พุทธธรรมกับสังคม

 

IMG_0100

“วิกฤตบ้านเมืองเนื่องจากขาดหลักพุทธธรรม”

การอภิปรายสัมมนาสาขาปรัชญา

มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๗

 

ได้รับมอบหมายให้นำเสนอความเห็นเรื่องในภาคธุรกิจเอกชน เพื่อเป็นโจทย์วิจัยในอนาคต และในตอนท้ายมีความเห็นครอบคลุมภาคส่วนอื่นๆ ด้วย

 

 

ตรงไหนที่มีปัญหา

คนมีปัญหากับพนักงานบอกว่า “สมัยนี้ฉาบฉวย ชอบท่องจำอย่างไม่เข้าใจ ขาดการวิเคราะห์ ไม่ต้ังคำถาม ต้องการอะไรง่ายๆ แบบบะหมี่ไวไว สรุปว่ารู้โดยไม่มีปัญญา ขาดวิมังสา การไตร่ตรอง”

คนรับพนักงานใหม่บอกว่า “ขอแค่ซื่อสัตย์ ขยัน ใฝ่รู้” ขอมากไปไหม

คนอยู่ในวงการเงินบอกว่า “คนเราหลอกกระทั่งตัวเอง จนตัวเองเชื่อว่าสิ่งที่ทำนี้ดี ทั้งๆ ที่ไม่ดี ซื้อขายหุ้นเอาเปรียบลูกค้า ใช้ข้อมูลวงใน เขาไม่เข้าใจว่าผิดตรงไหน ไม่ผิดศีลสักข้อ เขาหัวไวต่างหาก”

ท่านเจ้่าอาวาสบอกว่า “คนเราอยู่ร่วมกัน เอาความฉลาดไปเอาเปรียบผู้อื่น โลภอย่างเกินขอบเขต ก็อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขยาก”

สรุปว่า โลภะเป็นตัวนำปัญหา และการขาดเมตตาต่อกันและกันเป็นตัวช่วยสร้างปัญหาให้รุนแรงขึ้น

แต่ว่า อะไรล่ะ ที่ทำให้โลภะในสังคมไทยหรือสังคมโลกทุกวันนี้แก่กล้ายิ่งนัก

และเรากำกับมันได้อย่างไร

 

การกำกับในภาคธุรกิจ

ประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) เป็นประเด็นสำคัญที่เป็นธุรกิจใหญ่ๆ เช่น ธนาคารพาณิชย์ กิจการประกันภัย และบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีองค์กรกำกับดูแลกิจการ และองค์กรเหล่านี้มักออกระเบียบ ข้อบังคับ หรือคู่มือแนะนำการประกอบกิจการที่ดี คือมีธรรมาภิบาล

ธรรมาภิบาลคือการกำกับความโลภ เช่น ไม่ให้ผู้บริหารเบียดบังเงินที่ควรเป็นของกิจการ คือเป็นของผู้ถือหุ้นทุกคนตามส่วนในการถือหุ้น ไม่ให้คนวงในเอาเปรียบคนอื่นๆ ที่มีข้อมูลน้อยกว่า เป็นต้น

แล้วก็มีองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบโดยผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ ซึ่งก็สุดแท้แต่ว่าองค์กรคุ้มครองฯ ทำงานได้ประสิทธิผลเพียงใด ในเรื่องใดบ้าง

สรุปก็คือใช้การเปิดเผย และการกำกับดูแล เป็นเครื่องมือ และผู้รับบริการหรือผู้ซื้อก็ต้องรู้จักการหาข้อมูลเพื่อปกป้องตนเอง

 

แต่ความโลภบางอย่างก็ขาดการกำกับ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องและสังคมโดยรวม เราจึงเห็นคนที่ทำงานอย่างฉาบฉวย คนที่ไม่ใส่ใจวิธีการที่ถูกต้อง คนที่สมคบคิดกันคอรัปชั่น (โดยทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ทำหน้าที่ของตน)

การคอรัปชั่นต้องมีทั้งผู้รับและผู้จ่าย สองฝ่ายพร้อมกัน

นอกจากเรื่องคอรัปชั่นโดยตรงแล้ว ยังมีการคอรัปชั่นที่ดูเหมือนเล็กน้อยในจำนวนเงิน แต่เมื่อทำมากๆ คนเข้่า ก็เป็นเรื่องใหญ่ และกลายเป็นนิสัยประจำชาติ เช่น การละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิส่วนรวม เราจึีงเห็นร้านเร่ แผงลอย รุกล้ำทางเดิน และสมคบกันกระทำผิดทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย และเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นต้น

