บทความเพื่อรำลึกถึงอาจารย์ป๋วย

สถิตทั่วแต่ชั่วดีบทความเพื่อรำลึกถึงอาจารย์ป๋วย

เทียนถูกดับไปแล้ว คงเหลือแต่กลิ่นอวล ควันที่บางเบา และแสงของเทียนที่ยังติดตาอยู่เท่านั้น

 

ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ผู้มาร่วมงาน ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ดิฉันนึกอยากติดตามแต่ละคนไปดูว่า หลังจากงานอาจารย์ป๋วยแล้ว แต่ละคนกลับไปบ้าน กลับไปที่ทำงาน กลับไปสู่โลกนอกรั้วของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปที่ไหนกันบ้าง

แต่ละคนมีทุกข์ มีสุขอย่าไร

แต่ละคนกลับไปเผชิญอะไรในชีวิตตน มีการงานใดที่คั่งค้าง รอการสะสาง ตัดสินใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เป็นศิษย์อาจารย์ป๋วย เป็นเพื่อนร่วมงานอาจารย์ป๋วย หรือว่าเป็นคนที่เคยได้ดีมาเพราะแนวคิดและการเกื้อหนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมของอาจารย์ป๋วย แต่ละคน คิด และทำ ในครรลองเดียวกับที่อาจารย์ป๋วยได้ทำหรือไม่

หรือว่า แต่ละคนทิ้งทั้งแสงเทียน และรอยน้ำตาอาลัยไว้ในธรรมศาสตร์เท่านั้น ต่างคนต่างมีวิธีคิด และวิธีทำ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตน ซึ่งอาจจะต่างแนวไปจากการคิดและทำ แบบอาจารย์ป๋วย โดยสิ้นเชิง

ภาพสเก็ตซ์

          วันที่ ๙ เดือน ๙ ค.ศ. ๑๙๙๙ ในขณะที่บางคนตื่นเต้นกับเรื่องคอมพิวเตอร์ ว่าจะเสียหรือไม่ ดิฉันใช้เวลาหวนคิดกลับไปถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต ทบทวนตนเอง ทบทวนเรื่องที่ได้ทำมา ทบทวนความคิดในเรื่องต่างๆ รวมทั้งทบทวนจุดยืนของตนเอง

แต่ครั้งนี้ โดยที่มิได้ตั้งใจ ความคิดช่วงหนึ่งวกกลับไปสู่วันเวลาที่ได้ทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย และสิ่งที่ได้รับมา อันเป็นอิทธิพลของแนวคิดที่มีต่อชีวิตการทำงานตลอดมา วันเวลาเหล่านั้นกลับไปผูกพันถึงอาจารย์ป๋วย อยู่ด้วย

คนรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จัก ไม่เคยได้อ่านข้อเขียนร่วมสมัย และไม่ทันเหตุการณ์ต่างๆ ในสมัยของ     อาจารย์ป๋วย คงจะนึกสงสัยว่า อะไรที่ทำให้คนบางคนพูดถึงอาจารย์ป๋วยอย่างรักและอาลัย และนิยมชมชื่น

“อะไร” นั้น เป็นสิ่งที่ดิฉันได้พยายามคิดอยู่ ในการหาทางเล่าเรื่องของอาจารย์ป๋วยให้คนรุ่นลูกหลานได้รับทราบ แต่ก็ค่อนข้างยาก เพราะการกล่าวถึงเฉพาะผลงาน แม้ว่าจะมากมายก็ไม่ได้เห็นอีกส่วนที่เป็นความประทับใจของคนที่ได้รู้จัก นั่นก็คือบุคลิกส่วนบุคคลบางประการของอาจารย์ป๋วย

นึกได้ว่า ถ้าเล่าประสบการณ์ที่เคยมีจากการที่ได้พบ และมีโอกาสทำงานให้ท่านแม้พียงเล็กน้อย ก็น่าจะถ่ายทอดเป็นภาพที่ชัดขึ้นได้

ดังนั้น เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์โดยตรงที่ได้มีโอกาสพูดและถาม หรือรับฟังความเห็นในเรื่องธรรมดาๆ ไม่ใช่เรื่องนโยบายที่ยิ่งใหญ่อะไร เรื่องที่เล่านี้คงเปรียบเสมือนภาพสเก็ตช์ที่พอจะทำให้ผู้อื่นที่มองเห็นเป็นเค้า แต่ทว่าความละเอียดประณีตคงมีไม่มากนักเพราะผู้วาดเองก็ได้เห็นอาจารย์ป๋วยเพียงไม่นาน

อีกประการหนึ่ง ภาพที่วาดโครงร่างขึ้นมานี้ คงหนีไม่พ้นส่วนที่เป็นการตีความส่วนบุคคลบ้าง ไม่ว่าจะพยายามระมัดระวังเพียงไร

ตรงนี้ ขอยกตัวอย่างจากของจริงที่ได้พบมา คือ ที่บ้านมีภาพพ่อของดิฉัน ซึ่งศิลปินมีชื่อของประเทศไทยสองท่านได้วาดให้ ภาพหนึ่งเป็นภาพชายหนุ่มแต่งกายแบบคนหัวนอก มีผ้าขนสัตว์เป็นลายทางๆ พันคอ และมีเสื้อโอเวอร์โค๊ทพาดแขน ส่วนอีกภาพเป็นภาพของชายในวันทำงานอายุประมาณ ๓๐ ปี สวมเสื้อกั๊กและสูท ผูกเนคไท ลูกๆ เข้าใจกันว่า พ่อให้วาดาภพไว้เป็นระยะๆ แทนการถ่ายภาพ

ตั้งแต่เด็กเรื่อยมาจนกระทั่งลูกของพ่อมีลูกไปแล้ว พวกเราจึงได้เอ่ยถาม และได้คำตอบว่าทั้งสองภาพนั้นวาดในเวลาเดียวกัน เมื่อพินิจกันอีกครั้ง จึงพบว่า เสื้อผ้าที่สวมนั้นสีและแบบเหมือนกัน ส่วนการตกแต่งท่าทาง รวมทั้งการมองบุคลิกภาพของคนที่ศิลปินถ่ายทอดออกมานั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของศิลปินที่มีต่อผู้เป็นแบบด้วยส่วนหนึ่ง และอยู่ที่ฝีไม้ลายมือในการวาดภาพของศิลปินด้วยอีกส่วนหนึ่ง

ดังนั้น ภาพของอาจารย์ป๋วยที่จะสเก็ตช์ออกมาให้อ่านกันนี้ ก็เห็นจะหนีไม่พ้นการเปรียบเรื่องการวาดภาพเหมือนที่กล่าวมานี้ แต่อย่างน้อย ก็คงจะพอเป็นเค้าให้ผู้อ่านได้รับรู้ได้ นึกเสียว่าเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่วัยกว่า ๕๐ เล่าประสบการณ์ส่วนหนึ่งเมื่อครั้งที่เป็นนักเรียนทุน ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ฟัง

ทุนธนาคารแห่งประเทศไทย

พัฒนาคน พัฒนาชาติ

          อันที่จริง อาจารย์ป๋วยในฐานะผู้นำทางความคิด ได้จากไปนานแล้ว เพราะแนวความคิดใหม่ของท่านไม่มีอีกแล้วนับตั้งแต่วันที่ล้มป่วย และไม่สามารถพูด หรือเขียนหนังสือได้ อย่างไรก็ตาม ในฐานะบุคคลที่มีชีวิต อาจารย์ป๋วยอยู่อย่างเงียบๆ มาจนกระทั่งถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๒ บัดนี้ได้ฌาปนกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และก่อนที่ทุกอย่างจะจางหายไปเหมือนเรื่องอื่นๆ อีกมากมายในบ้านเรา คงจะมีหนังสือที่ระลึกออกมาอีกสักชุด และในท้ายที่สุด คนส่วนใหญ่ก็คงจะเดินหน้าโลดแล่นบนถนนชีวิตของแต่ละคนกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม คนที่เคยเกี่ยวข้องกับอาจารย์ป๋วยมาในสถานะใดสถานะหนึ่ง คงยังเหลือเสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำไว้ให้อาจารย์

ในเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ อาจจะเรียกขานอาจารย์ป๋วยหลายอย่างด้วยกัน สำหรับพ่อ เพื่อนรุ่นพ่อและเพื่อนของอาจารย์ป๋วย จะเรียกว่า “คุณป๋วย” ส่วนพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย มักจะเรียกว่า “ท่านผู้ว่าการ” หรือ “อาจารย์ป๋วย” หรือ “ดร.ป๋วย” หรือ “คุณป๋วย” แล้วแต่สถานะของแต่ละคน สมัยนั้นการเรียกชื่อยังไม่ได้กำหนดลำดับขั้น ลำดับศักดิ์อย่าตายตัวเหมือนที่ได้ยินเรียกบุคคลในตำแหน่งต่างๆ ดังเช่นที่ได้ยินกันในสมัยนี้

