ส่งใจช่วยงานปฏิรูป

Thailand

 

 

ดิฉันชอบใจ พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา อยู่ ๒ เรื่อง

เรื่องแรก ท่านกล้าปิดเกม เมื่อการเผชิญหน้าทำท่าไม่สิ้นสุด และรัฐบาลไม่ทำหน้าที่รักษาความสงบให้ประชาชน ทั้งๆ ที่ดิฉันไม่ชอบการยึดอำนาจและได้ไว้อาลัยให้กับสังคมไทยที่ขาดความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี แม้เวลาผ่านมากี่สิบปี เรายังไม่เรียนรู้

เรื่องที่สอง ภาษาพูดของท่านง่ายๆ ฟังรู้เรื่อง ความคิดก็ตรงๆ ท่านเน้นว่าทุกคนมีหน้าที่ (แม้ท่านจะไม่ได้ใช้คำนี้ตรงๆ) และเป้าหมายของท่านชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องปฏิรูป

หลังจากนั้น ก็เอาใจช่วย

เอาใจช่วยให้ท่านรู้เท่าทันกลไกของระบบต่างๆ ในประเทศไทย ที่สามารถเอาอกเอาใจ จนกระทั่งผู้นำหลายต่อหลายคนของไทยหลงเพลิน

นักสังคมวิทยาคนหนึ่งของไทยที่ความคิดคมมาก เคยเขียนไว้ว่า กลไกต่างๆ ในประเทศนี้มีความสามารถลำ้เหลือในการทำให้ผู้นำของเราเสียคนได้ในเวลาอันสั้น แค่ ๓ – ๖ เดือนเท่านั้นเอง

ถ้าท่านไม่หลงทาง หลงประเด็น ท่านก็ปฏิรูปสำเร็จ ถ้าท่านหลงไป ก็แปลว่ากลไกประสบความสำเร็จในการครอบงำท่าน

 

สิ่งที่เคยคาดเอาไว้เร่ิมเป็นจริง

  1. คนส่วนมากรู้สึกยินดีเหมือนยกภูเขาออกจากอก ความรู้สึกปลอดภัยคืนกลับมา นี่คือสิ่งที่ท่านพลเอกประยุทธ์ฯ และคณะ คืนกลับให้สังคมไทย เขาทั้งหลายจะเริ่มวางมือ แล้วยกภูเขาให้ท่านแบกคนเดียว แต่ละคนให้คำหวานขอบคุณ เชียร์ แล้วอีกสักพักก็จะเริ่มบ่นว่าท่านไม่ทำอะไร แต่ไม่ได้มองว่า ตนเองก็เลิกทำอะไรเหมือนกัน
  2. ทันทีที่มีคณะรัฐมนตรี ฯลฯ ท่านนายกฯ ก็ถูกระดมด้วยสารพัดนโยบายเศรษฐกิจ และวาะของที่ปรึกษาและคณะรัฐมนตรีแต่ละคน จนกระทั่งเวลาคิด เวลาทำงานหลักที่ตั้งใจไว้ลดลง ท่านค่อยๆ กลายเป็นผู้ที่ออกเสียงแทนทุกๆ คน ท่านเริ่มพูดโดยมีโพยของกระทรวงต่างๆ และเริ่มอาสาเอาปัญหาทุกเรื่องที่เกิดขึ้น มาเป็นภาระของรัฐบาล โดยให้ความเข้าใจว่าต้องรัฐบาลเท่านั้นที่แก้ไขได้ เป้าหมายปฏิรูปของท่านที่ตั้งไว้ค่อยๆ ร่นไกลออกไป เพราะทุกคนไม่ได้ปฏิรูปการทำงาน แต่เน้นการครอบงำความคิดและเวลาของท่านด้วยงานเร่งด่วนของเขา และงานที่เขาคิดว่าสำคัญ
  3. คนในสังคมต้องการตัวท่านนายกรัฐมนตรี ไปประดับงาน กล่าวสุนทรพจน์ ฯลฯ เขาทุกคนได้หน้า แต่ประเทศไม่ได้งาน
  4. มีการตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน ฯลฯ ให้ช่วยงาน ระบบราชการเริ่มเดินหน้่าเต็มสูบ งานยิ่งไกลเป้าหมายออกไปอีก การประชุมในประเทศนี้ มีมากและไม่เคยมีข้อสรุปที่เอาไปทำต่อได้ ทุกคนทิ้งงานไว้ในห้องประชุมจนกว่าจะประชุมครั้งต่อไป ทั้งหมดนี้เอาเวลาของท่านไป จนท่านไม่เหลือเวลาสำหรับคิด และติดตามงาน
  5. คำพูดของผู้นำกลายเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ หลัก ๑๒ ข้อที่่ท่านนายกฯ คงมุ่งให้เกิดขึ้น กลายเป็นคำที่ทุกหน่วยงานเอาอกเอาใจ เอาไปส่งต่อให้ระดับล่างๆ ลงไปท่องจำเป็นมนตรา แทนเอาไปคิดใคร่ครวญ ลงรายละเอียดในเชิงปฏิบัติในอำนาจและหน้าที่ของตน เพื่อให้ได้ตามสาระและเจตนารมณ์

