Bellagio

IMG_2371

“ถึงจะคมอยู่ดี ลับไว้”

 

จอมยุทธ์ต้องประฝีมือกับจอมยุทธ์

 

ตลอดชีวิตการทำงาน ฉันได้ไปลับสมอง ๒ ครั้ง

ครั้งแรกที่ ฮาร์วาร์ด บิสิเนส สกูล ห่างจากวันได้รับปริญญาโทจาก ยูซีแอลเอ ๒๔ ปี

ครั้งที่สอง ที่เบลลาจิโอ บนฝั่งทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี ห่างจากครั้งแรก ๑๘ ปี

เหมือนแบตเตอรีได้ชาร์จไฟ

สดชื่นและมีพลังมากขึ้น

 

ขอนำสิ่งดีๆ ที่ได้ประสบมาถ่ายทอดสู่กัน ณ ที่นี้

 

นวพร เรืองสกุล

 

 

===========================================================

ดาบของชาติ

ดาบของชาติเล่มนี้       คือชีวิตเรา

ถึงจะคมอยู่ดี                                 ลับไว้

สำหรับสู้ไพรี                 ให้ชาติ เรานา

ให้มิตรให้เมียให้                             ลูกแล้ชาติไทย

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

=============================================================

Work

IMG_2280

ประตูโปร่งๆ ที่กันพื้นที่ส่วนของวิลลาเซอร์เบลโลนี (Villa Serbelloni)

ออกจากตัวเมืองเบลลาจิโอ ค่อยๆ เลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า เปิดกว้างให้รถเก๋งที่พาฉันมาจากสนามบิน Malpensa เมืองมิลานแล่นผ่านเข้าสู่ถนนภายในที่วกเวียนเลี้ยวอ้อมไปจนถึงตัววิลลา

ฉันมาเป็น scholar ดังที่ Bellagio Center ของมูลนิิธิร็อกกีเฟลเลอร์เรียกผู้มาพำนักและทำงานในโครงการที่นี่

เป็นโครงการที่ให้ผู้มาพำนักได้มาอยู่ร่วมกัน ณ สถานที่ี่ที่ห่างไกลจนงานประจำ และงานจรอื่นๆ ตามตัวไม่ถึง เพื่อทำเรื่องที่อยากคิดอยากทำให้เป็นรูปเป็นร่าง ดังคำที่ว่า ‘จิตต้องนิ่งจึงจะมีพลัง”

หัวข้อเรื่องที่ฉันเสนอมาทำงาน ทำให้คณะกรรมการพิจารณาโครงการฉงน

“ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาด้วยหรือ และเหตุใดจึงคิดว่าการศึกษาแนวเสรีวิทยาจะเหมาะสมกับอุดมศึกษาไทย”

มูลนิธิฯ และองค์กรต่างชาติอื่นๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนไทยผ่านงานสัมมนา และการประชุมระหว่างประเทศ คงจะประทับใจว่าคนไทยนี้เก่งนัก แต่เขาลืมไปว่า คน ที่เขาได้พบปะสนทนาด้วยนั้น เป็นคนที่ฉลาดเฉียบแหลม มีความสามารถในการพูดและการแสดงออก แถมใช้ภาษาอังกฤษได้แคล่วคล่องอีกด้วยนั้น เป็นคนส่วนน่้อยในสังคม

ฉันตอบเขาไปว่า

“ไทยเราปฏิรูปการศึกษามา ๑๐ ปีแล้ว และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วง ๑๐ ปีที่สอง ถ้าหากว่าการศึกษาดีพอก็คงไม่ต้องปฏิรูปแล้วปฏิรูปอีกหรอก ปัญหาของเราหนักหนาจริงๆ คุณเชื่อฉันเถอะ”