ดิฉันได้ยินชื่ออาจารย์ป๋วยในฐานะที่เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้มีดำริที่จะให้ทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่เรียบจบชั้นมัธยมปลาย (หรือเตรียมอุดม ดังที่เรียกกันในสมัยนั้น) เพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ และกลับมาทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

การให้ทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นการสร้างคนเพื่อไว้ใช้ในองค์กรเอง ในทำนองเดียวกับที่กระทรวงศึกษาธิการให้ทุนอยู่ในเวลานั้น และก่อนหน้านั้นก็มีนักเรียนทุนที่มีชื่อเสียงอีกกลุ่มหนึ่งคือนักเรียนทุนของการรถไฟ ซึ่งนักเรียนทุนหลายคนได้กลับมาทำงานให้การรถไฟแห่งประเทศไทย และในที่สุดก็เป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมในงานตำแหน่งอื่นๆ รวมถึงบางท่านที่เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย

ทุนการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยในเวลานั้น เป็นหนึ่งในทุนจำนวนไม่มากนักที่มีให้กับนักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมปลาย ทุนอื่นๆที่เริ่มให้ในระยะนั้นนอกจากที่กล่าวมาแล้วก็คือ ทุนโคลอมโบ (ซึ่งเกือบทั้งหมดให้ไปเรียนที่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และมีเงื่อนไขในระยะแรกให้กลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่พึ่งเริ่มก่อตั้ง) และทุนรัฐบาลญี่ปุ่น

ทุนธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นทุนที่น่าสนใจ เพราะว่าผู้ได้รับทุนจะได้เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ในเมืองไทย และได้ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นงานที่มั่นคงไม่แพ้การเป็นข้าราชการ

พ่อของดิฉันทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหัวหน้าส่วนเลขานุการ ซึ่งต่อมาเรียกว่าสำนักผู้ว่าการ และเป็นเลขานุการคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้นำเรื่องทุนธนาคารแห่งประเทศไทยมาเล่าให้ฟังเสมอ ตั้งแต่ปีแรกที่เปิดรับ และเล่าความคืบหน้าให้ฟังเสมอมา เพราะจะมีเพื่อนๆ รุ่นพี่ หรือว่าลูกๆของเพื่อนพ่อ ไปสมัครสอบแข่งขันด้วย

พ่อเล่าว่า เรื่องนักเรียนทุนเกิดมาจากการคุยกับในกลุ่มผู้ใหญ่ในธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ถ้าหมดรุ่นอาจารย์ป๋วยแล้ว จะมีใครเป็นหลักทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสืบต่อไป “คุณป๋วยบอกว่า ก็ต้องสร้างคนขึ้นมาแทน”

ในช่วงก่อนที่นักเรียนทุนจะกลับมาทำงาน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้สรรหาคนมีฝีมือมาทำงานด้วยอยู่แล้ว โดยได้รับผู้ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศที่ไปเรียนด้วยทุนตนเอง หรือที่ได้รับทุนจากที่อื่นๆ มาเป็นพนักงานด้วย พนักงานในรุ่นนี้ก็คือผู้ที่เป็นหัวหน้าของรุ่นที่เป็นนักเรียนทุนธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจากที่เริ่มกลับมาปฏิบัติงาน นอกจากพนักงานกลุ่มดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้รับผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ เข้ามาเป็นพนักงานด้วยอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้ในช่วงปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นต้นมา มีบุคคลที่จบการศึกษาจากต่างประเทศเข้ามาเป็นพนักงานเป็นจำนวนมาก ทั้งที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากต่างประเทศ และที่ไปเรียนต่อได้รับปริญญาโทจากต่างประเทศ โดยเกือบทั้งหมดอยู่ที่ฝ่ายวิชาการ และต่อมามีส่วนหนึ่งย้ายไปปฏิบัติการในโครงการพิเศษ คือโครงการพัฒนาตลาดทุน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งตลดาหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเวลาต่อมา

นับว่าในเวลานี้เป็นช่วงที่ผู้ใหญ่ในธนาคารแห่งประเทศไทยได้สร้างสมพลังสมองในรูปของพนักงานรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศไว้ในธนาคารจำนวนมากทีเดียว

การให้ทุนไปเรียนต่อในต่างประเทศนี้ อาจารย์ป๋วยได้ให้หลักไว้ว่า ต้องการให้ไปเรียนในหลายๆสำนักและในหลายๆประเทศ เพื่อให้แต่ละคนได้รับแนวความคิดที่แตกต่างกันมา ทำให้มีทางเลือกที่จะนำมาประยุกต์หาแนวที่เหมาะสมสำหรับใช้ในการพัฒนาประเทศของเราต่อไป

ในฐานะผู้ว่าการ อาจารย์ป๋วยได้กำหนดประเทศขึ้นมาหลายประเทศที่ต้องการส่งนักเรียนไปเรียน และธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ให้ทุนนักเรียนไปเรียนที่ประเทศต่างๆ กระจายกันไปทั่วทั้งสี่ทวีป คือ ยุโรป อเมริกา เอเชีย และออสเตรเลีย

ในแต่ละทวีป การเลือกประเทศก็มีความหมาย เช่น ต้องการให้ไปเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์กับศาสตราจารย์ท่านหนึ่งในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลคนแรกของโลก ต้องการให้ไปเรียนที่ประเทศสวีเดน เพราะมีสำนักหนึ่งที่เป็นแนวคิดสำคัญของเศรษฐศาสตร์ในเวลานั้น  ให้ไปประเทศญี่ปุ่นเพราะเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย และคงมีความสำคัญยิ่งขึ้น ให้ไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะเป็นแหล่งความคิดใหม่ๆของโลก ฯลฯ

ได้ทั้งความรู้และสังคม

ในแต่ละประเทศ ผู้ใหญ่ในสมัยนั้นให้ความเอาใจใส่ถึงขั้นระบุโรงเรียนให้ด้วยหลังจากที่เสาะหาข้อมูลได้แล้วว่าเป็นโรงเรียนที่ดี โดยผู้ที่ดูแลเรื่องนี้เป็นหลักคือคุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร ซึ่งดูแลงานของฝ่ายวิชาการและงานด้านต่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย

ในกรณีของสหรัฐอเมริกา ที่ดิฉันได้รับฟังจากคุณหญิงสุภาพก็คือ “ให้ไปอยู่ College กันหมด ดีกว่าอยู่มหาวิทยาลัยในเมือง จะได้มีอาจารย์เอาใจใส่ใกล้ชิด อยู่ไกลเมืองใหญ่ ไม่มีคนไทยเรียนอยู่ด้วยเลย ภาษาจะได้เก่งๆ ที่เลือกให้น่ะเป็นโรงเรียนดีมีชื่อเสียง มีคนสำคัญเคยเรียน ฉันยังอยากให้ลูกไปเรียนเลย”

แนวทางการเลือกโรงเรียนในสมัยนั้น คือ ท่านเลือกโรงเรียนดี นักเรียนเก่ง แม้ค่าเล่าเรียนจะแพงเพียงใดก็ไม่เกี่ยง ขอให้ตั้งใจเรียน และอีกอย่างหนึ่งก็คือ “ต้องให้ได้สังคมมาด้วย สายสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญมากในอนาคตการทำงานระหว่างประเทศ จะช่วยประเทศของเราได้มาก” ดังที่ท่านได้ยักตัวอย่างให้ฟังว่า Wellesley เป็นโรงเรียนเก่าของมาดามเจียง (ไค เช็ค) การรู้จักคนที่มีความสำคัญทางการเมืองและทางธุรกิจเอาไว้เป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะต่อมา

ความเอาใจใส่ต่อนักเรียนทุนเหมือนลูกเหมือนหลานนี้ มีต่อเนื่องไปแม้เมื่อเรียนอยู่ ดังที่เมื่อนักเรียนทุนคนหนึ่งมีปัญหาด้านการเรียนในประเทศหนึ่ง ท่านให้ย้ายประเทศได้ อีกคนหนึ่งเรียนจบจากประเทศญี่ปุ่น อาจารย์ป๋วยเกรงว่าภาษาอังกฤษจะแพ้เพื่อนๆ ท่านหาลู่ทางให้นักเรียนทุนคนนั้นให้ได้ไปเรียนปริญญาโทในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ คือที่โรงเรียนเก่าที่มีชื่อเสียงของท่าน และท่านได้สร้างชื่อเสียงไว้ให้นักเรียนไทยทุกคนเป็นประวัติอันดีเด่นไว้นั่นเอง

ความหวังในเรื่องการเข้าสถานศึกษาต่างๆ ของผู้ใหญ่ในสมัยนั้นไม่สมหวังอยู่สองเรื่องคือ

หนึ่ง ไม่มีใครจบจากประเทศสวีเดน และ

สอง ไม่มีนักเรียนทุนธนาคารแห่งประเทศไทยในสมัยที่ดิฉันรู้จัก ที่เข้าไปเรียนที่ Wellesley