 

ถึงตอนนี้บอกได้เลยว่า การปฏิรูปเป็นไปไม่ได้ และการปฏิรูปเป็นไปไม่ได้ถ้าทำงานในระบบที่ไร้ใจจะปฏิรูป

ปีใหม่ย่างเข้ามาแล้ว เป็นปีใหม่ที่ดิฉันขอไว้แค่อย่างเดียว ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี และเพื่อนร่วมใจร่วมความคิดทุกคน ทำงานปฏิรูปได้สำเร็จ ขอให้ท่านเริ่มในเส้นทางที่ใช่ และตั้งใจแน่วแน่เรื่องเดียวคือเรื่องปฏิรูป และคิดให้ทุกวันว่า อะไรเป็นหน้าที่ใคร อย่าเผลอรับเอางานทุกงานมาใส่ตัว และเบียดที่ของงานปฏิรูปไป นั่นคือ ยึดเรื่องปฏิรูปเป็นเรื่องหลัก  ไม่ยอมให้เรื่องปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาใดๆ เว้นปัญหาความมั่นคง มาเบี่ยงเบนไป เรื่องอื่นๆ นั้นนายกรัฐมนตรีไม่ถนัด และไม่ใช่ธุระของการเข้ามาแก้ปัญหาในครั้งนี้ ก็ควรตามดู แล้วปล่อยให้คนที่ท่านเลือกมาแล้วเขารับไปทั้งผิดและชอบ เขาทำไม่ได้ท่านก็เปลี่ยนเขา เขาทำได้ เขาย่อมได้รับคำสรรเสริญเองอยู่แล้ว

 

 

มองตน ปฏิรูปตนเป็นอันดับแรก

การปฏิรูปต้องเริ่มที่พื้นฐานคือตน และคนใกล้เคียง และคือปฏิรูปทัศนคติว่าทุกคนมีหน้าที่ และทุกคนต้องทำหน้าที่ของตนให้เต็มสติกำลัง

การปฏิรูปตนเองของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ จำเป็นมาก ความไร้ประสิทธิภาพ การทำงานแบบเดิมๆ ที่ยืดยาด ยาวนาน การไม่ทำหน้าที่ เช่น ใช้พนักงานผู้น้อยทำงานใหญ่ ผู้ใหญ่นั่งประชุมแล้วประชุมเล่า แต่ไม่ตัดสินใจตามหน้าที่ เป็นปัญหาใหญ่ในระบบราชการทั่วไป (อาจจะยกเว้นทหาร) เวลาที่ข้าราชการเสียไป โดยใช้คนจำนวนมากเตรียมประชุม ร่วมประชุม ตลอดจนการสัมมนา และดูงาน มักได้ประโยชน์น้อยมาก

