เสรีภาพทางวิชาการ

ถกเถียงกันว่า นักวิชาการถูกลิดรอนเสรีภาพทางวิชาการ และสังคมถูกปิดกั้นเสรีภาพในการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหรือไม่ ในเวลานี้ที่มี คสช. บริหารประเทศ
ตั้งคำถามตื้่นๆ ง่ายๆ ก่อนว่า เสรีภาพทางวิชาการคืออะไร
คำว่าเสรีภาพมีผู้ให้คำจำกัดความไว้แล้ว ตัวอย่างเช่น ในปี 1941 ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวถึงเสรีภาพ 4 อย่าง คือ
เสรีภาพในการพูดและการแสดงความคิดเห็น
เสรีภาพในการนับถือศาสนา
เสรีภาพที่จะอยู่อย่างปราศจากความอดอยาก (freedom from want)
เสรีภาพที่จะอยู่อย่างปราศจากความกลัว (freedom from fear)
ติดตามข่าวต่างๆ และฟังๆ มา สรุปว่าเสรีภาพทางวิชาการที่ต้องการ คือเสรีภาพข้อแรก — การแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ โดยไม่ถูกปิดกั้นหรือขอร้อง
ทำให้นึกต่อไปว่า นักวิชาการเท่านั้นหรือ จึงจะมีสิทธิแสดงความคิดเห็น ประชาชนทั่วไปมีสิทธิหรือไม่ นักวิชาการซึ่งเป็นผู้นำทางปัญญา ออกมาเรียกร้องสิทธินี้ให้กับประชาชนคนทั่วไปด้วยหรือไม่
และนักวิชาการต้องการแสดงความคิดเห็นในทุกเรื่อง ทุกเวลา กระนั้นหรือ จึงจะเรียกว่ามีเสรีภาพ หรือว่าต้องการแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ (เน้นที่คำว่าวิชาการ ไม่ใช่เน้นว่าผู้พูดมีสถานะเป็นนักวิชาการ)
นักวิชาการที่พูดนอกเรื่องวิชาการของตน นักวิชาการที่พูดเรื่องที่ตนยังไม่ได้วิจัย ไม่ได้มีความเป็นผู้นำในเชิงวิชาการในเรื่องนั้นๆ ถ้าถูกห้ามแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ตัวเองไม่ถนัด ไม่รู้จริง เพียงแต่ตนเป็นนักวิชาการ นับว่าถูกจำกัดเสรีภาพหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสิ่งที่พูดมีแนวโน้มว่าอาจออกนอกลู่นอกทาง และชวนให้ไขว้เขว เข้าใจผิด และไม่มีผู้พูดแสดงความคิดเห็นในทางตรงกันข้ามในเวทีเดียวกัน เพื่อให้แง่คิดอีกมุมต่อเรื่องเดียวกัน
โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เคยยอมถ้าใครจะมาห้ามการแสดงความคิดเห็น แต่ก็มีกติกาสำหรับตนว่า ไม่แสดงความคิดเห็นทุกเรื่อง แสดงเฉพาะเรื่องที่มั่นใจว่ารู้จริง
ในทำนองเดียวกัน ก็จะเลือกฟังแต่ความเห็นของนักวิชาการที่พูดในเรื่องที่ตนชำนาญและรู้จริง และก็ไม่เคยชอบนักวิชาการที่ใช้สถานะของตน ออกความเห็นทุกเรื่องทั้งๆ ที่บางเรื่องนั้นเป็นแค่การแสดงรู้สึกโดยที่ไม่มีความรู้จริง ไม่ว่าในทางกว้างหรือทางลึก
สรุปว่า เห็นด้วยว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่รู้จริง มีงานวิจัยหรือประสบการณ์ด้านวิชาการที่ได้ทำมาแล้วเป็นฐานอ้างอิงในการพูด เป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกลิดรอน
และก็เห็นด้วยว่า เสรีภาพในการพูดเรื่องนอกเรื่อง พูดข้างเดียว พูดแล้วผู้ฟังหรือสังคมไม่ได้ความรู้หรือความคิดเพ่ิม เป็นการพูดในหัวข้อตามกระแส เป็นเสรีภาพที่ถูกลิดรอนได้ก็ดี
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ ให้ความหมายของคำว่าเสรีภาพไว้ว่า
เสรีภาพ — ความสามารถที่จะกระทำการใดๆ ได้ตามที่ตนปรารถนา โดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง, ความมีสิทธิที่จะทำจะพูดได้โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
สิทธิเสรีภาพที่มักถูกละเมิดเนืองๆ เป็นการละเมิดที่แนบเนียนจนมองไม่ออกก็คือ สิทธิที่ผู้ฟังจะได้รับฟังความเห็นรอบด้าน และสิทธิในการโต้ตอบ
ยกตัวอย่างไกลเรื่องวิชาการคือ รายการแสดงในโทรทัศน์ ที่ผู้ดูขาดทางเลือกอย่างชัดเจน มีเหลือทางเลือกเพียงแค่เปิดโทรทัศน์หรือไม่เปิดโทรทัศน์ ดูโทรทัศน์หรือเลือกซื้อดีวีดี หรือเปิดยูทูบดู นับเป็นเสรีภาพที่จำกัดมาก แต่ไม่มีใครลุกขึ้นมาประท้วงจริงจัง เพราะผู้เสียหายกระจัดกระจาย รวมตัวกันไม่ได้
ในทำนองเดียวกัน การพูดละเมิดที่นิยมกันมากคือ พูดแบบไม่มีคู่กรณีที่ชัดเจนตรงตัว คือพูดคำกว้างเข้าไว้ เช่น ที่กำลังเขียนว่า “นักวิชาการ” หรือที่มักพูดกันว่า “คนไทย” “นักการเมือง” “พวกข้าราชการ” ฯลฯ เสรีภาพเป็นเหรียญ มีสองด้าน ด้านหนึ่งคือสิทธิเสรีภาพ อีกด้านหนึ่งคือความรับผิดชอบ และรู้ผิดรู้ชอบรู้หน้าที่ที่จะใช้เสรีภาพอย่างถูกต้อง เหมาะสม และเป็นประโยชน์
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ มาพร้อมหน้าที่ที่จะให้ความคิดเห็นในเรื่องที่ตนรู้จริง ศึกษาเล่าเรียนมา และทำวิจัยมาจริง พูดแล้วผู้ฟังเกิดปัญญารู้ตาม เห็นตาม หรือได้รู้มากขึ้นจากการได้รับฟังนั้น
คสช. อธิบายว่ารัฐบาลปัจจุบัน อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งไปอีกฉบับหนึ่ง หลังจากเกิดความวุ่นวายในหลายท้องที่ จากความคิดเห็นไม่ตรงกัน ต่างคนต่างคิดคนละอย่าง อยู่กันคนละฝ่าย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นฝ่ายเดียวมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวผู้กระทำ และต่อมาจับได้ว่ามีการส้องสุมอาวุธร้ายแรง ที่บางคนเชื่อว่าปล่อยไว้นานวัน จะกลายเป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งเมื่อระเบิดขึ้นมาเมื่อใด โอกาสยุติลงอย่างง่ายๆ เป็นไปได้ยากมาก เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแก่กัน
คสช. ประกาศนโยบายจะปฏิรูปประเทศก่อนที่จะคืนอำนาจสู่ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงในคูหาเลือกตั้ง
สิ่งที่นักวิชาการน่าจะทำคือพิจารณาเชิงวิชาการเพื่อช่วยกันปรับปรุงประเทศและสังคมของเราให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะมี คสช. หรือไม่ ก็ควรจะทำสม่ำเสมอ ให้สมกับเป็นปัญญาชน