ส่วนการวางแผนล่วงหน้าของผู้ใหญ่ใสมัยนั้นที่จะให้ผู้ที่ได้รับทุนกลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ในด้านทฤษฎี แนวคิด และแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อหาแนวนโยบายที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย รวมทั้งได้สายสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ต่อประเทศนั้น เท่ากับการเตรียมเครื่องมือชั้นดี ไว้ให้ผู้บริหารรุ่นต่อไปได้ใช้

เทคโนแครตคือเครื่องมือ ที่ต้องการผู้ใช้ที่ใช้เป็น คือใช้เต็มสมรรถนะของเครื่องมือนั้นๆ

คนรุ่นต่อไปได้ใช้เครื่องมือ คือเทคโนแครตเหล่านี้ให้สมประโยชน์ตามความตั้งใจของคนรุ่นที่สร้างมาหรือไม่ เป็นเรื่อที่ทุกคนพอจะประเมินได้ด้วยตนเอง

คำสอน

“ขอให้เป็นคนเก่ง ที่เป็นคนดี”

          ก่อนไปศึกษาต่อในต่างประเทศ นักรเรียนทุนทั้งรุ่น ซึ่งมีสองคนบ้าง สามคนบ้าง แล้วแต่ว่าจะสอบได้คะแนนถึงเกณฑ์ของธนาคารหรือไม่ ได้มีโอกาสไปลาท่านผู้ว่าการที่ห้องทำงานบนตึกวังบางขุนพรหม

ปีนั้นที่ผู้รับทุนรุ่นเดียวกันได้เข้าไปลา เรานั่งอยู่ที่โต๊ะประชุมในห้องทำงาน โดยอาจารย์ป๋วยนั่งหัวโต๊ะ คิดดูแล้วก็ตื่นเต้นมาก เพราะเป็นนักศึกษาปีหนึ่งอยู่แท้ๆ ได้นั่งโต๊ะเดียวกับผู้ว่าการ อยู่ในมหาวิทยาลัย อย่าว่าแต่นั่งโต๊ะเดียวกันกับอาจารย์เลย ยืนเสมอกันยังไม่ได้เลย ถ้าอาจารย์นั่งเก้าอี้ เราก็คุกเข่า ถ้าอาจารย์ยืน เราก็ย่อ นี่คือธรรมเนียมตอนนั้น

ผู้ว่าการให้โอวาทหลายเรื่อง ใครจำอะไรได้บ้างไม่ทราบ ที่ดิฉันจำได้ก็คือ

“ธนาคารส่งนักเรียนทุนไปนี้ ต้องการให้กลับมาทำงานนะ ไม่ได้ต้องการได้เงินคืน แม้ว่าตามสัญญาจะให้ใช้ทุนคืนได้ก็ตาม ธนาคารไม่ได้ต้องการเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย เพราะว่าเงินนั้นมีอยู่แล้ว อยากได้คนมาทำงาน”

“ให้นึกเสมอว่า เงินที่ส่งไปเรียนหนังสือนี้ เป็นเงินของชาติ เป็นของชาวนาชาวไร่ด้วย ทุกคนทั้งชาติช่วยกันส่งคุณไปเรียน ขอให้เรียนให้ดีแล้วกลับมาใช้คืนเขา ด้วยการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม”

เมื่อผู้ใหญ่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ไปประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ท่านได้ให้โอกาสนักเรียนทุนของธนาคารได้ติดสอยห้อยตามไปในงานต่างๆด้วยเพื่อเป็นการเปิดหูเปิดตา และได้ยินได้ฟังเรื่องที่ผู้ใหญ่คุยกัน ดิฉันบังเอิญโชคดีเพราะโรงเรียนอยู่ห่างจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพียง ๔๕ นาทีเท่านั้น

ครั้งหนึ่งขณะที่ยังเรียนหนังสืออยู่ระดับปริญญาตรี ได้มีโอกาสพบกับอาจารย์ป๋วย ท่านเรียกไปนั่งใกล้ๆ ถามเรื่องการเรียน แล้วก็ถามว่า

“จำได้ไหมว่า วันที่ไปลามาเรียนนั้น ผมพูดอะไรบ้าง”

ดิฉันตอบเท่าที่จำได้ ดังที่ได้เล่าไปข้างต้นแล้ว ดีที่จำอะไรได้บ้าง ไม่ถึงกลับลืมไปหมด

ท่านบอกว่า ผมบอกไว้อีกเรื่องหนึ่งด้วยว่า “คนเก่งหายาก แต่คนที่ดีด้วยและเก่งด้วยหายากกว่า ขอให้เป็นคนเก่งที่เป็นคนดีด้วย”

ค่ะ ค่ะ ครั้งนี้จำได้ไม่ลืมเลยค่ะ

ท่านคงสอนนักเรียนทุนที่ไปลาเรียนทุกคนเหมือนๆกัน และก็คงติดตามดูให้มั่นใจว่าทุกคนไม่ลืมคาถาบทนี้

นักเรียนทุนธนาคารแห่งประเทศไทยในสมัยนั้น จะระลึกได้ว่าเคยได้ยินประโยคนี้มาแล้วด้วยกันทุกคน

เวียนงานเพื่อให้รู้งานทั้งธนาคาร

          หลังจากทบทวนความจำแล้ว ท่านก็ถามว่ามีอะไรอยากถามอีกไหม

คำถามแรกของดิฉันก็คือ “ท่านผู้ว่าการคิดว่าการได้ปริญญาเอกสำคัญแค่ไหน”

ตอนแรกท่านงงว่าถามทำไม จึงเรียนท่านว่า ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยคิดว่าปริญญาเอกเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อเรียนจบกลับไปแล้วจะได้ทั้งเงินเดือนดี ได้ตำแหน่งดี ได้โอกาสก้าวหน้าดีมากๆ นักเรียนทุนทุกคนรวมทั้งดิฉันเอง ก็จะเรียนให้ถึงปริญญาเอก แต่ถ้าหากว่าไม่สำคัญมากที่สุดสำหรับการทำงานหรือการก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ดิฉันก็จะมีโอกาสเลือกได้ว่าเรียนหรือไม่เรียน ซึ่งดิฉันอาจเลือกที่จะไม่เรียน เพราะไม่ได้นึกอยากเรียน

คำตอบของ ดร. ป๋วย ในฐานะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในเวลานั้นคือ

การเรียนเป็นการได้ความรู้ทางทฤษฎี แต่ว่าการทำงานเป็นการได้ประสบการณ์ คนที่มีความสามารถพอๆกัน ถ้าทำงานเร็ว ก็ชดเชยได้กับคนที่เริ่มงานช้าเพราะเรียนนาน ทางธนาคารจะต้องดูให้คนสองคนนี้ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันมากนักในเรื่องเงินเดือน หรือตำแหน่งงาน

ท่านได้พูดต่อมาว่า กำลังคิดว่า เมื่อนักเรียนทุนกลับไปทำงานจะให้เวียนไปทำงานกับฝ่ายงานต่างๆ เพื่อประโยชน์หลายประการ คือ เพื่อให้ผู้ใหญ่หลายๆ ฝ่ายได้รู้จัก และเพื่อพนักงานเองก็จะได้มีโอกาสเห็นงานต่างๆในธนาคาร ระหว่างนั้นก็จะมีการประเมินผลงานเพื่อตีราคาออกมาว่า ควรจะได้เงินเดือนเท่าใด

ด้วยวิธีนี้ คนที่เรียนมามาก ควรจะทำงานงานได้คุณภาพดีกว่าคนที่เรียนมาน้อย ก็จะได้เงินเดือนตั้งต้นสูงกว่า และคนที่เรียนน้อยเมื่อทำงานไปสักพักก็คงได้เงินเดือนสูงขึ้น คงจะพอๆกับเพื่อร่วมรุ่นที่กลับมาทีหลังแต่เรียนมากกว่า

แล้วท่านก็ถามว่า แบบนี้ดีไหม ถ้าทำแบบนี้ คิดว่าจะเรียนหรือไม่เรียนปริญญาเอก

ระบบการเวียนงานใช้มาได้หลายปี และใช้กับพนักงานที่จบการศึกษาจากต่างประเทศที่เข้ามาทำงานทุกคนในสมัยนั้น ไม่เฉพาะแต่นักเรียนทุนเท่านั้น แต่แล้วการเวียนงานก็ค่อยๆเลือนหายไป แม้ในเวลาที่ดิฉันยังอยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทย นึกไม่ออกเหมือนกันว่าหายไปตอนไหน  เพื่อนรุ่นน้องฟังเรื่องการเวียนงานเหมือนได้ยินนิยายปรัมปรา และอันที่จริงก็อยากได้โอกาสนั้นบ้าง เพราะทำให้เข้าใจงานทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และที่ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือการสร้างสายสัมพันธ์กับพนักงานในฝ่ายต่างๆ อันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ใหญ่ในธนาคารในสมัยนั้นให้ความสำคัญ

