เศรษฐศาสตร์กับการประท้วง

ส่งต่อๆ กันมาทาง line ไม่ทราบที่มาที่ชัดเจน

ส่งต่อๆ กันมาทาง line ไม่ทราบที่มาที่ชัดเจน

พยายามนึกย้อนไปว่า วิชาเศรษฐศาสตร์มีคำอธิบายอะไร ที่จะนำมาประยุกต์อธิบายเหตุการณ์บ้านเมืองช่วงนี้ (ปลายปี 2556 เป็นต้นมา) ได้บ้าง

คำอธิบายหนึ่งคือ exit option – voice option

อีกคำอธิบายเป็นข้อสรุปของ Steven D. Levitt จากการใช้สถิติมาทดสอบแล้วอธิบายความกลัวต่อความเสี่ยงจากสิ่งที่ไม่รู้

สรุป exit option – voice option ง่ายๆ คือ คนเราจะส่งเสียงคัดค้าน โวยวาย ก็ต่อเมื่อเราใส่ใจ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริการธนาคารแห่งหนึ่งไม่ดี คนส่วนมากก็แค่ถอนเงิน ปิดบัญชี ไปเปิดที่อื่น แบบนี้คือเราไม่แคร์ กิจการที่เราไม่พอใจ ไม่มีโอกาสรู้ ไม่มีโอกาสปรับปรุงตัวเอง

แต่ถ้าเราโทรศัพท์ไปบ่น หรือว่ากรอกข้อมูลแนะนำการปฏิบัติงาน นักการตลาดชอบลูกค้าพวกนี้ เพราะรู้ว่าแคร์กับกิจการพอที่จะยอมให้สมอง ให้เวลากับเขา

กิจการบางประเภทต้องใช้วิธีโวยวิธีเดียว เพราะไม่มีทางเลือกให้เลิก

การโวยรัฐบาลก็เข้าข่ายนี้

มักมีลำดับน้อยไปหามากดังนี้: ร้องเรียน ส่งจดหมาย ส่งบัตรสนเท่ห์ รวบรวมลายเซ็น เปิดอภิปราย แจกใบปลิว เมื่อไม่ได้ผลจึงเดินขบวน

การเดินขบวน เป็นการแสดงความไม่พอใจที่แรงที่สุด สมควรรับฟัง เพราะคนที่ยอมเสียเวลาออกไปเดินขบวนเป็นคนที่แคร์ (กับอนาคตของประเทศ)

ทฤษฎีรัฐศาสตร์ถือว่าการโวยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในระบอบประชาธิปไตย (เคยเขียนและรวมเล่มไว้แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ชื่อหนังสือ “เศรษฐศาสตร์มีคำตอบ”) เพราะว่าไม่มีทางที่ราษฎรจะเลิกหรือทิ้งประเทศไปไหนได้ง่ายๆ

คำอธิบายที่สอง เป็นของ Steven D. Levitt มาจากหนังสือเศรษฐศาสตร์นอกรูปแบบ ชื่อ Freakonomics (2005)

ข้อเขียนเรื่อง “อะไรทำให้คนเราเป็นพ่อแม่สมบูรณ์แบบ” ตอนหนึ่งบอกว่า พ่อแม่กลัวลูกตายจากการเล่นปืนมากกว่ากลัวลูกตกน้ำตายในสระว่ายน้ำ ในขณะที่สถิติชี้ชัดว่า เปอร์เซนต์ของเด็กที่ตกน้ำตายในสระว่ายน้ำมีสูงกว่าเด็กที่ตายเพราะปืนหลายเท่า

ทำนองเดียวกัน คนกลัวเครื่องบินตก มากกว่ากลัวอุบัติเหตุทางท้องถนน

เหตุผลสำคัญที่ผู้เขียนยกขึ้นมาอธิบายคือ คนให้ค่าความกลัวกับความไม่แน่นอน และกับสิ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของตนเองสูงกว่าธรรมดา

พ่อแม่รู้สึกว่า อุบัติเหตุจากปืนคุมไม่ได้ ไม่เหมือนสระว่ายน้ำที่พ่อแม่จับตามองลูกเล็กๆ ได้

การขึ้นเครื่องบินต้องพึ่งนักบิน ส่วนรถยนต์เราขับเองคุมเอง จึงคุ้นเคยดีกว่า และอุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกวัน ไม่น่าตกใจเท่า แม้ว่าจะตายเหมือนกัน

