เรื่องเงินๆ ทองๆ ในเวนิสวาณิช

venice

เวนิสวาณิช ของวิลเลียม เชกสเปียร์ ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงร้อยกรองไว้เป็นภาษาไทย อ่านสมัยเป็นนักเรียนให้อารมณ์แบบหนึ่ง คือประทับใจความฉลาดของนางปอร์เชีย ไม่ชอบใจความยิวของพ่อค้าเงินอย่างไชล็อก และยังจำกลอนเพราะๆ ได้หลายบท

บางบทเป็นเพลงที่ขับขานกันมาจนทุกวันนี้ เช่น

@ความเอยความรัก

เริ่มสมัครชั้นต้น ณ หนไหน?

เริ่มเพาะเหมาะกลางวางหัวใจ,

หรือเริ่มในสมองตรองจงดี?

(ลอเร็นโซ)      ชนใดที่ไม่มีดนตรีการ

ในสันดาน, เป็นคนชอบกลนัก

อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ,

เขานั้นเหมาะคิดกบฎอัปลักษ์

หรืออุบายมุ่งร้ายฉมังนัก;

มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี,

และดวงใจย่อมดำสกปรก

ราวนรก: ชนเช่นกล่าวมานี่

ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้.

เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ.

อ่านหนังสือเล่มเดียวกันน้ีเมื่อผ่านประสบการณ์การทำงานมายาวนาน เห็นบทเรียนอื่นหลายเรื่อง

เชกสเปียร์แต่งเรื่องเวนิสวาณิช ประมาณปี ๑๕๙๗/๒๑๔๐

คำพูดของตัวละครสะท้อนเรื่องราวของผู้คนในยุคสมัยนั้นๆ ไปด้วยในตัว

เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และนายประกัน

บัสสานิโย หนุ่มผู้ดีแต่จน ดังที่คนใช้บรรยายไว้ว่า

“นายเก่ากับนายใหม่ของกระผมพอจะกล่าวได้ว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติ  : คือใต้เท้า (บัสสานิโย) มีคุณ, นายยิว (ไชล็อก) แกมีสมบัติ”

บัสสานิโยขอยืมเงินอันโตนิโยผู้เป็นเพื่อนเพื่อเดินทางไปหาสาวที่ตนหมายปอง แต่ในเวลานั้นอันโตนิโยก็ไม่มีเงินเหมือนกัน เพราะ

“เพื่อนก็รู้อยู่ว่าบรรดาทรัพย์

ของฉันสรรพอยู่ทะเลสิ้นทั้งผอง:

ไม่มีเหลืออยู่เลยทั้งเงินทอง,

หรือสิ่งของที่จะค้าหากำไร:”

จึงให้ไปขอยืมเงินจากไชล็อก โดยตนเองรับเป็นผู้ค้ำประกันให้

จะเห็นว่า เงินสำหรับแต่ละคนมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน

และความมีหรือไม่มีเงินของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ใครเป็นนายของเงิน หรือเงินเป็นนายของใครเป็นเรื่องน่าพิเคราะห์

บัสสานิโยติดขัดเรื่องการเงินอยู่เสมอ แบบคนชักหน้าไม่ถึงหลัง มี “หนี้สินรุงรังที่คั่งค้าง” เพราะ

“เพื่อนรู้แล้วว่าทรัพย์ของฉันนี่

ได้ชักไปใช้จ่ายฟูมฟายทวี,

เพราะเหตุที่หน้าใหญ่เกินกำลัง.”