การประชุมทดแทนการทำงานไม่ได้ และเอกสารประกอบการประชุมยาวๆ ไม่ได้หมายความว่ามีคนอ่าน หรือว่าเอกสารมีประเด็นดีพอ การดูงานมักไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานที่เห็นชัด ทำอย่างไรจึงจะทำให้การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดทรัพยากรทุกขั้นตอน ทุกคนทำตามหน้าที่ และรับผิดรับชอบตามหน้าที่ เป็นวิธีคิด เป็นวิถีชีวิตของระบบราชการได้

 

 

แก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จถึงจุดยั่งยืน

เป็นหน้าที่ของท่านและคนในรัฐบาลต้องทำให้สังคมรู้ว่า ทุกคนมีหน้าที่ต้องทำ ยกตัวอย่างเช่น ท่านจัดการจนถนนมีระเบียบแล้ว แต่ว่าไปสักพักหนึ่ง ถ้าหย่อนความเข้มงวด ความไร้ระเบียบจะกลับมา เป็นการทำงานที่ไม่มีวันจบสิ้น

งานจะเปลี่ยนไปเมื่อมีการแก้ไขเบ็ดเสร็จ โดยทุกคนมีหน้าที่ เช่น

หน้าร้าน บ้าน อาคารสำนักงานของใคร มีแผงลอยมาตั้ง เจ้่าของอาคาร ร้าน บ้าน ตรงนั้นผิดและถูกปรับด้วยเงินจำนวนสูง (ซึ่งน่าจะได้ผลกว่าการไล่จับหาบเร่)

เจ้าหน้าที่ประจำท้องที่ไม่ว่าสังกัดใดต้องผิดด้วย และไม่ใช่ผิดแบบย้ายให้ไปทำซ้ำในพื้นที่อื่น

ปลูกจิตสำนึกคนซื้อให้เว้นการซื้อของที่ขายในที่ผิดประโยชน์ใช้สอย

หากมีการจัดงาน หรือให้ขายของใด ต้องให้แรงจูงใจที่ถูกต้อง ขายของผิดสุขลักษณะ เจอใบดำที่ร้าน ถ้าทำพื้นที่สกปรกไม่เก็บกวาดให้เรียบร้อย โดนห้ามขาย (การปรับโดยไม่ให้ค้าขายถ้าทำสกปรก ได้ผลกว่าการเก็บค่าทำความสะอาด ซึ่งเท่ากับได้ใบอนุญาตให้ทำสกปรกได้เพราะจ่ายเงินจ้างทำให้สะอาดแล้ว)

สรุปก็คือ ท่านไม่ควรยินดีกับคำสรรเสริญท่านว่า ตอนนี้บ้านเมืองมีระเบียบ ท่านควรเริ่มทุกมาตรการที่จะทำให้ระเบียบดำรงอยู่แม้ท่านจะไม่อยู่แล้ว

 

 

รัฐบาลควรเป็นผู้เอื้อโอกาสมากกว่าผู้ลงมือทำทุกอย่าง

การจะคืนความสุขให้ประชาชนนั้น ท่านได้ทำแล้ว ท่านคืนสภาพแวดล้อมที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัยในชีวิตของตนมากขึ้น ความสุขตรงนั้นเกิดแล้ว ความสุขอื่นๆ ท่านเหนื่อยทำแทนผู้คนในสังคมไม่ได้ ทุกคนต้องทำเอง สังคมจะเติบโตได้ดีถ้าทุกคนสร้างเอง โตเอง บนฐานความรู้และความคิด