ทำนองเดียวกับที่มีบางกลุ่มออกมาชุมนุมเรียกร้องให้มีการปฏิรูป และให้รัฐบาลลาออก

ช่วงแรกๆ สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับข่าวนี้ต่ำมาก จนกระทั่งเมื่อมีคนออกมาเป็นล้าน แต่มาเริ่มเกาะติดข่าวเมื่อฝ่ายผู้ชุมนุมประกาศปิดการทำงานของหน่วยราชการในเมืองหลวง

เรื่องนี้ตื่นเต้นเพราะเดาไม่ได้ ความตื่นเต้นบางทีก็แปรเป็นคำพูดที่เข้าข่ายยุยงโดยปากคงไม่ได้ตั้งใจ เช่น “ร้านค้ายังเปิด” “รถยังติดไม่มาก” “ทหารยังไม่ปฏิวัติ” “คิดว่าการค้าขายจะกระทบไหม”

ความวิตกสูงเพราะเกรงความรุนแรงที่อยู่นอกเหนือความควบคุม และคาดเดาไม่ได้ ด้วยประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๓ ที่มีการเผาอาคารตรงโน้นตรงนี้หลายจุด มีการใช้อาวุธสงคราม มีการระรานทหารที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของรัฐบาล จึงมีการวาดภาพความรุนแรงเช่นนั้นซ้ำ โดยลืมประเด็นสำคัญไปว่า คราวนั้นกับคราวนี้ ตัวละครกลับข้างกัน

การกลัวเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ และควบคุมเองไม่ได้ ยังเห็นได้จากที่คนเรากลัวอำนาจมืดมากกว่าอำนาจในระบบ เพราะอำนาจมืดเป็นภัยคุกคามที่อยู่นอกระบบ และเมื่อกระทบตนจะรุนแรง เหมือนเด็กโดนปืนลั่น

เมื่อความกลัวเป็นเช่นนั้น คนจึงยอมสงบอยู่ใต้อำนาจนักเลง และกล้าติเตียนโวยวายเรียกร้องใส่คนที่รับฟัง

นึกถึงเด็กก็ได้ เด็กจะกลัวพ่อแม่ที่ดุ แต่ต่อรองเรียกร้องกับพ่อแม่ที่เอาใจ

และก็คงพออธิบายได้ว่า ทำไมคนเราจึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่รามคำแหงโดยไม่ออกมาประท้วงที่ตำรวจไม่ช่วยประชาชน และไม่จับผู้ร้าย

ไม่เรียกร้องให้มีการรับผิดตามหน้าที่ (accountable) กรณีกระทรวงแรงงานเจ้าของสถานที่ปล่อยให้คนมีอาวุธขึ้นไปใช้เป็นพื้นที่ยิงทำร้ายคนไม่มีอาวุธ

แต่กลับเรียกร้องผู้ชุมนุมคราวนี้ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือต่อต้านการปฏิวัติที่ยังไม่เกิด

การประท้วงใน ๒ กรณีแรกจะนำความเดือดร้อนมาให้ ส่วนการเรียกร้องหรือกล่าวหาใน ๒ กรณีหลังรู้ว่าปลอดภัย เพราะรู้ว่าปกติทหารไม่ทำร้ายประชาชน และคนที่ประท้วงไม่ให้มีเลือกตั้งทันที ไม่ใช่คนที่ใช้ความรุนแรง

คนเราแต่ละคนไม่ตัดสินเรื่องต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตอย่างสมมาตร (symmetrical) และไม่ใช้เหตุผลเชิงสถิติมิติเดียวอยู่แล้ว

ความรัก ชอบ เกลียด หรือกลัว ในเรื่องต่างๆ ในชีวิตของเรานั้น เราให้ค่าเอาไว้ แตกต่างกัน

และนั่นทำให้เราแต่ละคนคิดและทำต่างกัน

แต่ไม่ว่าจะคิดต่างเพียงใด ก็มีบรรทัดฐานบางอย่างที่ต้องมี    บรรทัดฐานนั้นคือศีล อันเป็นเครื่องวัดความเป็นคน และเป็นกติกาที่ทำให้สังคมยังเป็นปกติอยู่ได้

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s