เสน่ห์สำคัญ : สุภาพ ใส่ใจ และให้เกียรติ

          เมื่อปี ๑๙๖๗ ประเทศอังกฤษ ลดค่าเงินปอนด์ ดิฉันกำลังเรียนระดับปริญญาโท วิชา เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศกับอาจารย์คนหนึ่งซึ่งต่อมาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ที่ซานฟรานซิสโก  อาจารย์เล่าให้ฟังว่า เรื่องการลดค่าเงินนี้ ไม่มีใครยอมรับจนกระทั่งประกาศจริง แม้ว่าจะมีการเก็งหรือคาดเดากันอย่างไรก็ตาม วิธีพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารชาติ มีอยู่อย่างเดียวคือ ปฏิเสธ

อาจารย์เล่าว่า รายการนี้ เมื่อดูจากข่าวจะเห็นว่า ทุกคนปฏิเสธจนกระทั่งถึงนาทีสุดท้าย แล้วค่อยประกาศเมื่อประชุมเสร็จ เป็นเรื่องฮือฮากันมาก

ดิฉันเขียนเล่ามาให้พอฟังเป็นปกติ เพราะถือเป็นวัตรปฏิบัติที่จะเขียนจดหมายถึงทางบ้านทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง และทำมาตลอดเวลาที่เรียนหนังสืออยู่ต่างประเทศ ถ้างานยุ่งมากๆ อาจจะส่งโปสการ์ดหนึ่งฉบับให้รู้ว่ายังอยู่ดี สมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ต และที่บ้านก็ไม่มีโทรศัพท์อีกด้วย

ในทำนองเดียวกัน ก็คงจะพอนึกได้ว่า สมัยนั้นเมืองไทยคงไม่มีข่าวด่วนแบบ CNN ที่จะทำให้ติดตามสถานการณ์เหมือนตาเห็นในเวลาเดียวกันทั้งโลกได้

คราวนี้ปรากฏว่า ท่านผู้ว่าการถูกบางคนวิจารณ์ว่านำเงินสำรองประเทศไปทำเสียหาย เพราะนำไปถือไว้เป็นเงินปอนด์สเตอร์ลิงค์ น่าจะรู้ว่าเงินปอนด์จะต้องลดค่า แต่ที่นำไปถือไว้เพราะท่านนิยมอังกฤษ ฯลฯ พ่อก็เลยนำจดหมายของดิฉันให้ท่านอ่าน ว่าเรื่องแบบนี้ ใครที่ไหนก็ไม่รู้ทั้งนั้น

ท่านผู้ว่าการนำจดหมายดิฉันไปอ่านต่อในที่ประชุมคณะกรรมการ แล้วท่านก็เขียนเป็นบันทึกกลับมา ซึ่งพ่อของดิฉันส่งมาให้ดู

เรื่องที่ท่านเขียนมา นอกจากคำขอบคุณแล้วก็คือ บอกว่า รูปสวยดี

เด็กอย่างดิฉันรู้สึกซึ้งใจที่เห็นคำขอบคุณของผู้ใหญ่ และมองเห็นความเป็นคนอารมณ์ดีของท่าน เพราะจดหมายฉบับนั้น เป็นการเขียนถึงครอบครัว ใช้กระดาษเขียนจดหมายแบบ psychedelic คือเป็นภาพเขียนสีสด ลวดลายเวียนหัว แต่มองออกว่าเป็นลวดลายผู้หญิงนุ่งบิกินี วาดเฉพาะท่อนลำตัว พวก    บุปผาชนสมัยนั้นทำขาย ดิฉันซื้อส่งมาเพื่อให้น้องๆ ได้เห็นอะไรที่แปลกๆ พ่อนำให้อาจารย์ป๋วยดูทั้งฉบับ ดีที่ท่านไม่เห็นว่านักเรียนทุนของท่านเหลวไหล

เมื่อเรียนจบและกลับมาทำงาน เพื่อนคนแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคือคุณชฎา วัฒนศิริธรรม ในปัจจุบันและเพื่อนๆร่วมโต๊ะอาหารกลางวันของคุณชฎา คุณชฎาเล่าว่าสมัยที่มาสมัครงานนั้น ธนาคารมีหัวข้อหนึ่งมาให้นั่งแต่งเรียงความ แต่งเสร็จแล้วก็เดินไปคุยกับผู้ใหญ่ในฝ่ายวิชาการอีกสามคน เป็นอันว่าจบพิธีการสอบและการสัมภาษณ์เพื่อเข้าทำงาน อีกหลายคนที่ธนาคารรับเข้ามาก็เช่นเดียว เพื่อนๆเล่าให้ฟังว่า บางทีท่านผู้ใหญ่ในธนาคารก็เอ่ยปากชักชวนให้ลูกหลานคนรู้จักเข้ามาร่วมงานในธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นการเสาะหาพนักงานรุ่นใหม่ในเชิงรุก คือไม่เพียงนั่งรอให้คนมาสมัครเองเท่านั้น

แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชวน ทุกคนผ่านกระบวนการเขียนเรียงความสอง-สามชั่วโมง และการสอบสัมภาษณ์โดยผู้ใหญ่ในฝ่ายวิชาการสามคน แบบเดียวกัน

นั่นก็คือ รูปแบบการรับพนักงาน ยังคงมีบรรทัดฐานที่คงไว้ แต่ยืดหยุ่นในแง่ที่ว่าจะรับพนักงานสักคน ไม่จำเป็นต้องประกาศแล้วมาสอบพร้อมๆกัน แต่ว่ารับทีละคนก็ได้ โดยผู้บริหารยึดในเจตนารมณ์ของกฎระเบียบนั้นๆด้วย และใช้วิจารณญาณของผู้ที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ซึ่งคงจะดูทั้งการสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์และประวัติการเรียนของผู้สมัคร

พวกเรารับประทานอาหารกันในสถานสวัสดิสงเคราะห์ ซึ่งสมัยนั้นเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ตั้งอยู่ติดกับสนามเทนนิสและสนามฟุตบอล ซึ่งบัดนี้คือตึกที่ทำการของธนาคารแห่งประเทศไทยนั่นเอง พวกเราไม่ค่อยชอบอยู่ในโรงอหารเพราะผู้คนแออัด เลยเข้ามานั่งที่โต๊ะ ในสถานสวัสดิสงเคราะห์ซึ่งจะมีคนนั่งกันเพียงสามโต๊ะ โต๊ะมุมสุด ซึ่งติดกับสนามฟุตบอลเป็นโต๊ะต่อกันยาว และปูผ้าขาว เป็นโต๊ะที่ผู้ใหญ่ในธนาคารมารับประทานอาหารร่วมกัน ได้พูดคุยกันพร้อมหน้าพร้อมตาจากฝ่ายต่างๆ

ข้อแตกต่างระหว่างโต๊ะปูผ้าขาวกับโต๊ะของพวกเรา ก็คือ โต๊ะแรกจะปูผ้าขาว มีกระดาษเช็ดปากวางไว้หนึ่งหรือสองกล่อง และมีพนักงานนำอาหารและเครื่องดื่มมาให้ อาหารก็มาจากโรงอาหารเดียวกับพวกเรา พวกที่โต๊ะนั่นทราบว่าเก็บเงินกันเป็นรายเดือน มีเหรัญญิกดูแลการเงิน จะได้ไม่ต้องหยิบเงินจ่ายเป็นรายวัน รายคน บางวันท่านผู้ว่าการว่าง ท่านก็มาร่วมโต๊ะด้วย เป็นภาพที่คุ้นตาที่จะเห็นผู้ใหญ่ในเชิ้ตขาว นั่งรับประทานอาหารพร้อมหน้ากัน

พนักงานมักจะได้รับความเอาใจใส่ติดตามถามไถ่ความคืบหน้า และคำแนะนำในเรื่องต่างๆที่กำลังทำอยู่ แม้ว่าเราจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ผู้ใหญ่ที่ทำงานใหญ่ ระดับชาติและคงจะยุ่งมาก ก็ยังอุตส่าห์มีเวลามาให้ความสนใจ แต่ละคนคงสามารถเล่าเรื่องต่างๆ อันเป็นความประทับใจส่วนบุคคลได้จากประสบการณ์ของแต่ละคน

สำหรับดิฉันเองนั้น เรื่องแรกก็คือเมื่อมาเริ่มทำงาน ท่านผู้ว่าการให้ไปพบ หลังจากออกมาจากห้องทำงานแล้ว เลขานุการของท่านก็ถามว่า ท่านผู้ว่าการถามอะไรบ้าง

ดิฉันตอบเรื่องที่สะดุดใจอยู่คือ ท่านถามว่า ที่เรียนดูหนังน่ะ เขาสอนอะไร

เลขาฯ หัวเราะแล้วบอกว่า ท่านผู้ว่าการชอบดูหนัง คงอยากรู้ว่าหนังเป็นวิชาในหลักสูตรปริญญาตรีได้อย่างไร