 

โลภะที่แก่กล้ามาจากไหน

มาจากบรรทัดฐานของสังคมปัจจุบัน

บรรทัดฐานภายในสังคมและองค์กรใด ยกย่องและให้ตำแหน่งกับคนเอาหน้า คนพูดเก่ง คนนำเสนองานได้เก่ง (บางคนก็เก่งจริง บางคนดีแต่พูด) และละเลยคนทุ่มเทกับงาน คนที่สนใจวิชาการลและพูดไม่เก่ง ก็จะมีคนเอาหน้าจำนวนมากที่ก้าวขึ้นไปเป็นใหญ่เป็นโต

สังคมใดที่สมาชิกในสังคมมีความเห็นว่า ยิ่งรวยยิ่งดี และรวยแบบไหนก็ได้ สังคมนั้นจะสร้างคนรวยที่ไม่จำกัดวิธีได้มาซึ่งความรวยนั้นว่าสุจริตหรือไม่

แล้วยังมีความเห็นแฝงที่ผิดพลาดว่า คนรวยเป็นคนเก่ง และรวยแล้วย่อมมุ่งทำความดี

ผู้มีความเห็นเช่นนี้ ไม่ได้ทบทวนหรือท้าทายความเห็นตนเองโดยการตั้งคำถามว่า

  • แน่หรือที่ว่ารวยแล้วจะเลิกโลภ
  • ความโลภมีขีดจำกัดด้วยหรือ และ
  • ถ้าหากที่มาของความรวยคือการทำที่ผิดๆ ผู้ที่รวยแล้วจะเลิกทำผิดได้อย่างกระทันหันละหรือ

ในสภาพแวดล้อมและความเป็นปกติของสังคมที่เห็นว่าวิธีการไม่สำคัญ ใจไม่สำคัญ เป้าหมายอยู่ที่ความมีเงินเท่านั้น และยกย่องกันที่เป้าหมายนี้ ความทุจริตย่อมมีมากเป็นธรรมดา เพราะความมั่งคั่งร่ำรวยกลบหรือลดทอนความสำคัญของจริยธรรมต่างๆ ได้หมด

ด้วยเหตุดังนี้ แม้คนที่ตั้งใจดี ความโลภและค่านิยมรอบๆ ตนก็ทำให้ความตั้งใจดีเป๋ไปได้

ทางแก้ที่สำคัญคือ คบหากัลยาณมิตร รู้จักเตือนตนของตน รู้เท่ารู้ทันกิเลส และเชื่อในกรรมอย่างถูกต้อง

 

กรรมและผลของกรรม: อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เรื่องการให้ทำดี มีอยู่ในทุกศาสนา

ศาสนาพุทธมีโลกียธรรม และโลกุตรธรรม

โลกียธรรม สอนให้ดำรงตนอยู่ในความดี เพื่อ ประโยชน์เฉพาะหน้าคือความปกติสุขในสังคม สะสมบุญเพื่อประคองตนไม่ให้ตกต่ำในชาติต่อๆ ไป (อนาคตอันใกล้) แต่ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายแห่งโลกุตระ คือความเป็นอริยะ นับเป็นประโยชน์อันสูงสุด

โลกุตรธรรม ธรรมที่สอนเรื่องทุกข์และการทำให้ทุกข์ทั้งหมดสิ้นสุดลง เพราะดับไฟกิเลสลงได้

ทั้งหมดนี้ต้องมีกรรมศรัทธา

 

บางคนมีความคิดในทำนองที่ว่า

*ทำชั่วได้ดีมีให้เห็นถมไป

*คนนี้ทำอะไรก็ไม่ได้ดี เป็นกรรมเก่า

*มั่งคั่งร่ำรวยตอนนี้ แปลว่าทำบุญมาดี (สรุปว่ารวยคือดี)

ทั้งนี้เป็นการมองกรรมอย่างผิดพลาด มองไม่ทะลุ

เห็นปัจจุบันเฉพาะหน้าว่า เป็นผลของอดีต  จึงนำผลที่เห็นอยู่ตรงหน้า ย้อนไปอธิบายเหตุ โดยที่ตนเองไม่รู้เหตุอย่างแท้จริง (คือเห็นปัจจุบัน พยายามอธิบายจากอดีต)

