การปรับโครงสร้างและปฏิรูปเศรษฐกิจช่วงเปลี่ยนผ่าน –การธนาคาร

นกหวีด

การเปลี่ยนผ่านในด้านการธนาคาร จะขอกล่าวถึงเพียงสองเรื่อง สองประเด็น คือ

  1. เอ อี ซี ในประเด็นอนาคตของผู้ถือหุ้นและผู้บริหารไทย
  2. สังคมผู้สูงวัย ในประเด็นการเตรียมความพร้อมของทางการเพื่อคุ้มครองผู้สูงวัยด้านการเงิน

ธนาคารพาณิชย์

เหตุการณ์วิกฤติการเงินและเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาสถาบันการเงิน ทำให้โครงสร้างสถาบันการเงินไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ธนาคารพาณิชย์ลดจำนวนลงจากการถูกปิด ถูกควบรวม บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ก็เช่นเดียวกัน

ความเป็นเจ้าของเปลี่ยนมือจากผู้ถือหุ้นกลุ่มเดิม เป็นของทางการ แล้วเปลี่ยนมือไปเป็นของต่างชาติ บ้างก็เป็นการขายโดยสมัครใจ บ้างก็เกิดจากการบังคับของทางการเพื่อฟื้นฟูสถานะการดำเนินงาน

ในปัจจุบัน จำนวนธนาคารพาณิชย์ไม่ได้แตกต่างจากเดิมนัก แต่องค์ประกอบต่างไป คือ

ก. ในขณะที่ปิดธนาคารพาณิชย์ หรือควบรวมธนาคารพาณิชย์ของเอกชน ทางการได้ตั้งธนาคารเฉพาะด้านซึ่งเป็นของรัฐขึ้นมา ซึงหวังว่าจะเป็นจุดเชื่อมต่อให้กับกลุ่มที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงธนาคารในรูปแบบปกติ แต่ปัจจุบันมีคำถามว่าธนาคารเหล่านั้นทำหน้าที่ตรงตามวัตถุประสงค์ในการตั้งหรือไม่

ข. ได้อนุญาตให้ธนาคารอีกกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นมาใหม่ เป็นธนาคารขนาดเล็กที่เกิดจากการเปลี่ยนหรือยกสถานะมาจากบริษัทเงินทุนเดิม ธุรกิจที่เรียกกันว่าบริษัทเงินทุน หายไปจากระบบการเงินของไทยโดยนโยบาย

ค. ธนาคารขนาดใหญ่ของไทย ที่เคยใหญ่ในระดับอาเซียน ลดบทบาทของตัวเองลง ในขณะที่ธนาคารในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียได้รับการสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ จากทางการของประเทศตนให้ใหญ่ขึ้น

ง. มีธนาคารจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และธนาคารประเทศอื่นเข้ามาประกอบการในลักษณะของบริษัทไทยด้วยการซื้อธนาคารไทยที่มีอยู่เดิม โดยอาศัยช่องที่ทางการเปิดให้ในช่วงที่ต้องแก้ปัญหาการเงินของประเทศ จากที่แต่เดิมมาเข้ามาประกอบการธนาคารในประเทศเข้ามาได้ในรูปของการเปิดสาขา หรือเป็นผู้ถือหุ้นข้างน้อยที่มีบทบาทในการบริหารจัดการจำกัด

จ. ความเป็นไทยในระดับการเป็นเจ้าของลดลงไปมาก ส่งผลให้องค์ประกอบของคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย  ในธนาคารขนาดใหญ่ ผูุุ้ถือหุ้นต่างประเทศเข้ามามีส่วนในการบริหารจัดการ และพร้อมจะถือหุ้นเพิ่มถ้าได้รับอนุญาตจากทางการ  ดังนั้น หลายธนาคารยังคงเป็นไทยเพียงเพราะติดข้อกำหนดเรื่องสัดส่วนของผู้หุ้นตามกฎหมายเท่านั้น

คำถามที่ต้องขบคิดสำหรับอนาคตของการธนาคารก็คือ การมีธนาคารพาณิชย์ต่างชาติเป็นผลดีหรือผลเสียกับผู้ประกอบการไทย และการที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยมีบทบาทในระดับระหว่างประเทศน้อยกว่าธนาคารในประเทศเพื่อนบ้าน เกิดขึ้นเพราะเหตุใด ทางการต้องการเปลี่ยนแนวโน้มนี้หรือไม่ และการเปลี่ยนแปลงจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของไทยและผู้ประกอบการของไทยมากขึ้นหรือไม่

