และคุยกับวานิชฯ สม่ำเสมอ เคยเล่าพล็อตเรื่อง “นายธนาคาร” ให้วานิชฯ ฟัง เป็นเรื่องที่พระเอกเป็นหลานเจ้าของธนาคาร และเป็นผู้ตรวจสอบที่พบเรื่องไม่ชอบมาพากลในธนาคาร เล่าได้กระทั่งตอนจบว่าจะเป็นยังไง ทุกคนลงความเห็นว่าสนุก ให้ลงมือเขียนได้แล้ว แต่ว่าเมื่อเล่าให้ใครต่อใครฟังหลายหน ก็เบื่อแล้ว เหมือนกับว่าได้เขียนไปแล้ว คราวเขียนหน้่ากากเงิน ก็เลยอุบพล็อตไว้แล้วลงมือเขียนเลย จึงสำเร็จเป็นเล่มได้

ที่คิดเขียนนวนิยายเพราะมีเรื่องอยากเล่า ที่่เล่าในรูปนวนิยายจะเหมาะที่สุด เพราะสามารถโฟกัสประเด็นไปที่เรื่องเดียวหรือสองเรื่องได้ ตัดสร้างตัวละครให้ชัดเจนได้ ผู้อ่านสามารถคิดเองจากบุคลิกของตัวละครได้

ยกตัวอย่างเช่นเรื่องในห้องประชุมคณะกรรมการธนาคาร ที่ไม่รู้จะเขียนสารคดีได้อย่างไร และเล่าบรรยายกาศในรูปสารคดียังไงก็ไม่เหมือนกับการเขึียนเป็นนวนิยาย

ในหน้ากากเงิน เรื่องราวที่ดำเนินไปเป็นเรื่องในระดับบริหารธนาคารพาณิชย์  เช่น การวางกลยุทธ์ วางตำแหน่งทางการตลาด การหาบริการใหม่มานำเสนอเพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่ง สลับการกิจกรรมเพื่อสังคมที่ตัวเอกและเพื่อนๆ ทำเป็นเรื่องส่วนตัว

เรื่องในหน้ากากเงินสะท้อนสภาพธุรกิจการเงินช่วงก่อนฟองสบู่แตกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นตอนที่กิจการของทุกธุรกิจขยายตัว เงินทองหาง่าย การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และธุรกิจต่างๆ เกี่ยวพันกันทางการเงินในหลากลักษณะ เช่น เมื่อธนาคารพาณิชย์ไม่ให้กู้เงิน ลูกหน้าก็หันไปกู้บริษัทเงินทุนในเครือธนาคาร หรือผู้บริหารธนาคารเองบางทีก็ส่งต่อลูกหน้ีไปให้บริษัทเงินทุนในเครือ ที่หันมากู้เงินธนาคารไปให้กู้ต่อ เมื่อมีเวลาลูกหนี้มีปัญหาที่พันกลับมาถึงบริษัทเงินทุน จึงลามมาถึงธนาคารด้วย

ส่วนที่ยากคือการเขียนนวัตกรรมทางการเงิน เพราะอะไรที่ “ใหม่” ในยุคที่เรื่องเกิดขึ้น มาสมัยนี้ก็มักเกิดขึ้นไปแล้ว จึงเป็นความท้าทายมากๆ ที่จะคิดบริการที่ “ใหม่” ในสมัยโน้น และยังดูใหม่เมื่อเวลาล่วงไปเกือบ ๒๐ ปี เมื่อทำตรงนี้ได้ก็รู้สึกยินดีกับตัวเองอย่างมาก

เคยถามผู้อ่านบางคนที่รู้จักใกล้ชิดว่า ชอบหนังสือเล่มนี้หรือไม่ ชอบตัวละครตัวไหน

คนหนึ่งบอกว่า อ่านเอาข้อคิด คำคม เขาเปิดให้ดูหนังสือที่ขีดไฮไลท์เหลืองไว้หลายตอนเหมือนกับเป็นตำราเรียน

อีกคนหนึ่งบอกว่า อ่านแล้วลุ้นว่า เมื่อไหร่นางเอกจะเจอพระเอก และคนไหนเป็นพระเอกแน่

อีกคนหนึ่งสั่งก่อนเขียนว่า ห้ามพระเอกตายตอนจบอีกนะ ปกติเมื่อเขาจะอ่านนวนิยาย เขาจะเปิดดูตอนจบก่อน จบเศร้าจะไม่อ่าน ตอนที่อ่านเรื่องทำงานในวังฯ เขาลืมดู เมื่ออ่านไปถึงตอนท้ายจึงตกใจมาก  เมื่อสัญญาว่าเรื่องนี้พระเอกไม่ตาย เขาจึงเริ่มอ่าน และพยายามคาดคะเนเหตุการณ์ในเรื่องเทียบเคียงกับเหตุการณ์ในวงการเงินที่เกิดขึ้นจริง ได้ความสนุกไปอีกแบบ

ส่วนเพื่อนที่คุ้นเคยกันดีบอกว่า “ฉันเห็นคำพูดของเธอในตัวของแม่นางเอก”

เมื่อถูกถามกลับว่า แล้วผู้เขียนเองเล่า ชอบตัวละครไหนมากที่สุด

ตอบว่า ตัวละครที่ชอบใจมากที่สุด ดูสมจริงราวกับมีตัวตนจริงๆ คือตัวละครเล็กๆ ตัวหนึ่ง ที่มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการธนาคาร เห็นจะเป็นเพราะ ประธานกรรมการเป็นตำแหน่งที่ผู้เขียนเป็นล่าสุดก่อนลงมือเขียนนวนิยายเรื่องนี้ บทบาทจึง “จริง” มาก

ส่วนพระเอกนั้น ชอบแน่ๆ เพราะเขาคือผู้ชายในฝันของผู้เขียน ผู้ชายที่เป็นที่พึ่งทางใจได้เสมอ

นวพร เรืองสกุล

ออมก่อน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s