ไม่ได้มองว่าการกระทำในปัจจุบันเป็นกรรม หากทำกรรมไม่ดีในวันนี้ จะมีวันหนึ่งข้างหน้าที่ผลกรรมส่งสนอง หากทำกรรมดี (หรือทำเหตุให้ดี) ในวันนี้ กรรมดีย่อมสะสมและส่งผล อันเป็นตอนที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว (คือเห็นปัจจุบัน ว่าเป็นการส่องไปสู่อนาคต)

แบบนี้เป็นการมองที่เหตุ ไม่ใช่มองที่ผล

การมองว่าการกระทำในปัจจุบันเป็นเหตุของอนาคต เป็นการเป็นอยู่ด้วยปัญญา

กรรมศรัทธา และวิปากศรัทธา (ความเชื่อในกรรมและผลของกรรมว่ามีจริง) ความเชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และการเช่ื่อว่าทุกคนมีกรรมเป็นของๆ ตน ไม่มีใครรับแทน ไม่มีใครทำแทนใครได้ เป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการเป็นพุทธศาสนิกชน

 

 

สำหรับผู้บริหารองค์กรและคนที่เป็นสมาชิกในสังคม เราจะมีส่วนในการทำให้ความโลภที่ระบาดอยู่ทุกวันนี้ ถดถอยลงได้บ้าง เช่น ในองค์กรมีระบบงานที่มีความโปร่งใสในการทำงาน

มีการติดตามตรวจสอบ มอนิเตอร์การทำงาน เพื่อให้รู้ว่า ใครทำ ใครไม่ทำอะไร

ทุกคนจะได้รู้ว่าใครเป็นผู้ทำอะไร และได้ทำไปอย่างไร

ถ้าตั้งทิศได้ถูกต้องคือให้ค่าของความดี ด่้วยการให้โอกาสกับคนที่ทำดีได้มีความก้าวหน้า ได้เป็นผู้นำหรือผู้บริหารในองค์กร คือทำให้คนทำดีได้รับผลดีท่ี่เห็นทันตาในองค์กรของตนเอง ในสังคมของตนเอง

ในขณะเดียวกัน ก็มีการลงโทษที่ชัดเจน เป็นธรรม และทันท่วงที สำหรับผู้ที่ทำพลาดจากทำนองคลองธรรม

ด้วยวิธีการนี้ ทุกคนก็จะมีส่วนช่วยฟื้นฟูให้เกิดศรัทธาในการทำดี

ระบบการให้รางวัล ถ้าเน้นที่กระบวนการ เน้นที่ความพยายาม และความถูกต้อง (ไม่เบียดเบียน ไม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎ กติกา และศีลธรรม จริยธรรม)  จะได้ผลต่างจากระบบการให้รางวัลที่ดูผลอย่างเดียว (กำไรมากแปลว่าดี รวยมากแปลว่าดี) โดยไม่สนใจวิธีการหรือกระบวนการ

 

วิกฤติในสังคมไทยจากวาจาทุจริต

“บาปอันชนผู้มักพูดเท็จไม่พึงทำ ย่อมไม่มี”  (คาถาธรรมบท)

มองให้กว้างออกไปถึงสังคมโดยรวม วิกฤติในสังคมไทยในเวลานี้ มีส่วนสำคัญมาจากวาจาทุจริต และการไม่ “เง่ียโสตลงสดับ”

คือพูดไม่ดี และยังไม่ฟังกันอีกด้วย

 

ในศีล ๕ มีเรื่องให้ละเวันจากการพูดเท็จ

ในกุศลกรรมบท ๑๐ เรื่องของวาจาทุจริตมี ๔ อย่างคือ

  • พูดเท็จ
  • พูดส่อเสียด
  • พูดคำหยาบ
  • พูดเพ้อเจ้อ

การพูดส่อเสียด เป็นการพูดจาว่าร้ายผู้อื่น หรือพูดจาต่างๆ นานา ที่จะทำให้ผู้ฟังแตกรักแตกสามัคคี เกลียดคนอื่น ฝ่ายอื่น แล้วหันมารักมาชอบตน

เรื่องนี้ระบาดหนักอยู่ในสังคมไทย จนถึงขนาดว่าต่างคนต่างเลิกฟังอีกฝ่าย ต่างก็ตั้งใจฟังวาจาส่อเสียดจากฝ่ายที่ตนรักตนชอบด้านเดียว