อันโตนิโยเป็นพ่อค้า ตอนนั้นเขาไม่มีเงินติดตัวเพราะเงินไม่ว่าง เขาส่งสำเภาไปค้าขายยังเมืองไกลหลายเมือง เงินของเขาใช้ไปในการลงทุนเพื่อให้ได้เงินเป็นกำไรกลับมา

ไชล็อกเป็นคนมั่งคั่ง แต่ก็เหมือนไม่มีเงิน เขาใช้ชีวิตอย่างเขม็ดแขม่ เงินของไชล็อกก็ไม่เคยว่างเหมือนกัน เขาเป็นพ่อค้าเงินกู้

บัสสานิโยเป็นคนดี มีเพื่อนมาก แต่แค่นั้นไม่พอจะทำให้เขาเป็นคนมีเครดิตดี ตรงกันข้าม เขาเป็นคนที่มีความเสี่ยงด้านเครดิต

เครดิตของผู้ขอกู้ดูกันที่ความสามารถในการจะใช้เงินกู้คืนในเวลาที่กำหนดได้ และบัสสานิโยดูจะไม่มีอะไรจะแสดงให้เห็นว่าเขาจะใช้คืนเงินกู้ได้ เมื่อบัสสานิโยต้องการเงิน จึงจำเป็นต้องมีนายประกันคือคนที่มีเครดิตพอที่เจ้าหนี้ คือไชล็อก จะสบายใจว่า ถ้าบัสสานิโยไม่ใช้คืนเงินกู้ตามกำหนด นายประกันซึ่งในที่นี้คืออันโตนิโย จะเป็นผู้รับผิดชอบชำระแทน

นี่เป็นบทเรียนว่าด้วยความเสี่ยงด้านเครดิต

บัสสานิโยกลายเป็นคนมีเครดิตดีก็ตอนกลางๆ เรื่อง เพราะไปได้เมียรวย

ไชล็อกรับได้ว่า อันโตนิโยเป็นบุคคลที่มีเครดิตเชื่อถือได้ เพราะเป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่ง แต่ความมั่งคั่งของอันโตนิโยก็มีความเสี่ยงสูง ไชล็อกประเมินความเสี่ยงของอันโตนิโยไว้ว่า

“ทุนรอนของเขาก็ไม่สู้จะแน่นอนนัก: เขามีกำปั่นลำหนึ่งไปค้าทางตริโปลิส, อีกลำหนึ่งไปทางอินเดีย นอกนี้ฉันได้ยินเขาพูดกันที่กลางตลาดว่า มีลำที่สามไปทางเม็กซิโค, ลำที่สี่ไปทางเมืองอังกฤษ, กับยังมีการค้าขายยภายนอกเมืองอีกหลายราย, ที่เขาได้ลงทุนไว้มาก.  แต่เรือหรือก็เป็นแต่กระดาน, และกะลาสีก็เป็นแต่เพียงมนุษย์ มีทั้งหนูบกหนูน้ำ, โจรบกและโจรน้ำ คือสลัด; อีกทั้งมีอันตรายคลื่น, ลม, และศิลา.”

การค้าสำเภานั้นจะได้กำไรมาก เมื่อเรือสินค้าเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย พร้อมสินค้าที่ได้ราคาดี แต่ว่าเรือสินค้าอาจอับปาง ทำให้หมดตัวได้

อันโตนิโยก็รู้ความเสี่ยงนี้ และได้วางแผนคุมความเสี่ยงไว้ในระดับหนึ่ง ด้วยการกระจายความเสี่ยงออกไป คือเขาแต่งสำเภาไปค้าหลายลำ หลายทิศทาง

ในการให้กู้เงินจะต้องมีเงื่อนไขในกรณีชำระหนี้ไม่ได้ตามกำหนดไว้ด้วย ในกรณีนี้นำไปสู่การต่อรองเชิงล้างแค้นกันขึ้น โดยที่ถ้าหากว่าอันโตนิโยไม่สามารถใช้หนี้คืนได้ในฐานะนายประกัน จะยอมให้ไชล็อกรับชำระหนี้ด้วยเนื้อใกล้หัวใจของตน

เป็นข้อตกลงที่อันโตนิโยมั่นใจว่าไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะเรือสินค้าของเขาจะกลับมาก่อนถึงกำหนดชำระหนี้

แต่ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง เพราะวันหนึ่งมีข่าวว่าเรือสำเภาของเขาอับปางลงทั้งหมด หรืออย่างน้อยไม่มีเรือสักลำกลับมาก่อนกำหนดชำระหนี้ที่ทำสัญญาไว้กับไชล็อก