แม้จะไม่ได้บอกสถานการณ์อันน่าเป็นห่วงของอุดมศึกษาไทยตรงๆ ก็ดูเหมือนว่าคำตอบจะเพียงพอที่จะทำให้นักการศึกษาสมัครเล่นอย่างฉัน ก็ได้ไปเป็น “scholar” หรือ “นักวิชาการ” หรือ “ปราชญ์” ที่เบลลาจิโอ เซ็นเตอร์

 
  เลือกทำในสิ่งที่ชอบ

IMG_2064

ฉันอายุ ๑๗ ปี ตอนที่เปลี่ยนใจทุกวันว่า จะเรียนอะไรดี เรียน ‘นี่’ ดีไหม หรือเรียน ‘นั่น’ ดีกว่า หรือว่าควรเรียน ‘โน่น’

โลกแคบๆ ประสบการณ์สั้นๆ ของเด็กวัยรุ่นสมัยนั้นคือ กลัวเรียนไม่จบ กลัวหางานทำไม่ได้ กลัวว่าจะเปลี่ยนอาชีพในภายหลังไม่ได้

พ่อบอกฉันว่า “เรียนอะไรก็เรียนไปเถอะ เลือกสาขาวิชาที่ชอบ

มหาวิทยาลัยสอนให้คิดและให้รู้จักวิธีเรียนรู้

เมื่อเรียนรู้วิธีเรียนรู้และวิธีหาข้อมูลโดยใช้สาขาวิชาหนึ่งที่ผู้เรียนสนใจเป็นตัวอย่างแล้ว คนๆ นั้นก็จะสามารถเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆ ซ่ึ่งมีอีกมากมายได้

การศึกษาระดับปริญญาตรีสอนให้รู้จักเรียนรู้

อาชีพเอาไว้เลือกทีหลัง”

พ่อของฉันเรียกปริญญาตรีเป็นคำรวมๆ ว่า ปริญญาด้านอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ หมายถึงว่าปริญญานั้นไม่ใช่ปริญญาด้านวิชาที่จะไปประกอบอาชีพได้โดยตรง

ฉันเลือกวิถีที่พ่อแนะ

คำแนะนำโบราณๆ ของพ่อ กลับมาร่วมสมัยอีกครั้งในเวลานี้ ที่เรากำลังบ่นกันว่า การศึกษาแบบปัจจุบันทำให้ผู้เรียนมีความรู้แคบเกินไป ไม่ใส่ใจการเรียนรู้ ฯลฯ

ฉันมั่นใจว่าการศึกษาแบบเสรีวิทยาช่วยได้

ฉันไม่คิดว่าจะสร้างหลักสูตรเสรีวิทยาขึ้นมาใหม่ ตามวิธีประพฤติปฏิบัติของมหาวิทยาลัยไทยๆ ที่สนใจอะไรก็จะสร้างหลักสูตรใหม่ สร้างปริญญาชื่อใหม่

ฉันตั้งโจทย์ว่า “จะทำอย่างไรจึงจะเพิ่มความรู้กว้าง รู้คิด รู้วิเคราะห์ และความรักการเรียนรู้ เข้าไปให้กับนักศึกษาฉลาดๆ ของเราที่ปกติมักมุ่งเรียนวิชาชีพ”

วิชาชีพที่นิยมของเราคือแพทย์ศาสตร์กับวิศวกรรมศาสตร์

คนเหล่านี้ในอนาคตคือผู้นำของประเทศ ผู้นำของสังคม หรือผู้นำองค์กร ซึ่งต้องทำงานบริหารทั่วไป ก็ควรรู้รอบด้วย

ดังนั้นฉันจึงต้องการนำการศึกษาแบบเสรีวิทยาเข้าไปแทรกผสานอยู่ในวิชาการด้านต่างๆ มากกว่าการตั้งเนื้อหาขึ้นมาใหม่เป็นหลักสูตรอย่างเอกเทศ

ฉันตั้งใจจะตรึกตรองหาแนวทางสำหรับประเทศไทย โดยจะสร้างภาพฉายเป็นสองกรณี ได้แก่

  1. กรณีที่ไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใดๆ ในทิศทางและนโยบายของมหาวิทยาลัย กับ
  2. กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในระดับความคิด

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญควรเป็นเช่นไร ทั้งในเรื่องทัศนคติ และในเรื่องนโยบายเฉพาะด้าน เช่น ด้านการคัดเลือกนักศึกษา การคัดเลือกหลักสูตรและวิชาให้เรียน งานและบทบาทของอาจารย์ บทบาทของฝ่ายสนับสนุน และบทบาทของสภามหาวิทยาลัย

ฉันแยกแนวทางการทำงานออกเป็นสองด้าน

ด้านหนึ่งคือการพินิจประเด็นจากมุมมองของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งคิดไว้แล้วว่ามีหลายเรื่องที่ควรปรับปรุง และกว่าจะถึงเดือนพฤษภาคมอันเป็นเวลาสิ้นสุดการทำงานของฉันที่ศูนย์เบลลาจิโอของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ก็คงจะมีเพิ่มเติม และจัดเรียงให้เป็นหมวดหมู่ได้

อีกด้านหนึ่งคือการเผยแพร่ความคิดของตนเองในเรื่อง liberal arts education ซึ่งฉันคิดว่าเป็นทางสายหลักสายหนึ่งในการสร้างพลเมืองที่มีความรอบรู้และรู้คิด รู้ค้นคว้า

ในการไปทำงานที่เบลลาจิโอในเดือนพฤษภาคมนั้น ฉันวางแผนว่า

๑. จะครุ่นคิดพินิจนึก เพื่อหาทางแก้ปมที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอย่างเป็นระบบ

๒. จะอ่านหนังสือบางเล่มที่คัดไว้แล้วอย่างละเอียดเพื่อเช็คสอบความคิดที่มีอยู่       หนังสือบางเล่มอ่านลวกๆ ไม่ได้ อ่านๆ หยุดๆ ก็ไม่ได้ ต้องค่อยๆ อ่าน และอ่านต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้สายความคิดสะดุด

๓. จะบูรณาการสิ่งที่อ่าน ประสบการณ์ที่มี แนวความคิดที่เริ่มก่อตัว และข้อมูลที่สะสมมา ให้เป็นภาพความคิด

 

 

 

 
ห้องพักในวิลลา

IMG_2568

ห้องพักของฉันอยู่บนชั้นสองของวิลลา ห้องกว้างสบาย มีเครื่องเรือนโบราณง่ายๆ คือตู้ใส่เสื้อผ้า โต๊ะมีลิ้นชัก เตียงนอน พรมปัก (tapestry)ผืนโตแขวนที่ผนังหัวเตียงแทนภาพ และกระจกบานใหญ่ ที่พลิกขยับตั้งมุมได้

เออ นี่ถ้าเป็นคนกลัวผี เห็นแบบนี้คงขอกลับบ้าน กลัวใครจะโผล่ออกมาจากกระจก หรือขึ้นมานอนเตียงเดียวกัน

เอ๊ะ หรือเราจะทะลุกระจกไปไหนต่อไหนแบบแม่มณี

เครื่องอำนวยความสะดวกสมัยใหม่คือ โต๊ะ เก้าอี้ และเก้าอี้นอนอ่านหนังสือ พร้อมโคมไฟที่วางไว้อย่างถูกที่ และที่ขาดไม่ได้สำหรับโลกสมัยใหม่ก็คือสายต่ออินเทอร์เน็ต

 

กระดาษสีฟ้าแผ่นหนึ่งวางอยู่กลางโต๊ะ ในนั้นเป็นรายชื่อเพื่อนร่วมวิลลาของฉัน

มีทั้งศาสตราจารย์ทางด้านสิ่งแวดล้อม ที่เก่งงานพัฒนาการเกษตรในประเทศด้อยพัฒนา ศาสตราจารย์ด้านการกำกับดูแลความเสี่ยง นักวิชาการด้านตะวันออกและอัฟริกันศึกษา ศาสตราจารย์ด้านการละคร นักแต่งบทละคร นักเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ อาจารย์อาวุโสด้านการสื่อสารในโลก และด้านสาธารณสุขชนบท

ทุกคนมาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก หรือสถาบันระดับชาติ

อุแม่เจ้า ฉันหลงเข้ามาอยู่ในดงปราชญ์จริงๆ ด้วย

โต๊ะเขียนหนังสือหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง ให้ชมวิวอย่างเต็มอิ่ม สำหรับฉันถ้านั่งตรงนี้นานๆ น่าจะเผลอคิดว่าตัวเองเป็นเทพบนสวรรค์กำลังมองลงไปยังโลกมนุษย์

ต้นมะกอกใบสีเงินล้อลมอยู่เบื้องล่าง แซมด้วยต้นสนแหลมๆ ที่จัดปลูกอย่างกับจัดวาง ผืนดินลาดต่ำลงไปหาผืนน้ำสีฟ้าหมอก

ทะเลสาบโคโมมีสามกิ่ง จากก่ิงทางเหนือ แยกออกเป็นสองกิ่ง จากที่ฉันยืนมองลงไป ด้านซ้ายคือทะเลสาบเลคโค เมืองใหญ่ปลายกิ่งคือเมืองเลคโค ด้านขวาคือทะเลสาบโคโม เมืองใหญ่ปลายกิ่งนี้คือเมืองโคโม

เมืองที่ติดกับวิลลานี้ เกาะอยู่ริมฝั่งทะเลสาบเล็คโคคือเปสคาโล เป็นเมืองชาวประมงเล็กๆ

ส่วนที่เกาะอยู่ริมฝั่งทะเลสาบโคโมคือเมืองเบลลาจิโอนั่นเอง

ฉันลงมือจัดของเข้าที่ ทำห้องให้เป็นบ้าน เพราะนี่เป็นที่ๆ ฉันจะต้องทั้งกิน อยู่ หลับนอน และทำงานเป็นเวลารวมแล้ว ๒๘ วัน

ฉันนึกถึงวันแรกที่เดินเข้าหอพัก ไม่ว่าจะเป็นครั้งไปเรียนหนังสือที่ Goucher College หรือครั้งไปเข้าหลักสูตร ISMP ที่ฮาร์วาร์ด ความรู้สึกแปลกใหม่ยังคงเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าจะเจออะไรแน่ ไม่รู้ว่าจะได้รู้จักใครบ้าง

จะอยู่อย่างสนุกสนานหรือนับวันรอกลับบ้านก็ไม่แน่อีกเหมือนกัน

รู้แต่ว่า “เพื่อน” เป็นคนที่เราต้องหาเอาข้างหน้า และ ๒๘ วันนับจากนี้เป็นต้นไป ต้องใช้เวลาแต่ละวันให้ดีที่สุด ให้ได้ทั้งเพื่อน ได้ทั้งงาน ได้พักผ่อน ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่ไม่เงียบเหงาทางปัญญา

วันนี้ยังเป็นวันว่างให้ผู้มาใหม่ได้สำรวจและทำตัวให้คุ้นเคยสถานที่ เพื่อเริ่มงานในวันรุ่งขึ้น

ท้องฟ้าโปร่ง แดดแรง อากาศเย็น

ต้นไม้และไม้ดอกหลากสีหลายพรรณที่ดารดาษอยู่ในสวน ช่วยกันเชิญชวนให้ลงจากวิลลาไปเดินเล่น

ฉันได้พบเพื่อนคนแรกระหว่างทางที่เดินชมสวน ตามเส้นทางเดินที่เลาะลัดลงไปสู่เมือง เขาเป็นคนอินเดียมาจากนิวเดลี เพิ่งมาถึงวันนี้เหมือนกัน และเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์เหมือนฉัน แต่วัยคราวลูกคราวหลาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s