 

การพูดคำหยาบ หมายถึงการพูดให้อีกฝ่ายเจ็บช้ำนำ้ใจ

 

พูดเพ้อเจ้อ คือพูดเรื่องไร้สาระ สักแต่ว่าพูดไป ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด

 

 

วาจาเพื่อความปรองดอง

พระพุทธวจนะมีดังนี้

“ชนเหล่าใด พูดกันอยู่ ผิดใจกัน มั่นมุ่งไปคนละทาง ต่างยกตัวกระทบกระเทียบกััน (อย่างอนารยชน) จ้องหาช่องผิดของกันและกัน ชนเหล่านั้นย่อมยินดีคำผิด คำพลาด ความเผลอ ความเพ้อของกันและกัน

“ถ้าอารยชนใคร่จะพูด ก็เป็นผู้ฉลาด รู้จักกาล พูดแต่ถ้อยคำที่ประกอบด้วยเหตุผล ที่อารยชนประพฤติกัน ไม่โกรธ ไม่ยกตัว มีใจสงบ ไม่ตีเสมอ (ไม่เห็นอีกฝ่ายเป็นคู่แข่ง) ไม่รุนแรง (ไม่คลุมด้วยกิเลส) ไม่เอาหน้า รู้ชอบแล้วจึงกล่าว ที่เขาพูดถูกก็อนุโมทนา เมื่อเขาพูดผิดก็ไม่รุกราน ไม่ใฝ่เอาเปรียบ เขาพูดพลั้งไปบ้างก็ไม่ถือ ไม่พูดพล่าม ไม่พูดเหยียบย่ำทับถมเขา ไม่พูดคำสบถสาบาน

“การพูดของสัตบุรุษทั้งหลาย เป็นการพูดเพื่อให้เกิดความรู้ ความเลื่อมใส (ในความดี)

อารยชนทั้งหลายย่อมพูดกันอย่างนี้

 

“นี่เป็นการสนทนากันแห่งอารยชน ผู้มีปัญญารู้ความจริงข้อนี้แล้ว พึงพูดจาอย่ายกตัว”

(พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต กถาวัตถุสูตร)

 

สังคมพุทธพึงสดับพระพุทธวจนะข้อนี้ แล้วปฏิบัติตามกันเถิด

 

 

ปัญหาของคนรับสาร

ในปัจจุบันนี้ข่าวสารมีมาทุกทุศทาง ข่าวสารจำนวนมากไม่ได้กรองมาก่อนนำเสนอ ข่าวสารบางอย่างผู้นำเสนอมีอคติเจือ การนำเสนอจึงเอนไปเพื่อประโยชน์บางอย่างของตน

ผู้รับข่าวสารจำเป็นต้องรับด้วยความระมัดระวัง

ปัญหาของคนรับสารมีหลายอย่าง คือ

  • ไม่ได้แยกแยะ
  • ไม่สามารถแยกแยะได้
  • ไม่รู้ว่าต้องแยกแยะ
  • ไม่ต้องการแยกแยะ

ปัญหาแรกๆ เป็นเพราะผู้รับสารไม่ได้ฟังด้วยปัญญา หรือไม่มีปัญญาในการรับฟัง

ปัญหาประการสุดท้าย เป็นผู้ปล่อยให้อคติครอบงำ

 

 

เลือกธรรมะข้อใดมาพิจารณา

พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์อยู่ ๔๕ พรรษา คำสอนมีมากมาย แต่ละคำสอนเหมาะกับคนบางหมู่บางเหล่า ดังนั้น ถ้าหยิบคำสอนพระสูตรต่างๆ มา ก็จะเจอได้หมด แต่สรุปรวมแล้ว ส่ิงที่ทรงสอนมีแก่นอยู่ที่ การทำจิตให้ผ่องใส พ้นจากกิเลส หรือพูดจากมุมของทุกข์ก็คือ เป็นการทำให้ทุกข์ทั้งหลายที่ทำให้เราหมุนวนอยู่ในวัฏฏะ สิ้นสุดลงสำหรับตน

นอกจากจะมองหาธรรมะจากคำสอนแล้ว สิ่งที่ไม่ควรลืมนำมาพิจารณาด้วยก็คือ ส่วนที่เป็นพุทธจริยา ที่ควรทำตาม