ไชล็อกจึงเรียกร้องถึงขึ้นศาลให้อันโตนิโยทำตามสัญญา กรณีผิดนัดชำระหนี้

เรื่องราวนี้มีบทเรียนด้านการเงินแฝงอยู่หลายประเด็นด้วยกัน

  1. เครดิตดีหรือไม่อยู่ที่ความประพฤติด้านการเงิน
  2. คนที่เครคิตไม่ดี ทำให้ดีขึ้นได้ด้วยการมีผู้ค้ำประกันที่มีเครดิตดี
  3. ผู้คำ้ประกันควรคิดให้รอบคอบก่อนค้ำประกันใคร เพราะต้องมั่นใจว่าตนเองจะสามารถจ่ายเงินแทนลูกหนี้ได้ กรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้
  4. การค้าขายมีความเสี่ยง จะทำกิจการใดต้องเข้าใจความเสี่ยงของกิจการนั้นๆ และพยายามปิดความเสี่ยงให้ดีที่สุด
  5. มีความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ เช่น ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เป็นต้น

“ในกระแสแห่งยุตติธรรมา

ยากจะหาความเกษมเปรมใจ”

ในกระแสแห่งการเรียกร้องให้ทำทุกอย่างตามตัวบทกฎหมายและเสียงเรียกร้องให้สังคมเป็น “นิติรัฐ” เวนิสวาณิชมีข้อชวนให้คิดเกี่ยวกับเรื่องนิติธรรม และบทบาทของนักกฎหมายในสังคมยุโรปสมัยนครรัฐ

เมื่อมีข้อพิพาทกัน ก่อนจะใช้การตัดสินคดีทางกฎหมาย นางปอร์เชีย ที่ปลอมตัวมาเป็นเนติบัณฑิต ได้ใช้ขั้นตอนของการเจรจาเกลี้ยกล่อมให้เจ้าหนี้รอมชอมยอมความ โดยใช้หลักการุณยธรรม ซึ่งนางเยินยอว่าเหนือกว่าอำนาจ เพราะเป็นคุณของความเป็นเทพ ดังคำกล่าวที่คุ้นหู คือ

(ปอร์เชีย:)        “อันว่าความกรุณาปรานี

จะมีใครบังคับก็หาไม่,

หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ

จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน:

เป็นสิ่งดีสองชั้น; พลันปลื้มใจ

แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล:

เป็นกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น:

เจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระกรุณา,

ประดุจทรงอาภรณ์สุนทรสวัสดิ์

เรืองจรัสยิ่งมกุฏสุดสง่า;

…..

แต่การุณยธรรมอันสุนทร

งามงอนกว่าพระแสงอันแรงฤทธิ์;

เป็นคุณของเทวาผู้มหิทธิ์;

และราชาเทียมเทพอมฤต

ยามบพิตรเผยแผ่พระกรุณา”

นางปอร์เชียในฐานะนักกฎหมายผู้ตัดสินคดี เตือนว่า

“ฉะนั้นยิว, แม้อ้างยุตติธรรม,

จงกำหนดจดจำไว้ด้วยว่า,

ในกระแสแห่งยุตติธรรมา

ยากจะหาความเกษมเปรมใจ”

และยังย้ำว่า

“เราวอนขอเทวาให้ปราณี

แต่ตัวเราเองนี้ทุกวันไซร้:

อันคำวอนควรสอนและจงใจ

ให้เราเองกรุณาปราณี.

แม้จะชักแม่น้ำทั้งห้ามากระตุ้นเตือนให้มีใจเมตตาปรานีต่อจำเลย แต่ไชล็อกไม่ยอมเพราะความคับแค้นใจที่สั่งสมมานาน

“จะบาปกรรมปานใดข้าไม่ว่า!

ข้าขอถือกฎหมายแลเป็นใหญ่.