พนักงานเวียนงานเป็นพนักงานที่ผู้ใหญ่เอาไวใกล้ตัว เหมือนๆกับเป็นเด็กใหม่ ต้องนั่งใกล้ครูประจำชั้น ในปีแรกที่อยู่ระหว่างเวียนไปทำงานในฝ่ายต่างๆ ตามนโยบายที่ธนาคารได้กำหนดไว้ ครั้งหนึ่งนั่งทำงานติดกับคุณวารี หะวานนท์ หัวหน้าผู้ตรวจสอบ ใกล้ๆกันมีอีกหลายคนที่ต่อมาเป็นผู้บริหารของฝ่ายตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ ก็มีโทรศัพท์จากอาจารย์ป๋วยถามมาว่าทำเรื่องอะไรอยู่ มีงานชิ้นหนึ่งจะให้ทำ และตอนนี้นั่งทำงานอยู่กับใคร

เมื่อเรียนท่านเรียนร้อย โทรศัพท์ก็ดังที่โต๊ะคุณวารี เมื่อรับโทรศัพท์เสร็จ คุณวารีก็หันมาบอกดิฉันว่า ท่านผู้ว่าการโทรศัพท์มาขอยืมตัวดิฉัน ท่าทางคุณวารีบอกได้ว่าภูมิใจที่ท่านผู้ว่าการโทรมาขอพนักงานจากคุณวารี ทั้งๆที่ท่านจะสั่งมาก็ได้

งานที่ได้รับมอบหมายก็คือ ให้แปลสุนทรพจน์ (ซึ่งครั้งนั้นเป็นบทความขนาดยาว) ที่ท่านผู้ว่าการกำลังร่างอยู่ โดยแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เพื่อนำไปลงในวารสารฉบับหนึ่ง ทันทีที่ท่านได้พูดจบ ดังนั้นจึงต้องรีบแปล

เป็นที่รู้กันดีว่า บทความ หรือสุนทรพจน์สำคัญๆ เช่น สุนทรพจน์ในงานเลี้ยงประจำปีของสมาคมธนาคารไทย ที่ผู้ว่าการใช้เป็นเวทีที่จะกล่าวถึงปัญหา แนวนโยบาย คำเตือน หรือ แนวทาที่ธนาคารพาณิชย์พึงปฏิบัตินั้น อาจารย์ป๋วยจะแต่งเอง บางทีก็เป็นความเรียงร้อยแก้ว แต่ก็มีบางครั้งที่แต่งเป็นคำร้อยกรอง

แปลอังกฤษเป็นไทยว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ คงเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับคนที่ทำงานมาแล้วสักพักหนึ่ง แต่ยากมากสำหรับคนที่เพิ่งกลับมา ยังไม่คุ้นกับศัพท์เฉพาะภาษาไทย อย่างไรก็ตามก็พอรอดตัวมาได้เพราะเพื่อนๆช่วยกันบอกศัพท์

ระหว่างที่อาจารย์ป๋วยนั่งร่างฉบับภาษาอังกฤษอยู่ในห้องทำงาน นักพิมพ์ดีดฝีมือดีก็พิมพ์ออกมา ตอนไหนที่เรียบร้อยดิฉันก็เริ่มแปล

พออารจารย์ป๋วยเขียนเสร็จ ท่านก็ถามไถ่ว่าฝ่ายแปลถึงไหนแล้ว ก็ไม่ถึงไหนเท่าไหร่นัก คือได้ประมาณสามในสี่ แล้วก็ดีใจเมื่อท่านให้เพื่อนอีกคนที่กำลังเวียนงานอยู่ที่สำนักผู้ว่าการมาช่วย พร้อมกับนักพิมพ์ดีดผู้มีฝีมือทางแปลอยู่ด้วย เรื่องแปลก็เสร็จทันเวลาด้วยความเอาใจใส่สั่งงานระดมคนมาช่วยโดยที่เราเองก็ไม่ได้คิดว่าท่านจะมาดูแลเรื่องดูเล็กน้อยสำหรับท่านเช่นนี้

ความประหลาดใจอันเป็นความดีใจเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเรื่องตีพิมพ์ และแจกจ่ายทั่วไปเพราะมีชื่อผู้แปลทั้งสามคนปรากฏหราอยู่ที่บนหัวบทความนั้น ผู้ทำงานไม่ได้คาดคิดกันเลยแต่คนพิมพ์งานบอกว่า อาจารย์ป๋วยเป็นคนสั่งให้ใส่

เรื่องต่อมาที่เคยทำให้อาจารย์ป๋วยคือ ทำรายการหนังสืออ่านประกอบการเรียนและหัวข้อประกอบการสอน ที่อาจารย์ป๋วยรับไปเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยพรินสตัน เรื่องนี้ทำให้ดิฉันเองได้รับความรู้เพิ่มขึ้นมาจากการที่ต้องสำรวจองค์ความรู้และข้อเขียนต่างๆ ที่ว่าด้วยปัญหาการพัฒนาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขื่อน เรื่องไฟฟ้า ฯลฯ

กลับจากพรินสตัน ก็มีคนนำกระเป๋าใส่ธนบัตรแบบพับได้สีแดงมาให้ บอกว่าอาจารย์ป๋วยฝากมาให้

กระเป๋าใบนั้นได้ใช้จนเก่า และหมดสภาพไปตามกาลเวลา

ส่วนหนึ่งในการทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย คือช่วยต้อนรับแขกของธนาคารที่เป็นชาวต่างประเทศ ครั้งหนึ่งดิฉันได้รับหน้าที่ให้ดูแลผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่เดินทางมาเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา พร้อมกับภรรยาและอาจารย์ป๋วยจะพาไปเชียงใหม่ด้วย

วันที่ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นจะออกจากโรงแรมที่กรุงเทพฯ เพื่อเดินทางไปเชียงใหม่ เขาไม่ได้เช็คเอ้าท์ แต่เก็บห้องเอาไว้ตลอดเวลาที่ไม่อยู่ ดิฉันได้เรียนถามอาจารย์ป๋วย ว่าทำไมเขาไม่ฝากของเสียก่อน จะทำให้ประหยัดเงินค่าห้องได้มาก อาจารย์ป๋วยตอบว่า “ถ้าเขาไม่เช็คเอ้าท์ เราก็คงไม่สมควรไปบอกเขา เพราะเขาเป็นแขกรับเชิญของเรา แต่ถ้าเป็นผม ผมคงเช็คเอ้าท์เสียก่อน แล้วกลับมาค่อยเข็คอินใหม่”

คำตอบของท่านทำให้เด็กเลือดร้อนรู้สึกเย็นลงได้ คือข้อแรกเขาเป็นแขกรับเชิญของเรา ข้อที่สอง ผู้ใหญ่ของเราเห็นด้วยกับความคิดของเรา แค่นี้ก็พอใจแล้ว

ช่วงที่แวะไปธนาคารแห่งประเทศไทย สาขาลำปาง ดิฉันลงไปรออยู่ที่นัดพบ เพราะถูกสอนเอาไว้ว่า เป็นเด็กต้องมาก่อนเวลา ไม่ควรให้ผู้ใหญ่รอ และเผื่อว่ามีใครต้องการไหว้วานให้ทำอะไรจะได้หาตัวได้ แต่ปรากฏว่าอาจารย์ป๋วยลงมาแล้ว และยังเหลือเวลาอีกมาก ท่านจึงเดินตรวจอาคารสาขา แต่ไม่ใช่การเดินธรรมดาๆ บางทีท่านก็ก้าวขึ้นบันไดทีละสองขั้น และเห็นห้องที่มีโต๊ะสนุกเกอร์อยู่ ท่านถามว่าเล่นเป็นไหม ดิฉันตอบว่า แทงถูกค่ะ ถ้ามีคนบอกว่าต้องแทงลูกไหนก่อน

เป็นอันว่าได้ใช้เวลาระหว่างรอให้คนมาพร้อมด้วยการเล่นสนุกเกอร์ จะแทงถูกหรือไม่ถูก ไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก ที่สำคัญคือได้เล่นสนุกเกอร์เป็นเพื่อนท่านผู้ว่าการซึ่งปกติคงไม่มีเวลาพักผ่อนมากนัก (ตามที่คิดเอาเอง) แต่ที่ขัดเจนคือเห็นความสามารถอันหลากหลายของอาจารย์ป๋วย

ถึงวันที่เดินทางกลับจากเชียงใหม่ อาจารย์ป๋วยเป็นคนทำเรื่องจ่ายเงิน ท่านเซ็นชื่อที่ไหนสักแห่ง พนักงานโรงแรมขอดูบัตรประชาชนหรือบัตรที่มีภาพและลายเซ็น ท่านหาไม่ได้ ดิฉันกระซิบบอกพนักงานว่า นี่ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อาจารย์ป๋วยหยิบธนบัตรออกมาแล้วถามยิ้มๆว่า “วันนี้ผมไม่มีบัตรติดตัว เทียบกับลายเซ็นแบงก์นี่ได้ไหม”

ศิลปวัฒนธรรม

          เมื่อพรรคพวกกลุ่มที่ทำงานเรื่องพัฒนาตลาดทุนย้ายสำนักงานมาอยู่ที่อาคารธนาคารแห่งประเทศไทยที่ถนนสุรวงศ์ ได้นำภาพจำนวนหนึ่งมาติดสำนักงาน คนที่นำมาติดบอกว่าเป็นภาพที่อาจารย์ป๋วยซื้อไว้ จากการเดินทางไปต่างจังหวัด เป็นภาพวาดฝีมือนักศึกษา