ยกตัวอย่าง เช่น การติดตามผล

เมื่อทรงสอนผู้ใดแล้ว ก็ทรงติดตามความก้าวหน้าของผู้ปฏิบัติ และทรงชี้แนะในโอกาสอันควร เพื่อความก้าวหน้าแห่งการปฏิบัติของบุคคลนั้นๆ

ทรงรับฟัง เพื่อแก้ไขให้เหมาะสม เช่นกรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจนมีการบัญญัติพระวินัยข้อต่างๆ เป็นต้น

(ดูเรื่องแนวทางการปฏิบัติที่ชาวเราผู้เป็นปุุุถุชนพึงใช้เป็นบทเรียน และดำเนินตาม ในหนังสือ นวพร เรืองสกุล “๒๖ ศตวรรษ … พระพุทธเจ้า สุดยอด ซี อี โอ” เป็นหนังสือที่ขอรับทุนวิจัยจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิมพ์โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)

 

มองบทบาทของสงฆ์

                ในการอภิปรายเพื่อหาโจทย์วิจัยของสภาวิจัยในวันนั้น มีฝ่ายพระสงฆ์นำเสนอมุมมองจากฝ่ายสงฆ์ด้วย แต่ท่านเน้นในเรื่องของกฎหมายและประเด็นที่ว่าฆราวาสมีหน้าที่ด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้พระภิกษุทำแต่ฝ่ายเดียว

จึงมีข้อเสนองานวิจัยในส่วนที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา บางประการ เป็นการมองจากมุมของคนนอกวงการ ที่ได้รับมอบหมายให้พูดประเด็นธุรกิจ กลับไปดูวงการศาสนา

สรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

๑. พระสงฆ์เป็นเสขบุคคล ผู้ยังต้องเรียนอยู่ พระสงฆ์ทำหน้าที่ของตนในด้านนี้อย่างเต็มที่หรือยัง มีข้อขัดข้องใด

๒. มีคำปรารภว่าสมัยนี้คนไม่เข้าวัด ควรเป็นหัวข้อวิจัย แทนการกล่าวลอยๆ ว่าคนไม่เข้าวัดจริงหรือ และไม่เข้าด้วยเหตุผลใด และคนที่เข้าวัด เข้าด้วยวัตถุประสงค์ใด และวัตถุประสงค์ทั้งการเข้าและไม่เข้าวัด เป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้พระศาสนายั่งยืน และมีประโยชน์ (relevant) ต่อคนยุคนี้หรือไม่

๓. ดูจำนวนคนแล้ว ดิฉันเห็นว่าคนเข้าวัดมาก ไม่เข้าตอนไหน ก็เข้าตอนไปงานสวดพระอภิธรรม และสังเกตเห็นว่าสังฆทานก็มีถังสีเหลืองเต็มวัดบางวัด

คำถามย้อนกลับก็คือ วงการสงฆ์ และสำนักพุทธฯ คิดปรับรูปแบบงานสวดพระอภิธรรม บทสวด และการทำสังฆทาน ให้เป็นประโยชน์ในการสั่งสอนธรรมะอันถูกต้อง และเหมาะสมกับสถานะทางจิตของบุคคลเหล่านั้นบ้างหรือไม่

คนที่เข้าวัดมาแล้ว จะมากหรือน้อยควรได้ธรรมะติดกลับไป เหมือนกับในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรม มีผู้ฟังที่ฟังแล้วเลื่อมใส ถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะต่อไป ตลอดชีวิต

๔. ควรมีการวิจัย และพิจารณากันให้ถึ่ถ้วนว่า กฎของมหาเถรสมาคม ลงกันกับพระวินัยหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น การเป็นอุปัชฌาย์ และจะมีการทำระบบสมัยใหม่เข้ามาช่วยตรวจสอบประวัติผู้ขอบวชประการใดหรือไม่

๕. ควรมีการบริหารจัดการอย่างไรกับวัดและที่ธรณีสงฆ์ ให้เหมาะกับยุคสมัย และจัดการแบ่งแยกงานของภิกษุ กับอุบาสก หรือฆราวาสให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าอะไรๆ ก็ยกให้เป็นหน้าที่ของพระทั้งหมด พระที่บวชมาเพื่อตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่อเป็นสาวกของพระศาสดากลับต้องมารับภาระทางโลก และอุบาสกทอดธุระการพระศาสนาไว้กับพระ เป็นการทำผิดหน้าที่ทั้งสองฝ่าย

