อุเทนถวาย / เทคโนโลยีราชมงคล / จุฬาฯ กับงานก่อสร้างของไทย

10

เคยต้องเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างตอนที่ทำงานธนาคารพาณิชย์ เพราะมีสินเชื่อ และงานก่อสร้างสาขา ที่ต้องคอยติดตามประเมินว่า ก่อสร้างไปกี่ % แล้ว เบิกเงินงวดใหม่ได้หรือยัง

ตอนนั้นรู้สึกอึดอัดว่า ทำไมไม่มีใคร “ฟันธง” อย่างมืออาชีพให้เราว่า การก่อสร้างก้าวหน้าไปกี่ % แล้ว แทนที่จะต้องเชื่อตามที่เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ไม่ก็วิศวกรของบริษัทก่อสร้างบอกมา

ตอนนี้อยู่คอนโดมิเนียม เจอปัญหาผู้บริหารจัดการอาคารสถานที่ไม่รู้งาน และเปลี่ยนหน้าบ่อยมาก ซึ่งหนักขึ้นตามปริมาณอาคารสูงที่เกิดขึ้น งานนี้ต้องการความรู้ทางช่างผสมผสานกับงานบริหารเงิน บริหารคน (ช่าง ลูกค้า และพนักงานบริการอีกหลายประเภท) และบริหารเอกสาร

เมื่อคอนโดมิเนียมปรับปรุงซ่อมแซมทาสีภายนอก นอกจากจะต้องเจอกับคนงานต่างด้าวแล้ว ผู้คุมงานยังเป็นแค่คนคุมคนงาน ไม่ได้คุมงานว่าจะเปิดงานด้านไหนเมื่อใด ลูกบ้านต้องคอยระวังดูแลตนเอง

เพิ่งรู้ว่าปัญหาทั้งหลายทั้งปวงนี้มีทางออก เมื่อได้อ่านข้อเขียนของ ศ.กิตติคุณเดชา บุญค้ำ ที่ลงในมติชนในปีนี้ ทำให้คิดต่อไปเกี่ยวกับเรืิ่องระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สรุปบทความของอาจารย์เดชาได้ว่า ประเทศของเราขาดคนสามกลุ่มคือ (๑) ผู้มีวิทยาการด้านการก่อสร้างในระดับเป็น professional builders (๒) ผู้ประเมินปริมาณในงานก่อสร้าง (quantity surveyors)  และ (๓) ผู้มีวิชาด้านการจัดการอาคารสถานที่ (facilities / building management)

คณะนวกรรมศาสตร์ (Building Sciences — ผู้เขียนคิดภาษาอังกฤษเอง) เติมความขาดนี้ได้

ครั้งหนึ่ง (ปี ๒๕๔๙) นายกสมาคม และสภาของวิชาชีพด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมทั้งปวง ร่วมกันลงชื่อในหนังสือขอร้องให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดหลักสูตรนวกรรมศาสตร์ เพื่อสนองตอบความต้องการด้านนี้ของระบบเศรษฐกิจของไทย

แต่เรื่องเงียบหายไปในระบบบริหารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด

เมื่อมีกรณีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เรียกร้องขอที่ดินคืน ได้รับคำชี้แจงในสภามหาวิทยาลัยว่า ที่ดินเป็นของจุฬาฯ ด้วยเหตุผล ข้อกฎหมาย และคำตัดสินอันเป็นที่สุดแล้ว และที่ตรงนั้นโดยสภาพและโดยแผนเป็นเขตการศึกษา เพราะล้อมด้วยพื้นที่การศึกษาทั้งหมด

สำหรับผู้เขียนโจทย์สำหรับสภาฯ และฝ่ายบริหาร อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศ

ฝ่ายบริหารโดยอธิการบดีย้ำและยันแผนงานผ่านประชาสัมพันธ์ถึงประชาคมในจุฬาฯ ว่าจะทำตรงนั้นให้เป็นศูนย์นวัตกรรมงานสร้างสรรค์เพื่อชุมชนยั่งยืน (Creative economy)

การสร้าง creative economy จำเป็นก็จริง แต่ผู้เขียนเห็นว่าการหา creative solution ที่ได้ประโยชน์ต่อทุกฝ่ายจำเป็นกว่า จึงมีข้อเสนอเพ่ิมเติมดังนี้