ดิฉันบอกว่า “ภาพนี้ติดกลับหัว”

หลายคนร้องเฮ้ยออกมาพร้อมๆกัน

แล้วเราก็นั่งถกกันว่า ภาพดูไม่ออกภาพนั้น ต้องแขวนข้างไหนกันแน่

ถกกันอยู่นานด้วยสารพัดเหตุผล เพื่อหาทางให้เกิดการยอมรับกันขึ้น โดยที่ต่างก็ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก แต่ก็เป็นวิธีที่น่าจะนำมาใช้ในการทำงานในระยะต่อมา

ในที่สุด ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ควรจะใช้ลายเซ็นของผู้วาด เป็นตัวตัดสิน เมื่อหาพบแล้วภาพก็ถูกกลับให้ถูกทาง

นอกจากภาพประเภทดูไม่ออกที่ว่ามาแล้ว ภาพอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจารย์ป๋วยซื้อไว้ก็คือ ภาพที่วาดโดย ม.ล.ปุ่ม มาลากุล สมัยนั้นราคาไม่แพงมาก อาจารย์ซื้อเพราะสวย และเพราะไม่ค่อยมีคนสนับสนุนศิลปินกันนัก ยังส่งไปติดไว้ตามสาขาภาคของธนาคารแห่งประเทศไทยอีกด้วย สมัยนี้ภาพของ ม.ล. ปุ่ม เป็นหนึ่งในกลุ่มภาพของศิลปินที่นักสะสมเสาะแสวงหา

การอุปถัมภ์งานศิลปะ มิได้หยุดเพียงนี้ อีกงานหนุ่งของอาจารย์ป๋วย ก็คือ ร่วมกับหม่อมพันธุ์ทิพย์ บริพัตร เปิดหอศิลป์ พีระศรี ขึ้น เป็นที่แสดงงานของศิลปินสมัยใหม่ ตั้งที่ทำการและที่แสดงงานอยู่ที่บริเวณที่ดินของสกุลบริพัตร ที่ซอยอรรถการประสิทธิ์ แยกถนนสาธร โดยเริ่มตั้งแต่การระดมทุนเรื่อยมาจนกระทั่งสร้างอาคารแล้วเสร็จและเปิดใช้งาน ศิลปินในสมัยนั้นคงจำเรื่องที่เกี่ยวกับอาจารย์ป๋วยกับงานศิลปะได้เป็นอย่างดี ต่อมาเมื่อสิ้นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญ คือหม่อมพันธุ์ทิพย์ ก็เลิกไป ยังคงปล่อยอาคารให้รกร้างอยู่ เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่ทำได้เพียงชั่วคราวแล้วเลือนหาย

งานด้านศิลปะอีกมุมหนึ่งคือ ด้านดนตรี ผู้ที่ทำงานร่วมสมัยกับอาจารย์ป๋วยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย คงจำได้ว่าในบางครั้งเมื่อมีการเล่นดนตรี ผู้ว่าการจะมานั่งร่วมวงเป่าขลุ่ยด้วย ยังมีภาพที่ระลึกเก็บไว้ในวารสารพระสยาม อันเป็นวารสารภายในของธนาคารแห่งประเทศไทย

ผู้จุดประกายการเรียนการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์

งานอีกงานหนึ่งที่อาจารย์ป๋วยให้คามสำคัญเสมอมาควบคู่กับการทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย คืองานที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักเรียนทุนรุ่นพี่คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า      อาจารย์ป๋วยกันวิชาการเงินและการธนาคารเอาไว้ให้คนจากธนาคารชาติไปสอนด้วยเหตุผลสองประการคือ

ประการแรก วิชานี้คนที่จะรู้ดีที่สุดคือพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะมีหน้าที่ทำเรื่องนโยบายการเงินของประเทศโดยตรง

ประการที่สอง เป็นความคิดของผู้ใหญ่ที่ว่า ทุกคนควรต้องหัดพูดในที่สาธารณะให้เป็นตั้งแต่เพิ่งเริ่มทำงาน เพื่อที่ว่าต่อไปในอนาคตจะได้ไม่มีปัญหาในเรื่องความมั่นใจในตนเองเมื่อต้อพูดให้กลุ่มบุคคลจำนวนมากฟัง

นอกจากหลักสูตรการเงินการธนาคารแล้ว อาจารย์ป๋วยได้เริ่มหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีอีกด้วย มีอาจารย์จากต่างประเทศ ตามโครงการสนับสนุนของมูลนิธิจากต่างประเทศ และอาจารย์ไทยที่จบการศึกษามาจากต่างประเทศเป็นผู้สอนตามความถนัดของแต่ละคน พวกเราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ร่วมด้วยช่วยสอนวิชาต่างๆตามหลักสูตรนี้

การเรียนระดับปริญญาตรีกับอาจารย์ต่างประเทศ ทำให้ผู้เรียนได้เรียนวิธีการเรียนการสอนที่เหมือนหรือคล้ายกับส่งนักเรียนไปศึกษาในต่างประเทศด้วยตนทุนที่ถูกกว่า ชั้นเรียนค่อนข้างเล็ก คือบางวิชามีนักศึกษาไม่ถึง ๒๐ คน ทุกคนได้ใกล้ชิดอาจารย์ ได้มีโอกาสซักถามและถูกอาจารย์ถามให้ต้องคิดต้องทำการบ้าน ต้องอ่านหนังสือมาก่อนตลอดเวลา

น่าเสียดายที่ต่อมา หลักสูตรนี้ถูกยกเลิกไป และอาจารย์หลายคนหันไปเน้นการสอนในระดับสูงกว่าปริญญาตรี

ในเรื่องวิชาการเงินและการธนาคารนี้ ในระยะต่อมา มีอาจารย์ที่จบด้านการเงินและการธนาคารมาสอนวิชานี้ในมหาวิทยาลัยต่างๆ มากขึ้น แต่ว่าไม่มีตำราที่ว่าด้วยการดำเนินนโยบายการเงินสำหรับประเทศไทย อาจารย์ต่างๆต้องสอนจากตัวอย่างในตำราต่างประเทศเท่านั้น พนักงานที่อยู่ที่กลุ่มศึกษาพิเศษในฝ่ายวิชาการขอธนาคารแห่งประเทศไทยในสมัยหนึ่งที่ทำงานวิจัยด้านการเงินจึงได้จัดสัมมนาอาจารย์ที่สอนวิชาการเงินและการธนาคารระดับมหาวิทยาลัยขึ้นครั้งหนึ่งที่ธนาคาร โดยนำเสนอผลงานวิจัยด้านการเงินและนโยบายการเงินที่ทำกันธนาคารแห่งประเทศไทยให้อาจารย์ได้รับทราบและถกเถียงกัน นับว่าได้ผลมากในการนำให้นักวิชาการในมหาวิทยาลัย กับนักวิชาการในธนาคารแห่งประเทศไทยหันมามองประเด็นเพื่องานวิจัยในด้านการเงินการธนาคารสำหรับนโยบายการเงินในประเทศไทย และเป็นการสานต่อแนวคิดของอาจารย์ป๋วยมาได้อีกระดับหนึ่งในเรื่องที่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคือแหล่งความรู้และการปฏิบัติในเรื่องนโยบายการเงิน

น่าเสียดายอีกเช่นกันที่แนวคิดในด้านการหาแนวร่วมเพื่อสร้างความเข้าใจและเพื่อสร้างประเด็นสำหรับงานวิจัยที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ในหมู่วิชาการไม่ได้มีการสร้างให้กระชับยิ่งขึ้นในระยะต่อๆมา

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องปลีกย่อย แต่ก็มีความสำคัญ ได้แก่ การบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับการเงิน ซึ่งทางราชการเองก็ได้ค่อยๆบัญญัติขึ้นใช้ตามความจำเป็น เช่น ชื่อองค์กรระหว่างประเทศและศัพท์การเงินอีกหลายต่อหลายศัพท์ ศัพท์หนึ่งที่ผู้ใหญ่เล่ามาว่า เป็นศัพท์ที่คิดกันอยู่นานคือคำว่า liquid asssets หรือคำว่า liquidity ซึ่งในระยะแรกหาคำแปลที่เหมาะไม่ได้ ครั้งหนึ่งเคยใช้คำว่า ความเหลว แต่ไม่ค่อยได้ผลนัก อาจารย์ป๋วยตั้งรางวัลเล่นๆให้แก่ผู้ที่คิดคำนี้เป็นภาษาไทยได้ แต่ในท้ายที่สุด ท่านคิดออกเอง คือ คำว่า “สภาพคล่อง” ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เป็นอันว่าไม่มีใครได้รางวัล