ส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการ เช่น ทำอย่างไรกับวัดร้าง วัดที่มีพระเพียง ๒ – ๓ รูป ในขณะที่บางท้องที่ชาวบ้านต้องการวัด กลับไม่มีวัด ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงว่า ชุมชนเปลี่ยนแปลงย้ายถิ่น แต่วัดอยู่ที่เดิม

๖. พระพุทธศาสนาในระดับโลก ไม่มีองค์กรกลาง เหมือนศาสนาอื่นๆ

เราจะทำอย่างไรจึงทำให้การบริหารจัดการสงฆ์เป็นเอกภาพ หรือมีศูนย์กลางที่ชัดเจน และควรมีหรือไม่

ทุกวันนี้ ประเทศไทยเป็นผู้นำในวงการพุทธ แต่ไม่ได้มีสิ่งใดที่ชัดเจนอันแสดงถึงความเป็นผู้นำ

พระพุทธศาสนาในแต่ละประเทศต้องพึ่งพาอาศัยรัฐในแต่ละประเทศ แต่รัฐในหลายประเทศก็ไม่เป็นที่พึ่ง

ยกตัวอย่างเฉพาะของประเทศไทย เช่น ไม่มีใครช่วยเฉลี่ยเงินจากวัดที่ได้เงินจากศรัทธาของชาวบ้าน ไปให้วัดที่มีพระที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่อเสริมฐานของพระพุทธศาสนาให้แข็งแรง

คนอาศัยผ้าเหลือง แล้วทำผิดพระวินัย บ้านเมืองไม่ได้ช่วยเป็นธุระสอดส่องดูแล ปล่อยให้พระดูแลกันเอง หรือชาวบ้านที่ไม่เข้าใจศาสนาเพียงพอ แทนที่จะช่วยกันกำจัดคนนอกลู่ที่ทำให้ศาสนาเส่ื่อมเสีย กลับเพียงแต่ซุบซิบนินทาและทิ้งวัด อันแสดงถึงว่า เราไม่ได้ถือว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนประจำชาติที่ทุกคนที่ถืออำนาจรัฐในระดับต่างๆ ต้องช่วยกันเป็นธุระ

พระพุทธศาสนาจึงอยู่ในสถานะที่ไม่แน่นอน

 

บทบาทของสื่อ

อีกกลุ่มหนึ่งที่มีตัวแทนอยู่บนเวทีคือสื่อมวลชน ซึ่งชี้ประเด็นว่า สังคมเป็นเช่นไร สื่อเป็นเช่นนั้น เพราะสื่อต้องพึ่งผู้อ่าน ข่าวที่นำเสนอมักเป็นไปตามที่คิดว่าผู้อ่านต้องการ

จึงมีข้อเสนองานวิจัยในส่วนที่เกี่ยวกับสื่อบางประการ ดังนี้

สื่อต่างๆ เป็นครู ตั้งแต่ก่อนเด็กจะเข้าโรงเรียน และเป็นครูแม้เมื่อจบการศึกษามาแล้ว สื่อเป็นผู้ให้การศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต หน้าที่ของสื่อมวลชนจึงสำคัญมาก และมีส่วนหล่อหลอมความคิด ทัศนคติ ค่านิยม ของผู้คนในสังคม อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

ยกตัวอย่างเช่น ละครโทรทัศน์สมัยนี้ เน้นหนักเรื่องผู้หญิงหาทุกกลวิธีที่จะแย่งผู้ชาย แย่งสมบัติ แย่งยศศักดิ์ แย่งผลงาน น่าจะมีการวิจัยว่า สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคเพียงใด เชื่อว่านักวิจัยเก่งๆ ด้านสังคมวิทยา พฤติกรรมศาสตร์ ฯลฯ น่าจะวัดได้ เหตุใดจึงมีแต่รายการที่มีเนื้อหาทำนองนี้