หนึ่ง ต้องคงชื่ออุเทนถวาย และคงอาคารไว้ มีสะพานอุเทนถวาย พร้อมช้างเป็นฝูง จะไม่มีพระเจ้าอุเทนผู้มีมนต์เรียกช้าง ได้อย่างไร  ถ้าจะย้ายชื่ออุเทนถวายไป เห็นท่าจะต้องยกสะพานหัวช้างไปด้วย

สอง วิชาที่จะสอนควรโยงกับโรงเรียนช่างก่อสร้างเดิม จึงขอเสนอให้ตั้งวิทยาลัยการก่อสร้างอุเทนถวาย แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ประศาสน์ปริญญานวกรรมศาสตร์บัณฑิต และต่อไปเมื่อมีบัณฑิตพอประมาณแล้ว ก็ตั้งสมาคมวิชาชีพก่อสร้างขึ้นมา มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

การสร้างคณะว่าด้วยการก่อสร้างสมัยใหม่ขึ้นมาเป็นสิ่งที่น่าจะแก้ปัญหาให้ประเทศได้หลายเปลาะ

เปลาะที่ ๑ วิชาชีพก่อสร้างจะได้เลิกเป็นชนชั้นสองเสียที             วิชาชีพนี้เคยเป็นเอกเมื่อการก่อสร้างเป็นแค่การสร้างบ้านชั้นเดียวทีละหลัง แต่บัดนี้เมื่อสร้างบ้านทีละหลายสิบหลัง หรือสร้างอาคารหลายสิบชั้น วิชาช่างกลายเป็นรองเมื่อกฎหมายกำหนดให้วิชาชีพวิศวฯ กับสถาปัตยฯ เป็นผู้คุมงานก่อสร้าง ซึ่งวิศวฯ ก็บอกว่าไม่ใช่งานของตัว สถาปัตยฯ ก็บอกว่าไม่ใช่ คนที่ใช่คือช่างก่อสร้างก็ไม่เข้าเกณฑ์ของกฎหมาย แต่จะแก้กฎหมายก็หาวิชาชีพที่ว่าไม่เจอ

เปลาะที่ ๒ ประเทศเราจะมีช่างฝีมือระดับคุมงานได้ ไม่เช่นนั้นเมื่อเปิดประเทศ คนของเราจะเป็นได้แค่คนงานระดับรอง รอรับคำสั่งจากผู้คุมงานระดับสูงที่เป็นต่างด้าว ที่เขาเรียนวิชาเหล่านี้มา

เปลาะที่ ๓ แทนที่จุฬาฯ จะต้องสร้างศักยภาพด้านงานก่อสร้างขึ้นมาสำหรับคณะ (วิทยาลัย) ใหม่ ก็สามารถใช้ศักยภาพพื้นฐานที่อุเทนถวายมีอยู่เดิม และคงประวัติศาสตร์ตั้งแต่เป็นโรงงานของโรงเรียนเพาะช่างเอาไว้ได้

เปลาะที่ ๔ แทนที่จะคิดว่าถูกกลืนหรือถูกรวม อุเทนถวายที่เป็นศิษย์เก่าและนักศึกษาในปัจจุบันและอนาคตที่สนใจมีอาชีพที่โยงกับงานก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ น่าจะดีใจที่โรงเรียนเดิมของตนที่เคยเป็นเลิศได้แปลงโฉมใหม่ให้ทันยุคสมัย และสามารถคงความเป็นเลิศต่อไปในอนาคต

มีความแตกต่างแค่ไหนและแบบใดดีกว่ากัน ระหว่างเป็นวิทยาเขตหนึ่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีตะวันออก กับเป็นวิทยาลัยหนึ่งในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เรื่องนี้ผู้ปกครอง นิสิตนักศึกษา ศิษย์เก่า คณาจารย์ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยทั้งสองฝ่าย ต่างคนต่างก็คงมีคำตอบที่แตกต่างกัน

แต่ต้องแยกคำตอบให้ได้ว่า ที่ว่าดีหรือไม่ดีนั้น อันไหนดีสำหรับตนฝ่ายเดียว อันไหนดีสำหรับชาติโดยรวม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s