ขอเดินตามสัญญาทุกสิ่งไป”

บัสสานิโยเริ่มทนไม่ได้ แม้เมื่อเสนอเงินให้แทน ไชล็็อกก็ไม่ยอม บัสสานิโยจึงกล่าวขอร้องกับผู้พิพากษาว่า

“…ขอตัวท่าน

จงได้พลิกกฎหมายเถิดอาจารย์;

ขอให้ท่านช่วยเมตตาในครานี้:

ยอมทำผิดสักนิดเพื่อได้ผล

เป็นกุศลตัดทุกข์เป็นสุขี,

และกำราบอ้ายปีศาจ ชาติอัปรีย์.”

ผู้พิพากษายืนยันความเที่ยงธรรมตามกฎหมายว่า                                “อย่าพาทีฉะนั้นไซร้, ไม่เป็นธรรม์;

อำนาจใด บ มิใหญ่จนล้างบท

กฎหมายแห่งเวนิส สถิตมั่น:

จะเป็นแบบเลยกำหนดจดจำกัน

ไว้พลิกผันนิติธรรมผิดตำรา,

แล้วเลยนำความหลวมให้รวมมาก

มาหลากๆ, ไม่พึงปรารถนา.

คำยืนยันจะดำรงตนอยู่ในกรอบของกฎหมายของนางปอร์เชีย ได้ความนิยมจากไชล็อกผู้เป็นโจทย์ เขากล่าวชมว่า

“เออ! แดเนียล มาแท้!  แดเนียลมา

พิพากษาดีเห็นเช่นโบราณ!”

สำหรับนักเรียนมัธยมสมัยนั้น อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดโต้ตอบช่วงนี้ แต่เมื่อหวนทบทวนความหลังกับเพื่อนร่วมโรงเรียน กลับอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “หรือว่าคุณค่าความยุติธรรม และการเคารพกฎหมายดังที่นางปอร์เชียกล่าว ได้แทรกซึมเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา แม้เราจะจำเรื่องราวรายละเอียดใดๆ ไม่ได้ แต่ความประทับใจว่าอะไรผิด อะไรควร คงอยู่ในใจเสมอมา และคอยกระตุ้นเตือนเรายามเป็นผู้ใหญ่ ไม่ให้เราเห็นหรือทำอะไรผิดทำนองคลองธรรม”

วรรณคดีและคุณค่าที่ได้รับมาทั้งทางตรงและทางอ้อมสมัยเป็นนักเรียนวัยรุ่น อาจจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราในวัยที่เติบใหญ่แล้ว มากกว่าที่เราคิด

ตามท้องเรื่อง นางปอร์เชียผู้ปลอมตัวเป็นเนติบัณฑิตมาพิพากษาคดีแทนนักกฎหมายใหญ่จากปาดูอา ยังคงพยายามเล่นบทผู้ไกล่เกลี่ยอีกครั้ง และต่อรองให้ไชล็อกรับเงิน ๓ เท่า แทนเนื้อริมหัวใจ ๑ ปอนด์ นางใช้คำพูดรวดรัดอย่างแนบเนียนว่า

“ตามกฎหมายนายยิวผู้นี้ไซร้

ควรจะได้มังสาหนักหนึ่งปอนด์,

จะเชือดจากใกล้หัวใจเป็นได้แท้.

แต่ยิวจงกรุณาและผันผ่อน:

ยอมรับเงินสามเท่าตัดเร่าร้อน,

ให้ฉันฉีกสัญญาก่อนเถิดเป็นไร”

แต่ไชล็อกรู้ทัน ไม่ยอมรับการรวบรัดเช่นนั้น เขาคงยืนกรานการปฏิบัติตามสัญญา ไม่ลดหย่อน ไม่อ่อนข้อ ไม่เอื้อเฟื้ออะไรๆ ที่  “ไม่อยู่ในสัญญา”