เมื่อเห็นผู้สัมภาษณ์แหล่งข่าว และผู้ทำหน้าที่วิเคราะห์ข่าวพร้อมกับคำถามธรรมดาๆ ที่ใช้ถามแหล่งข่าวคนไหนก็เหมือนกัน และบางครั้งก็มีคำถามนอกบริบทเรื่องที่กำลังพูดกัน เหมือนใจไม่ได้อยู่ในการสนทนา ก็น่าจะเป็นโจทย์วิจัยได้ว่า เหตุใดคนจำนวนหนึี่งจึงไม่ดูโทรทัศน์ไทย (ไม่ใช่ไม่ดูโทรทัศน์ใดๆ เลย) และรายการทำนองเดียวกันในเมืองไทย และในต่างประเทศ “ให้อะไร” กับคนดูต่างกันแค่ไหน ต่างกันตรงไหน เราจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไรหรือไม่ เพื่อเดินไปสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ดิฉันเชื่อตามที่ผู้ใหญ่เคยแนะนำในการเขียนหนังสือว่า จะมากหรือน้อย ต้องให้ผู้อ่านได้อะไรบ้าง (ไม่ใช่ได้แต่ความบันเทิง หรือความสะใจ) จึงเน้นว่า เราต้องมีพื้นที่สำหรับหนังสือดีที่ขายได้ ไม่ใช่มีแต่หนังสือที่ขายดี

ดิฉันเชื่อว่า สื่อใดๆ ก็ใช้หลักเดียวกันนี้ได้

 

 

ปัจฉิมบท

เรื่องนี้แบ่งเป็น ๒ ตอน

ตอนแรก เป็นเรื่องของพุทธธรรมกับสังคม อันเป็นเรื่องที่ผู้พูดทุกคนได้รับมอบหมายให้มาพูดจากจุดยืนและประสบการณ์ต่างอาชีพของแต่ละคน

ตอนที่สอง เป็นเรื่องของโจทย์วิจัย ที่แต่ละคนมีข้อเสนอ

ข้อเสนอของดิฉันก้่าวข้ามวงธุรกิจไปหาปัญหาสังคมเรื่องศาสนาและสื่อ ด้วยสองเหตุผลคือ

ข้อแรก เรื่องวิจัยด้านธุรกิจมีทำกันมากแล้ว นักธุรกิจมักถูกสอดส่องเป็นพิเศษจากสังคม และยังมีองค์กรกำกับดูแลอีกหลายองค์กร

ข้อสอง เรื่องศาสนากับสื่อเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสังคม และโจทย์น่าวิจัยมีมากมาย

 

ในส่วนสุดท้ายนี้ขอกลับมาที่เรื่องพุทธธรรม และความโลภ อันเป็นกิเลสที่ขับเคลื่อนคนทั้งหลาย

— ขอให้ตั้งจิตให้ตรงทาง–

มงคลในชีวิตของคนเราคือ

เรียนรู้ให้มาก

มีวินัย

รู้อุปการะคนที่ได้ทำให้ตน

อดทน

คนเราทุกคนมีหน้าที่ ทำหน้าที่ของเราให้ดี เต็มตามหน้าที่ที่พึงทำ ไม่ติดค้างใคร คนรับเงินเดือนไม่ทำหน้าที่ให้เต็มที่ ติดหนี้นายจ้าง พระไม่ปฏิบัติจนบรรลุธรรม ‘เป็นหนี้้ก้อนข้าวของชาวบ้าน‘   (นี่เป็นคำของพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล)

มีคนเคยกล่าวถึงอีกคนหนึ่งว่า “เขาเป็นคนดี”

“ดียังไง”

“เขาเป็นคนไม่โลภ”

คนโลภอาจจะถึงกับอยากได้ของของคนอื่น ไม่ใช่แค่อยากได้ให้มากเฉยๆ

อยากขนาดนั้น ก็เอาความฉลาดไปเอาเปรียบผู้อื่น กลายเป็นคนขาดเมตตา

ทั้งอโลภะ และเมตตา (อโทสะ) เป็นโสภณเจตสิก —  สิ่งอันงดงามที่มาประกอบในจิต

 

— ขอให้ระลึกถึงตนตามความเป็นจริง–

คนเรามักจะลืมไปว่า ละครสนุกแค่ไหน ก็จบ

ลองเขียนประวัติตนไว้สำหรับงานศพตัวเองตั้งแต่วันนี้ซิ (เขียนบทจบก่อนจบจริง) หรือลองคิดดูว่า ใครเขาจะเขียนถึงงานศพของตัวเราเองว่ายังไง และใครเขียนให้บ้าง

อาจจะรักษาสติได้ดีขึ้น

 

 

นวพร เรืองสกุล

๑๓ กันยายน ๒๕๕๗

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s