ยิ่งมี คสช. ยิ่งควรเป็นโอกาสในการเร่งปรับปรุง ปฏิรูป
ปฏิรูปอะไรบ้าง
เร่ิ่มใกล้ๆ ตัวก่อน ปฏิรูปตนเอง ที่เคยเอ็นจอยเสรีภาพในการสอนหนังสือแบบเตรียมปีเดียวสอนซ้ำได้หลายปี เสรีภาพในการส่งงานวิจัย และส่งผลตรวจข้อสอบตามใจตน ไม่ยอมส่งให้ตรงเวลา เป็นเสรีภาพที่ควรถูกลิดรอน ถ้าหากว่าไม่ละเลิกด้วยตนเอง เพราะเป็นการใช้เสรีภาพส่วนตนไปละเมิดกฎระเบียบโดยถืออภิสิทธิ์ และยังไปกระทบสิทธิของผู้อื่นอีกด้วย เช่น ทำให้นิสิตนักศึกษาเสียโอกาสในการได้การศึกษาที่สมควรแก่เวลา และประเทศชาติเสียหายจากการได้บัณฑิตที่ดีมีคุณภาพไป
นักวิชาการและอาจารย์เรียกร่้องเสรีภาพในการพูดและการแสดงความคิดเห็นต่อ คสช. ควรหันไปดูว่าสิทธิในการพูดและแสดงความคิดเห็นในเรื่องการบริหารจัดการภายในองค์กร ในภาควิชา ฯลฯ มีหรือไม่
ถ้าตนเองมี ถามต่อไปว่าได้เคยใช้หรือไม่ เพื่อปรับปรุงสังคมเล็กๆ รอบตนให้ดีขึ้น ตรงนี้ยิ่งใหญ่มากเพราะมหาวิทยาลัยคือฐานของปัญญาของประเทศ เป็นที่บ่มที่เพาะพลเมืองในอนาคตของประเทศ
ถามอีกด้วยว่าในฐานะผู้บริหาร ได้เปิดโอกาสนั้นให้กับอาจารย์ผู้น้อย พนักงานอื่นๆ และ ให้กับนิสิตนักศึกษาด้วยหรือไม่ ที่เขาเหล่านั้นจะได้เสรีภาพในการพูด และพูดได้โดยปราศจากความกลัว เช่น กลัวว่าจะไม่ได้เกรด ไม่ได้เงินเดือนขึ้น และไม่ได้รับการต่ออายุงาน
ความกลัวและการขู่บังคับไม่จำเป็นต้องมาพร้อมอาวุธ ที่ร้ายแรงกว่านั้นอาจทำให้ตายทั้งเป็นได้ก็คืออำนาจมืด
การออกไปประท้วงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในบางครั้ง ก็เป็นเพราะการเกรงว่าอำนาจมืดจะลุกลามจากการอยู่ในที่มืด และโดยนัยยะ ไปเป็นการคุกคามอย่างเปิดเผยมิใช่หรือ
ถ้าเราตั้งต้นที่ปฏิรูปตนเอง และพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า เสรีภาพที่พึงมี และที่อยากมีคืออะไร ตนปฏิบัติตนอย่างไร และปฏิบัติต่อผู้อื่นเสมอกันหรือไม่ ก่อนจะไปเรียกร้องเอาจากที่ไกลๆ
ทำได้แบบนี้ สังคมนี้คงเป็นสังคมที่อุดมปัญญาขึ้นอีกมาก

2 Comments

  1. ผมติดตามงานเขียนของคุณนวพรมานานแต่ไม่ค่อยชำนาญเรื่องไอที จึงไม่ได้ร่วมเสวนาด้วย แต่จากหัวข้อนี้ผมมคิดว่าน่าเอามาขยายความจะได้แยกแยะใ้ห้คำว่าเสรีภาพทางวิชาการไม่กลายเป็นของนักวิชาการจอมปลอมครับ

    Reply

    1. ขอบคุณมากค่ะ ที่ติดตาม. ตอนนี้ไม่ได้เขียนในมติชนเป็นประจำแล้ว
      เขียนๆไป ตอนหลังความสนใจไกลเรื่องเศรษฐศาสตร์ออกไปทุกที
      ติดตามได้ใน blog หรือหนังสือนะคะ
      มีคอลัมน์ในสกุลไทย เบากว่า
      ตอนนี้กำลังเล่นเรื่อง townscape
      (คิดชื่อเอง). คือกึ่งๆ urban planning, landscape และ city scape. โดยมองจากมุมของคนอยู่

      Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s