Bellagio (ต่อ)

IMG_7854

  คนมีปีศาจงานสิง

สิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของฉัน ในความคิดของเพื่อนร่วมวิลลาที่ต่างก็มาทำงานของตน ก็คือหัวข้องานที่ฉันระบุว่าจะมาทำ

หัวข้อเรื่อง “การปรับใช้แนวการศึกษาแบบเสรีวิทยากับสถาบันอุดมศึกษาของไทย” ทำให้คำถามแรกๆ ที่ฉันมักจะได้รับจากเพื่อนร่วมวิลลาก็คือ

“เป็นอาจารย์ใช่ไหม”

หัวข้อเรื่องประกอบกับคำนำหน้าชื่อที่ไม่บ่งบอกตำแหน่งทางวิชาการสำหรับสตรีวัยที่กาลเวลาได้ย้อมผมให้เป็นสองสีเป็นเรื่องชวนฉงนของทุกคน

“เปล่า ไม่ได้เป็นอาจารย์”

“อ้าว”

(“แล้วทำไมเขียนเรื่องอุดมศึกษา” เดาเอาว่านี่เป็นคำถามในใจที่น่าจะตามมา)

“การอุดมศึกษาเป็นงานอดิเรกของฉัน”

“? ! ?”

“ฉันเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัย จึงต้องการคิดให้ลึกเกี่ยวกับการอุดมศึกษาในระดับนโยบาย”

องคมนตรีเกษม วัฒนชัย เคยยกคำพูดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของกรรมการสภามหาวิทยาลัยมากล่าวในที่ประชุมกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่คราวหนึ่งว่า

“การเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเป็นสุดยอดของงานเพื่อสาธารณะ”

คนเรานั้นเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งในชีวิต เราเริ่มมองไปข้างหน้า ไม่ใช่เพื่ออนาคตของตัวเอง แต่เพื่ออนาคตของสังคมของเราที่ฝากไว้กับคนรุ่นต่อไป

ไม่มีอะไรสำคัญสำหรับอนาคตของคนๆ หนึ่งเท่ากับการได้รับการศึกษาที่ดี

ฉันเองได้มามากมายจากสถาบันการศึกษาที่ฉันเคยผ่านมา ฉันอยากให้คนอื่นๆ ที่กำลังเติบโตขึ้นมาได้รับโอกาสดีๆ ที่ฉันเคยได้รับมาบ้าง … แม้เพียงบางส่วนก็ยังดี

ตัวฉันนั้นถึงแม้จะเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยมาหลายแห่ง แห่งละหลายปี ฉันก็ยังเจียมตัวว่า ฉันแค่เป็นคนเคยผ่านมหาวิทยาลัยและผู้ใช้บัณฑิตในฐานะผู้บริหาร

ความรู้ความเข้าใจในปรัชญาการศึกษาที่มีอยู่ในตัว ได้มาจากการอ่านเอกสารที่สถาบันอุดมศึกษาที่เคยศึกษาเล่าเรียนมา ส่งมาให้อ่านอย่างสม่ำเสมอในฐานะศิษย์เก่า ที่เหลือคือไขว่คว้าหาอ่านเอง ซึ่งก็ไม่ยากนักในโลกยุคอินเทอร์เน็ต

ทำไมต้องอ่านอะไรนักหนา กับแค่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยประชุมเดือนละครั้งเดียว

เหตุผลส่วนตัวเป็นดังที่เพื่อนนักเรียนสมัยโรงเรียนเตรียมฯ อ่านไพ่ยิบซีให้ฟัง        “เธอมีปีศาจงานเข้าสิง”

“?”

“เขาให้ทำ ๒๐ เธอทำให้เขา ๑๐๐” เพื่อนอธิบายเพิ่มเติม

“ท้องขึ้นน่ะถ้าไม่ทำเต็มที่” ฉันแก้ตัว

ฉันตั้งธงไว้ว่า ถ้าไม่ทำให้เต็มที่ก็ไม่ควรรับงาน

เรื่องเงินเดือนหรือเบี้ยประชุมมากหรือน้อยไม่เกี่ยวเลย มันอยู่ที่ว่าจะรับทำงานนี้หรือไม่รับ ในเมื่อรับแล้วก็ต้องทำให้เต็มที่กับตัวงาน

เมื่อฝ่ายนโยบายการอุดมศึกษามีแนวทางว่า จะพัฒนาการศึกษาระดับปริญญาตรีของเราให้เป็นการศึกษาแบบศิลปศาสตร์ หรือศิลปวิทยาศาสตร์ (Liberal Arts Education) หรือที่ต่อมาฉันเรียกของฉันเองว่า “เสรีวิทยา” (Liberal Education) ฉันก็ยิ่งคิดว่าฉันควรจะลงมือเขียนเรื่องนี้

สรุปว่าไม่ได้มีใครเรียกร้องต้องการ ไม่ได้มีใครกำหนดให้ทำ ปีศาจงานเข้าสิงให้ฉันตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่าจะเขียนเรื่องการอุดมศึกษา

 

จากหัวข้อเบื้องต้นอย่างง่ายๆ ที่คิดว่าจะเขียนได้แค่สั้นๆ ทว่าทำไปๆ ข้อเขียนย่ิงแตกขยาย ด้วยเจตนาจะวาดภาพที่ชัดเจน หาเส้นทางที่เป็นไปได้พร้อมข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ (practical solutions)

เนื้อหาเป้าหมายในงานเขียน เป็นเป้าหมายที่สุดเอื้อม (over reaching goal) และเป้าหมายในการเดินทางไปนั่งทำงานในครั้งนี้ ก็ทะเยอทะยานแบบปลายมือเอื้อมเหมือนกัน แต่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างลิบลับกระทั่งว่า ไม่ว่าจะพยายามเพียงไหนก็ไปไม่ถึง

ถ้าการคิดเรื่องอุดมศึกษาเป็นงานอดิเรกของฉัน ก็เป็นงานที่ฉันทำแบบใส่จิตใส่ใจพอๆ กับที่เคยทำงานหาเลี้ยงชีพเหมือนกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s