ดังนั้นเนติบัณฑิตปอร์เชียจึงดำเนินตามต่อไปตามครรลองของตัวบทกฎหมาย คำพิพากษามีว่า ให้ไชล็อกได้เนื้อไปตามข้อสัญญา โดยมีข้อแม้ว่า ต้องเชือดเนื้อไปในน้ำหนัก ๑ ปอนด์พอดี ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่น้อย และต้องไม่เอาเลือดไปด้วย เพราะ (ดังที่ไชล็อกอ้างอยู่เสมอๆ) “ไม่ได้อยู่ในสัญญา”

เมื่อไม่อาจเฉือนเนื้อโดยไม่ให้โลหิตไหลได้ และอาจเจอข้อหาประทุษร้ายผู้อื่นจนเลือดตกยางออก ไชล็อกจึงเปลี่ยนใจขอหวนกลับไปใช้ข้อไกล่เกลี่ย ขอรับชำระหนี้เป็นเงินสดแทนเนื้อมนุษย์

เนติบัณฑิตปอร์เชียไม่ยอม เพราะเมื่อเลือกแล้วว่าจะใช้บังคับตามข้อสัญญา ก็ต้องใช้ตามนั้น กลับไปใช้การไกล่เกลี่ยไม่ได้ เพราะเลยขั้นตอนนั้นมาแล้ว

ถึงตอนนี้ก็ชวนให้นึกถึงข้อถกเถียงหลายๆ อย่างในสังคมไทยสมัยปี พ.ศ.​๒๕๕๖ และปีก่อนๆ หน้านั้น คือเรามักได้ยินคู่ขัดแย้งเรียกร้องให้ใช้กฎหมายบังคับ แทนการปรองดองเลิกแล้วต่อกัน เพราะคิดว่าตนได้เปรียบกว่าจากการเรียกร้องตามกฎหมาย

ต่อเมื่อคำนวณผลได้ผลเสียของฝ่ายตนออกมาในภายหลังแล้วเห็นว่าตนจะเสียหายมากกว่า ก็เปลี่ยนใจเรียกร้องให้กลับไปใช้กระบวนการเจรจาแทน

การต่อรองจึงกลับไปกลับมาระหว่างให้ใช้กฎหมายกับไม่ให้ใช้กฎหมาย เป็นเรื่องน่าสับสนเป็นอย่างมาก

ทว่าความปรองดองไม่ต้องการสมองที่ดีดลูกคิด ความปรองดองต้องเริ่มที่ใจ เป็นใจที่พร้อมปรองดองและเกื้อการุณย์ต่อกันและกัน โดย “จะมีใครบังคับก็หาไม่”

กลับมาเรื่องเวนิสวาณิชอีกครั้ง

เมื่อการตัดสินคดีเดินไปตามครรลองของกฎหมายด้วยความต้องการของโจทย์เอง ไชล็อกก็ได้พบว่า “ในกระแสแห่งยุตติธรรมา ยากจะหาความเกษมเปรมใจ” จริงๆ

หนี้ก็ไม่อาจเรียกคืนได้ และ

“กฎหมายยังมัดท่านอยู่อีกเปลาะ

เพราะกฎหมายเวนิสบัญญัติไว้,

ว่าถ้าหากชาวต่างภาษาใด

จงใจอาฆาตมาดร้าย,

พยายามโดยอ้อมหรือโดยตรง

เพื่อปลงชีพนาคร, ตามกฎหมาย

ว่าเจ้าทุกข์ผู้จะต้องอันตราย

ควรรับทรัพ์ของผู้ร้ายกึ่งจำนวน;

อีกกึ่งหนึ่งท่านว่าให้ริบเอา

เข้าคลังกลางของนครจงถี่ถ้วน;

อีกชีวิตของผู้คิดผิดลามลวน,

ควรสุดแต่พ่อเมืองจะบัญชา.”

จากการเป็นเจ้าหนี้ผู้มั่งคั่ง กลับกลายเป็นคนหมดตัวในชั่วพริบตาเดียวที่ผู้พิพากษาตัดสินคดี และกล่าวโทษเพิ่มเติม

นี่คือเวนิสวาณิช ที่อ่านหลังจากมีประสบการณ์ชีวิตมากแล้ว

นวพร เรืองสกุล

ออมก่อน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s