หารายได้ให้มหาวิทยาลัย

IMG_0411

อันที่จริงสถาบันการศึกษาทุกแห่งที่เป็นของรัฐ มีสิ่งที่เหมือนกันคือ มีทรัพยากรบุคคล (ครู อาจารย์) และมีที่ดิน อาคารสถานที่เป็นของตนเอง) แล้วยังมีรายได้จากงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน เพื่อจ่ายเป็นค่าจ้่าง เงินเดือน และงบก่อสร้าง สินทรัพย์ต่างๆ ในครอบครองจึงมีมาก และได้มาเพิ่มเติมเรื่อยๆ

เว้นเรื่องโรงเรียนไว้ มาดูเฉพาะสถาบันอุดมศึกษา คำถามคือ ทำอย่างไรมหาวิทยาลัยจึงจะใช้ทรัพย์สินที่มีให้เกิดประโยชน์อย่างดีที่สุดต่อนิสิตนักศึกษา ประชาคมในมหาวิทยาลัย สังคมและประเทศชาติ

หน้าที่นี้เป็นของสภามหาวิทยาลัยและฝ่ายบริหารที่จะต้องเป็นผู้ริ่เริ่มและดำเนินการ ให้สมกับหลักการที่กล่าวกันว่า “สภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่จัดการดูแลทรัพย์สินสมบัติทั้งปวงของมหาวิทยาลัย อันเป็นสาธารณสมบัติ อย่างถูกต้อง ได้ผล และมีประสิทธิภาพ สร้างผลตอบแทนในการลงทุนให้ดี”

สินทรัพย์ในบัญชี ได้แก่

–          สินทรัพย์ทางการเงิน และเงินทุนของมหาวิทยาลัย

–          อาคาร ที่ดิน และอุปกรณ์

สินทรัพย์นอกบัญชี ได้แก่

–          ความรู้ของบุคลากร

–          ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบัน และครอบครัว

–          ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย

ช่องทางการหารายได้จึงมีหลายเส้นทาง ซึ่งอาจจะใช้ทุกเส้นทาง จะใช้เส้นทางใดมากน้อยกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาส

คราวนี้ขอดูเฉพาะเรื่อง การหารายได้จากความรู้ของบุคลากร กับการใช้ประโยชน์จากอาคาร ที่ดิน และอุปกรณ์​

การหารายได้จากความรู้ มี ๒ ทางคือ ใช้แรงงานเป็นหลัก เช่น สอน ฝึกอบรม วิจัย กับใช้ทุนและสมองเป็นหลัก เช่น การสร้างนวัตกรรมต่างๆ แล้วเผยแพร่หรือสร้างรายได้เพิ่มจากนวัตกรรมนั้นๆ

สินทรัพย์ในมือประเภทอุปกรณ์ อาคาร และที่ดิน ที่อาจหารายได้เพิ่ม เช่น

ห้องทดลอง เปิดให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เน้นด้านเทคโนโลยีเช่าใช้ หรือจ้างทำการทดลอง นิสิตนักศึกษาและอาจารย์ได้ใช้วิชา และผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนในห้องทดลองที่อาจจะเกินกำลังของกิจการขนาดเล็ก ธุรกิจกับมหาวิทยาลัยเติบโตและเพิ่มความรู้ไปด้วยกัน

ห้องเรียนและห้องประชุม จัดระบบการใช้งานให้เต็มที่ ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคุ้มค่าเงินงบประมาณที่ได้ลงไป แทนที่จะหวงไว้เป็นทรัพย์สินส่วนของคณะหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง แล้วใช้เพียงสัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมง และสร้างเพิ่มเรื่อยๆ

มหาวิทยาลัยไม่อาจสอนเรื่องความคุ้มค่าให้กับนิสิตนักศึกษาได้ ตราบเท่าที่ตนยังไม่ปฏิบัติตามหลักนั้นด้วยตนเอง และมหาวิทยาลัยไม่อาจสร้างผู้ประกอบการได้ หากว่ามหาวิทยาลัยขาดวิญญาณของผู้ประกอบการ หรือปิดกั้นวิญญาณนั้น

มหาวิทยาลัยไม่ควรทำตัวเป็นหน่วยที่มีแต่รายจ่าย แต่ควรเป็นองค์กรหนึ่งในกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม

ธุรกิจเพื่อสังคมทำงานโดยต้องคำนึงถึงกำไรและขาดทุน แต่กำไรของธุรกิจรวมถึงกำไรต่อสังคมที่วัดเป็นตัวเงินโดยตรงไม่ได้ด้วย แต่เห็นได้จากกระบวนการทำงาน และการนำกำไรกลับไปเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ที่ดินเป็นทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้ในอนาคตให้มหาวิทยาลัยได้มากมายและยืนยาว แต่การพัฒนาที่ดินให้ได้ดอกได้ผลกลับได้รับความเอาใจใส่น้อย

มหาวิทยาลัยหลายแห่งมีที่ดินในครอบครองแห่งละเป็นพันๆ ไร่ ที่ยังไม่ใช้ประโยชน์ให้สมกับที่รัฐได้มอบให้ไว้เป็นทรัพย์สิน

เท่าที่ได้ยินมา มักมีการชี้ประเด็นว่าที่ดินในมือนำไปพัฒนาในเชิงพาณิชย์ไม่ได้ ไม่เหมือนมหาวิทยาลัยกลางเมือง

แต่เราต้องไม่ลืม ๒ ประเด็นต่อไปนี้

  1. มหาวิทยาลัยที่มีที่ดินทำเลทองในปัจจุบัน ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษ สร้างค่าของที่ดินขึ้นมาจากที่ว่างเปล่าและห่างไกล

การออกแบบพื้นที่และกิจกรรม มีบทบาทในการค่อยๆ ดึงศูนย์กลางของเมืองออกมาหาตน

  1.  การพัฒนาที่ดิน ไม่ใช่คิดแคบๆ แค่ว่าหมายถึงการก่อสร้างอาคารเท่านั้น ที่ดินสามารถให้ดอกให้ผลด้วยตัวของที่ดินนั้นเองได้

ที่ดินทุกผืนมีค่า ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเรื่องการบุกรุกที่ดินเพื่อทำกินให้ได้ยินเป็นแน่

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเคยบ่นเรื่องที่ดินอยู่ในที่ลุ่ม ที่ดินอยู่บนเขา หรือว่าที่ดินเป็นป่าเสื่อมโทรม ใช้ประโยชน์ไม่ได้

แต่ว่าเราจะเห็นคนอยากได้รีสอร์ทบนเขา ต้องการบ่อเก็บกักน้ำ และต้องการที่เพาะปลูก

เราต้องไม่ลืมว่าที่ดินที่เป็นป่าเสื่อมโทรม แปลว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นป่าสมบูรณ์มาก่อน

ปลูกข้าวโพด ปลูกมัน ปลูกยางพารา ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ล้วนสร้างรายได้สุทธิไม่แพ้เงินฝากธนาคารหรือหุ้นกู้ชั้นดี เหตุใดจึงไม่เลือกทางเหล่านี้เพื่อหารายได้ด้วย

ถ้าไม่ทำการเกษตร ด้วยการปลูกพืชไร่ ไม้ผล สมุนไพร ฯลฯ ก็อาจจะคืนผืนป่าให้แผ่นดิน

อันที่จริงการปลูกป่าก็เป็นธุรกิจได้ ทำวนเกษตร ทำพื้นที่ท่องเที่ยวเพื่อการศึกษาสภาพป่า ฯลฯ

ถ้ามหาวิทยาลัยใช้ประโยชน์จากที่ดินนับพันไร่นั้นได้เต็มที่ ก็เท่ากับแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้เห็นว่า อุดมศึกษาอุดมด้วยปัญญาอย่างแท้จริง และสามารถเป็นแบบอย่างด้านการแก้ปัญหาด้านการหาประโยชน์จากที่ดินให้กับประเทศได้

กฎหมายขีดเส้นว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ส่วนวัตถุประสงค์หลักของสถาบันอุดมศึกษา น่าจะเป็นเกณฑ์ช่วยตัดสินว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เพื่อประโยชน์ของสังคม

เรื่องที่ทำได้ และควรทำ แต่ยังไม่ได้ทำ หรือไม่อยากคิดทำ ยังมีอยู่อีกมาก มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งควรต้องคิดทบทวนว่า ที่ไม่ได้ทำนั้น เพราะ

–          ทำไม่ได้ (ด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมาย) หรือทำไม่เป็น ซึ่งต้องหาทางปรับปรุงการทำงานให้ทำได้ ทำเป็น

–          ไม่ต้องการทำ/ไม่อยากทำ (ด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่เหตุผลด้านความเหมาะควรในสถานะสถาบันการศึกษา)

มักมีเส้นแบ่งที่ไม่ชัดเจนระหว่าง การทำไม่ได้ กับทำไม่เป็น และสิ่งที่ไม่ควร กับสิ่งที่ไม่อยากทำ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s