การบัญญัติศัพท์ในธนาคารแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นเสมอๆ ตามความจำเป็น เพราะในภาคราชการยังคงรักษาการเขียนบันทึกให้เป็นภาษาไทยไว้ทั้งหมดได้อย่างมั่นคง เมื่อไม่นานมานี้ ดิฉันได้ลองทบวนกับคุณศิริชัย ที่ร่วมงานกันมาที่ส่วนวิเคราะห์ ฝ่ายการธนาคาร รู้สึกภูมิใจว่ามีหลายศัพท์ที่เราได้ช่วยกันคิดขึ้นมาใช้และติดมาจนทุกวันนี้ ที่จำได้คือคำว่า (พันธบัตร) ทบดอกเบี้ย บัตรเงินฝาก ตลาดซื้อคืน ระบบการชำระเงิน และฐานเงิน เป็นต้น คนอื่นๆ ก็คงมีศัพท์ที่คิดขึ้นมากันได้อีกหลายศัพท์

ให้โอกาสและสร้างสายสัมพันธ์ในสังคมโลก

การให้โอกาสเปิดหูเปิดตากับนักเรียนที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนทุนของธนาคารหรือไม่ก็ตาม นับเป็นการสอนทางอ้อมอีกทางหนึ่ง ในสมัยที่ยังเป็นพนักงานระดับผู้น้อยอยู่นั้น พวกเราทีละสองคน จะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยเลขานุการของอนุกรรมการนโยบายการเงินหนึ่งปี แล้วปีต่อมา ก็เปลี่ยนเป็นอีกสองคนอื่น โดยเลขานุการคือ หัวหน้าหน่วยการเงิน เป็นคนยืนโรง

การทำเช่นนี้ เปิดโอกาสให้หลายเรื่องด้วยกัน ดังนี้

ประการแรก ทำให้พนักงานที่ยังไม่มีประสบการณ์มากนัก ได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยการรับฟังเรื่องที่ผู้ใหญ่ระดับผู้บริหารนโยบายยกขึ้นมาพิจารณาร่วมกัน

ประการที่สอง พนักงานได้หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปฝึกหัดจดรายงานการประชุม และส่งให้เลขานุการคณะกรรมการเป็นผู้ตรวจแก้

ประการที่สาม เมื่อหมดเวลาประชุม จะเป็นเวลารับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการจะได้ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารพร้อมกับผู้ใหญ่ทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่ไม่ได้เป็นอนุกรรมการด้วย ได้มีโอกาสรับฟังเรื่องต่างๆ ทั้งในธนาคารและนอกธนาคารอีกหลายเรื่อง เป็นความรู้ประดับตน

นี่เป็นการให้โอกาสในธนาคาร และนี่เป็นวิธีสอนงานอีกทางหนึ่ง ทำให้ทุกคนที่ได้โอกาสเหล่านี้โตเร็ว และโตด้วยความรอบรู้ในงานหลายๆด้านในธนาคาร ไม่ติดอยู่กับงานด้านหนึ่งด้านใดหรือรู้เฉพาะงานในความรับผิดชอบเฉพาะหน้าเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีโอกาสในการติดตามไปประชุมในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

การเลือกคนไปประชุมต่างประเทศในสมัยนั้น นอกจากผู้บริหารระดับกลางที่ทำงานเฉพาะด้านแล้ว พนักงานระดับต้นที่ไม่เกี่ยวกับงานนั้นโดยตรง ยังมีโอกาสได้ไปประชุมกับเขาด้วย

การเลือกพนักงานเช่นนี้ เป็นความไม่สะดวกอย่างยิ่งของผู้ใหญ่ที่ต้องใช้งาน เพราะผู้ไปไม่รู้งาน แต่ว่าเป็นโอกาสดียิ่งของพนักงาน ที่ได้เรียนงาน เพราะผู้ใหญ่และพี่ต้องคอยสอนให้

ดิฉันได้ไปร่วมประชุมที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศครั้งหนึ่งสมัยที่เป็นเศรษฐกรอยู่ที่หน่วยการคลัง ฝ่ายวิชาการ ครั้งนั้นอีกคนที่ไปด้วยไปจากหน่วยการเงิน ไม่มีใครสักคนที่ไปจากหน่วยการเงินระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่ด้านนี้โดยตรง ผู้ได้รับเลือกไปก็งง ผู้ที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ อยู่วงนอก ก็งงเหมือนกัน แต่ผู้ที่เข้าใจแนวคิดของผู้ใหญ่ในธนาคาร ก็คงจะนึกได้ว่า นี่คือการให้โอกาส และการฝึกเด็กอีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง

ก่อนจะเดินทางไปร่วมประชุม กลุ่มที่ทำงานหน่วยการเงินระหว่างประเทศนำเอกสารมาให้ สั่งเสียว่าต้องไปทำอะไรบ้าง ประเด็นประชุมคืออะไร ต้องการได้อะไรกลับมาจากการประชุมครั้งนี้ และให้กำลังใจว่าเราทำได้แน่ ฯลฯ

ไปประชุมกลับมาแล้ว ผู้ไปก็ต้องเป็นคนทำรายงานทั้งหมด และสรุปเรื่องที่เกิดขึ้นให้กลุ่มที่ทำงานโดยตรงได้รับทราบ เพื่อจะได้ให้ทำงานต่อไปได้

อยากทราบว่า บรรยากาศการช่วยเหลือกัน ประสานงานกัน และให้กำลังใจกันเช่นนี้ ยังมีเหลืออยู่อีกบ้างหรือไม่ ที่ใดบ้าง

แม้แต่การประชุมในประเทศ บางครั้งก็เป็นการประชุมกับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุมผู้ว่าการธนาคารกลางประเทศต่างๆ เป็นวิธีปฏิบัติของฝ่ายไทย ที่จะนำพนักงานรุ่นเด็กไปร่วมประชุมด้วย จะเรียกว่าเด็กยกแฟ้ม หรือเด็กหิ้วกระเป๋าตามแต่ วิธีนี้ได้ใช้ปฏิบัติตามกันมาในหลายประเทศ ต่างคนต่างก็มีพนักงานรุ่นใหม่ติดตามมาประชุมด้วย พวกเราทำหน้าที่ประสานงานต่างๆ เวลาที่ประชุม

นี่คือที่มาของความเป็นเพื่อนข้ามประเทศ เป็นการสร้างสายสัมพันธ์เพื่ออนาคตอีกแบบหนึ่งที่ผู้ใหญ่ในธนาคารแห่งประเทศไทยได้วางไว้ให้ จึงไม่เป็นที่แปลกใจว่าในวันที่ดิฉันไปทำงานที่ธนาคารพาณิชย์จะพบว่าคนที่หิ้วกระเป๋าและยกแฟ้มให้ท่านผู้ว่าการมาด้วยกัน ต่างก็อยู่ในตำแหน่งคล้ายๆกันธนาคารกลางหรือธนาคารพาณิชย์ในประเทศของตน แม้ในทุกวันนี้หากไปประเทศเพื่อนบ้าน เอ่ยว่ารู้จักใครบ้าง นั่นคือคนที่เคยทำ หรือยังทำงานด้านนโยบายหรือด้านบริหารในองค์การ กิจการต่างๆ หลายแห่ง เช่นกัน

ธนาคารชาติขอทุกประเทศในสมัยเมื่อ ๒๐ – ๓๐ ปีมาแล้ว เป็นแหล่งเพาะผู้ทำงานด้านการเงินให้กับวงการเงินในแทบทุกประเทศในย่านนี้

นี่คือสายตาอันยาวไกลของผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยในสมัยนั้น

ในส่วนที่เกี่ยวกับนักเรียนทุน ผู้ที่มีส่วนอย่างมากในการกำหนดการเรียน และการดูงานของนักเรียนทุน ก็คือ คุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบระดับสูง ดูแลงานด้านวิชาการ แต่ในเรื่องความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานนั้น ความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ก้าวหน้าได้มากนัก หากไม่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากผู้บริหารอีกหลายๆคน

ในเรื่องการให้เลื่อนตำแหน่ง และการแปรนโยบายหลายๆ ประการเป็นการปฏิบัติเพื่อให้ใช้นักเรียนทุนหรือนักเรียนนอกอย่างเต็มที่ ส่วนหนึ่งอยู่ในการดูแลของคุณพิสุทธิ์ นิมมานเหมินท์ ซึ่งเป็นผู้ช่วย และต่อมาเป็นรองผู้ว่าการ ในสมัยที่อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ว่าการ และยังมีผู้ใหญ่อีกหลายต่อหลายท่านที่พยายามแปรนโยบายที่ท่านผู้ว่าการได้วางไว้ออกเป็นวิธีปฏิบัติและสนับสนุนต่อเนื่องมาอีกนาน