รัฐบาลไม่ควรเป็นผู้ขันอาสา เลิกพูดคำว่า “รัฐบาลจะช่วย” และดับความหวังแบบนั้นลงไปเลย เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องแก้ปัญหาใหญ่ๆ ที่เหลือบ่ากว่าแรงราษฎรแต่ละคน หรือชุมชนจะแก้ได้ แต่ไม่ใช่เข้่าไปทำแทนทุกเรื่อง รัฐบาลต้องทุกวิถีทางให้ ทุกคนรู้ว่าต้องพึ่งตนเองเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือใครๆ (ท่านเองมีความคิดเห็นที่เป็นธรรมดาๆ แบบนี้อยู่มาก แต่ตอนนี้ค่อยๆ เลือนไป) เครื่องมือช่วยเหลือที่สำคัญจากภาครัฐควรจะเป็น ข่าวสารความรู้ที่จำเป็น เข้าถึงง่าย และภาษาฟังเข้าใจง่าย เพื่อให้แต่ละคนที่ได้รับข้อมูล นำไปใช้ในการตัดสินใจของตนเอง

เช่น เกษตรกรมีข้อมูลน้ำ ข้อมูลพันธุ์พืช ราคาและภาวะตลาด ฯลฯ แล้วตัดสินใจเองว่าจะปลูกอะไร อย่างไร

กรณียางพารายิ่งจำเป็น เพราะจีนเริ่มปลูก และในประเทศเองบริษัทผู้ผลิตยางเริ่มปลูกยางเอง พื้นที่อิสระเป็นเพียงส่วนเหลือ ตลาดยางที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องติดตามข้อมูลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง และการคาดล่วงหน้า มิใช่การให้เหตุผลในเหตุการณ์ย้อนหลัง เมื่อเกิดปัญหาแล้ว ผู้ที่อยู่ในฐานะผู้รักษาความมั่นคงของประเทศคงเข้าใจประเด็นนี้ดี และประเด็นนี้มีความสำคัญในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคมด้วย

ด้านสาธารณสุข ประชาชนต้องรู้ว่า แต่ละคนเป็นเจ้าของสุขภาพของตัวเอง พฤติกรรมบางอย่างคาดได้ล่วงหน้าว่าจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพใด ไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุข และไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ที่จะรับผิดชอบปัญหาสุขภาพแทนแต่ละคน

การให้ความรู้สำคัญที่สุด รัฐบาลควรจัดให้เกิดการให้ข้อมูล ไม่ใช่การให้ความเห็นที่ขาดฐานข้อมูลสนับสนุน และการสั่งการ ถ้าต้องการพลเมืองที่รู้คิด มีวินัย ไม่ใช่พลเมืองดีแต่วิจารณ์ และผลักภาระ

 

การเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างที่มีสาระ ให้ประชาชนและบุคคลทั่วไปได้ตรวจสอบหน่วยงานและรัฐบาลได้ด้วยตนเอง

บอกได้ไหมว่า แต่ละปี งบเดินทางไปต่างประเทศของส่วนราชการแต่ละส่วน (รวมมหาวิทยาลัย และสารพัดหน่วยงาน) เป็นเท่าใด ใครบ้างได้เดินทาง และแต่ละครั้งไปกันกี่คน ได้อะไรกลับมาที่เห็นเป็นรูปธรรม

บอกได้ไหมว่า ข้าราชการระดับสูงแต่ละคนในแต่ละวันหมดไปกับการประชุมกี่ชั่วโมง และกี่ครั้งที่ไม่ได้ไปประชุมเพราะเจองานซ้อน ประชุมแต่ละครั้งเกิดการดำเนินการใด

บอกได้ไหมว่า ค่าก่อสร้างแต่ละครั้ง กี่บาท ใครได้งาน สิ่งที่ทำนั้นจะได้อะไรขึ้นมา ไม่ต้องรอให้เดา ไม่ต้องรอให้เห็นเองเมื่องานเสร็จ

 

ฯลฯ

 

การบอกให้รู้ถ้าทำให้เป็นปกติ เป็นวิธีที่จะป้องกันคอรัปชั่นได้อีกทางหนึ่ง  ไม่ต้องรอการขุดคุ้ยเพราะไม่มีอะไรให้ขุด มีแต่การนำข้อมูลไปวิเคราะห์ ตรวจสอบ และปรับปรุงเมื่อเหมาะสม

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s