ในอดีตเราเคยมีบทเรียนว่า เมื่อสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศเป็นผู้ให้บริการทางการเงินแทบทั้งหมดในประเทศไทย ผู้ประกอบการไทยไม่ได้การสนับสนุนทางการเงินเท่าที่ควร ทำให้ธุรกิจของคนไทยโตไม่ได้ เมื่อธนาคารพาณิชย์ไทยเกิดขึ้นมา สามารถตอบสนองความต้องการตรงนี้ได้ ทำให้ทั้งธุรกิจและธนาคารพาณิชย์ไทย เติบโตและมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจไทย บัดนี้บทบาทกลับลดลง ในขณะที่ประเทศอื่นเช่น มาเลเซีย แนวโน้้มกลับข้างกับไทย คือครั้งหนึ่งธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมีบทบาทสูงมากในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ก็เปลี่ยนสถานะจนกระทั่งกลับข้างให้ธนาคารพาณิชย์ของตนเองมีบทบาทสูงกว่าได้

เราในประเทศไทย ต้องการเดินเส้นทางที่กำลังเดินอยู่ต่อไปหรือไม่

สังคมผู้สูงวัย

เราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย แต่การเตรียมการด้านการเงินยังไม่ครบวงจรชีวิต

กระทรวงการคลังได้เตรียมความพร้อมให้กับผู้สูงวัยมาเป็นลำดับ ผ่านโครงการต่างๆ ที่เน้นการออมเงินเพื่อไว้ใช้ในวัยเกษียณ แต่ว่าโครงการเหล่านั้นยุติลงทันทีที่ประชากรผู้ออมก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ เรายังขาดการเตรียมการเพื่อรองรับความต้องการ หรือคุ้มครองผู้สูงวัย สำหรับผู้ที่ออมเงินไว้แล้วตามนโยบายของรัฐ และมีพอเพียงที่เงินจะดูแลตนไปได้ตลอดชีวิต

สิ่งที่ต้องต่อเพื่อให้่ครบวงจรคือ

ก. วิธีการที่จะดูแลเงินหลังเกษียณ เช่น บริการการบริหารจัดการเงินสำหรับผู้สูงวัย บริการทรัสต์เพื่อเก็บรักษาเงิน ตรวจสอบค่าใช้จ่าย และดูแลการจ่ายเงินแทนผู้สูงวัยที่อาจจะไม่สามารถดูแลด้วยตนเองได้

ข. ตราสารทางการเงินระยะยาวที่มั่นคง ที่จะทำให้ผู้ฝากเงินหรือผู้ถือตราสารซื้อด้วยเงินก้อน แล้วได้รับเงินจ่ายคืนเป็นงวดๆ อย่างสมำ่เสมอคล้ายเงินบำนาญ เช่น พันธบัตรรัฐบาลที่จ่ายคืนเงินกู้แบบลดต้นลดดอก กรมธรรม์ประกันชีวิตที่รับเงินงวดระยะสั้นๆ หรือจ่ายครั้งเดียว แล้วรับคืนเป็นงวดๆ เป็นระยะยาว

ค. ขาดที่พักอาศัย บริการดูแล และชุมชนที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงวัย สำหรับผู้ที่ต้องการอยู่เป็นอิสระจากญาติ ผู้ที่มีความจำเป็นต้องอยู่ห่างจากลูกหลาน หรือว่าตัวคนเดียว ที่ต้องการจัดการเรื่องการอยู่อาศัยของตนเองตั้งแต่วัยที่ยังตัดสินใจด้วยตนเองได้ และมีรายได้สม่ำเสมอพอเพียงจะจ่ายเงินเพื่อดูแลตนเองได้

ง. ขาดผู้ให้บริการท่ีไว้ใจได้ที่จะดูแลการหาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ของผู้สูงวัย และจัดการแปลงทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นเงินสดเมื่อต้องการใช้เงินในบั้นปลายของชีวิต

นวพร เรืองสกุล

๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๖

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ ของสาขาเศรษฐศาสตร์ สภาวิจัยแห่งชาติ เมื่อ ๕ กันยายน ๒๕๕๖

แก้ไขปรับปรุง ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s