นอกจากนักเรียนทุนหรือนักเรียนนอก อันเป็นคำรวม จะได้โอกาสหลายอย่างในการเพิ่มพูนความรู้แล้ว คนที่ธนาคารให้กลับมาทำงานเมื่อจบเพียงปริญญาตรี ก็ได้มีโอกาสไปเรียนต่อปริญญาโทตามความสมัครใจ และการเลื่อนตำแหน่งก็เป็นไปตามความเหมาะสม โดยไม่ยึดติดกับระเบียบเดิมอย่างตายตัว ซึ่งก็ทำให้ผู้ที่ทำงานมานานบางคนไม่สบายใจเหมือนกัน เพราะพนักงานรุ่นหลังวิ่งแซงหน้า ทางเดียวที่จะทำได้สำหรับคนที่ได้ตำแหน่งก็คือ เมื่อได้รับโอกาสก็ต้องมีความรับผิดชอบ คือ ทำงานหนัก และทำงานให้ดี ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจเพื่อพิสูจน์ตนเองว่าผู้ใหญ่เลือกไม่ผิด

ช่วงนั้นงานดำเนินไปได้ด้วยดี เพราะทุกคนประสานงานกัน เนื่องจากมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน คือทุกคนตั้งต้นงานที่ฝ่ายวิชาการ และต่างก็พอรู้งานทั้งธนาคารจากการเวียนงาน

อิสรภาพของธนาคารกลาง

          แนวคิดของอาจารย์ป๋วยและผู้ใหญ่ในธนาคารถ่ายทอดต่อๆมาจากการดูแลเอาใจใส่สั่งสอนทั้งทางตรงและทางอ้อม เมื่อมีโอกาส ท่านผู้ว่าการป๋วยก็จะ “ปฐมนิเทศ” พนักงานด้วยตนเอง โดยการบรรยายเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่และบทบาทของธนาคารกลางให้พนักงานใหม่ได้ฟัง ปีที่ดิฉันได้ฟังนั้น สถานที่ก็คือสถานสวัสดิสงเคราะห์ คือที่เรานั่งรับประทานอาหารที่ได้เล่ามาแล้วนั่นเอง

แนวคิดหนึ่งที่เราหลายๆคนได้รับการปลูกฝังในระยะของการทำงาน ก็คือ แนวคิดว่าด้วยอิสรภาพของธนาคารกลาง ว่าคืออะไร และเราจะรักษาไว้ได้อย่างไร ซึ่งท่านผู้ว่าการป๋วยได้สรุปเอาไว้เป็นบทความ และท่านผู้ว่าการพิสุทธิ์ ก็ได้เขียนเพื่อบรรยายต่อมาในแนวเดียวกัน

สรุปแบบง่ายๆก็คือ

๑.     อิสรภาพของธนาคารกลางนั้น ถึงอย่างไรก็ยังอยู่ในกรอบของรัฐบาล (within the government) ไม่ใช่เป็นอิสระจากรัฐบาล

๒.      ความขัดแย้งระหว่างธนาคารกลางกับกระทรวงการคลังมีได้เสมอ เหมือนกับสามีภรรยาที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ต้องหาทางตกลงกันให้ได้ โดยที่ความในไม่ให้ออก ความนอกไม่ให้เข้า

๓.     หากผู้ว่าการไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงกับรัฐบาลในนโยบายเรื่องใดก็ตาม ผู้ว่าการจะลาออก

นี่คือวิธีที่ผู้ใหญ่ในธนาคารแห่งประเทศไทยในสมัยนั้นได้สร้างสิ่งที่เป็นรูปธรรมขึ้นจากแนวคิดที่เป็นนามธรรม

แด่อาจารย์ป๋วย

เมื่ออาจารย์ป๋วยต้องไปอยู่ต่างประเทศแล้ว ดิฉันมีโอกาสได้พบท่านอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ท่านจะป่วย เมื่อโทรศัพท์ไปหา ท่านนัดให้ไปพบกันที่ทางออกรถใต้ดินสถานีพิคคาดิลลี่ โดยบอกหมายเลขทางออกให้ ดิฉันซึ่งไม่เชี่ยวชาญเรื่องมหานครลอนดอนฟังแล้วไม่เข้าใจ ท่านต้องอธิบายว่าให้มองที่เหนืออุโมงค์ที่เป็นทางแยกไปในทิศต่างๆจะมีหมายเลขอยู่บนนั้น

ดิฉันกับเพื่อนคนไทยที่ทำงานอยู่ที่อังกฤษไปพบท่านพร้อมกัน และท่านพาไปเลี้ยงอาหารจีนอย่างง่ายๆ พร้อมทั้งให้ดูข้อเขียนเกี่ยวกับเมืองไทยของท่าน เรายังไม่ใช่ผู้ใหญ่นัก และไม่ได้สนใจเรื่องการบ้านการเมืองมากมายอะไร แต่ที่ได้รับมาคือความรู้สึกเป็นห่วงประเทศไทยอย่างลึกซึ้งของท่าน

หลังจากนั้นมาอีกหลายปี เมื่ออาจารย์ป๋วยป่วยแล้ว และสามารถกลับมาเยี่ยมประเทศไทยได้ พวกเราที่เป็นนักเรียนทุนธนาคารแห่งประเทศไทยได้คุยพร้อมๆกันครั้งหนึ่งและตกลงกันว่าเราจะทำหนังสือให้อาจารย์ป๋วยสักเล่มหนึ่ง เหมือนกับที่พวกเรากลุ่มแรกได้ทำให้คุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร เมื่อหลายปีมาแล้วก่อนที่คุณหญิงจะเสียชีวิต

เราเห็นว่า การทำหนังสือให้ท่านในเวลาที่ท่านยังชีวิตอยู่ เป็นการทดแทนบุญคุณให้กับส่วนรวมอย่างหนึ่ง และคงทำให้อาจารย์ป๋วยดีใจ เพราะท่านเองก็เน้นในเรื่องการให้ความรู้อยู่แล้ว และเหมือนกับเป็นการสร้างอนุสาวรีย์ให้กับท่าน ด้วยปัญญาและสมองในการคิดและเขียนหนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า “แด่ อาจารย์ป๋วย” ตั้งแต่ภาพวาดบนปกหน้าไปจนตลอดถึงบทความทุกเรื่องในเล่ม เป็นผลงานของนักเรียนทุนธนาคารแห่งประเทศไทยในหลายๆสาขาวิชา และหลายรุ่นหลายวัย ดิฉันได้รับอุปโลกน์ให้เป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มนั้น ในความหมายของทุกคนก็คือให้มีหน้าที่ตามทวงเรื่องจากคนที่รับปากไว้ว่าจะเขียน โดยพวกเราได้มอบลิขสิทธิ์บทความทั้งหมดให้กับมูลนิธิอาจารย์ป๋วย

หนังสือเล่มนั้นสำเร็จทันเวลาที่อาจารย์ป๋วยกลับมาเมืองไทย หากจำไม่ผิดคือ พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้ขายหาเงินเข้ามูลนิธิอาจารย์ป๋วย โดยเริ่มขายครั้งแรกให้กับแขกรับเชิญที่มาในงานเลี้ยงให้อาจารย์ป๋วยที่ห้องประชุมใหญ่ธนาคารแห่งประเทศไทย มีคุณบุญมา วงศ์สวรรค์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้ขายกิตติมศักดิ์ ในวันนั้น

 

สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในใจชน

เมื่อมองย้อนไปตลอดชีวิตของอาจารย์ป๋วย จะเห็นได้ว่า ท่านอุทิศเวลาให้กับงานของประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง โดยไม่เกี่ยงหรือไม่ขีดเส้นว่า งานนั้นเป็นงานในหน้าที่การงานหรือไม่ แต่จะทำเมื่อเห็นว่างานนั้นเป็นสิ่งที่ดี ที่ควรทำให้กับส่วนรวม

การรำลึกถึงอาจารย์ป๋วยด้วยบทความข้อเขียนนั้นเป็นทางหนึ่ง แต่ก่อนจะปิดบทนี้ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย น่าจะมีการทำวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับยุคสมัยของอาจารย์ป๋วยด้วย เพื่อให้เข้าใจงานของอาจารย์ป๋วย ละกลุ่มเทคโนแครตในสมัยหลังสงครามโลกมาจนถึงยุคมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อันจะมีส่วนทำให้เราได้เข้าใจสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคหรือเกื้อหนุนให้งานในระยะนั้นเป็นดังที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน และการวางแผนงานในอนาคต

อาจารย์ป๋วยในฐานะผู้ให้ความคิดใหม่ๆต่อสังคมไทย ได้จากไปแล้วนับแต่วันที่ท่านพูดและเขียนไม่ได้

อาจารย์ป๋วยในฐานะบุคคล สิ้นชีวิตไปเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒

แต่อาจารย์ป๋วยในฐานะนักคิด ยังคงอยู่ตราบเท่าที่ยังมีผู้คิดตาม และปฏิบัติตาม

แม้เทียนที่ดับไปแล้ว จะคงเหลือเพียงกลิ่นกรุ่นอวล ก่อนจะจางหาย แต่แสงเทียนแห่งความคิดและปัญญา จะดำรงอยู่ถ้ามีผู้สานต่อแนวคิดและทำแบบอาจารย์ป๋วย…ตลอดไป

นวพร เรืองสกุล

บทความนี้พิมพ์ครั้งแรกใน กรุงเทพธุรกิจ (จุดประกาย) ปี ๒๕๔๒

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s