สืบเนื่องจากเรื่อง “การตั้งศูนย์บริหารสินทรัพย์ฯ” (April 7, 2013)

๑๐ ประเด็นคำถามคำตอบต่อไปนี้ สืบเนื่องมาจากการบรรยายกึ่งสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการตั้งศูนย์บริหารสินทรัพย์มหาวิทยาลัย บางคำถามมีคำตอบชัดเจนขึ้นหลังจากที่หารือผู้ชำนาญการด้านการลงทุน จึงขอนำมาเผยแพร่ ณ ที่นี้

การคุยกันเกิดขึ้นในโครงการพัฒนาผู้บริหารมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมงานอบรมที่ทำให้ได้ข้อคิดและคำถามดีๆ มาใช้ในครั้งนี้

ก่อนขึ้นคำถามที่ ๑

อธิบายศัพท์ “คัสโตเดียน”

custodian หรือผู้เก็บรักษาทรัพย์สิน ได้แก่ เงินฝาก และเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ต่างๆ

ผู้เก็บรักษาหลักทรัพย์ทำงานแบบ “หมูไป ไก่มา” คือ ถ้าผู้ว่าจ้าง (ในกรณีนี้คือมหาวิทยาลัย) ซื้อหลักทรัพย์ใด ก็ต้องรับมอบเอกสารการเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นมา และจ่ายเงินให้กับผู้ขายหลักทรัพย์นั้นๆไป

ถ้าผู้ว่าจ้างขายหลักทรัพย์ ก็ต้องส่งมอบหลักทรัพย์ที่ถูกต้องให้กับผู้ซื้อ พร้อมกับรับเงินจากการขายหลักทรัพย์นั้นมาเข้าบัญชี

ผู้เก็บรักษาหลักทรัพย์จะช่วยดูแลการซื้อขายให้อยู่ในวงเงินที่กำหนดไว้ ผู้สั่งลงทุนหรือสั่งขายหลักทรัพย์เป็นบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจริง เอกสารต่างๆ ถูกต้องและเป็นจริงไม่มีการปลอมแปลง จ่ายเงินตามเวลาที่ระบุไว้ไม่ให้คลาดเคลื่อน เมื่อมีดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ก็ต้องติดตามให้ได้มาตามเวลา

เมื่อทำทั้งหมดนี้แล้วก็ทำรายงานขึ้นมา ซึ่งจะขอดูเป็นรายวันก็ยังได้

ทั้งหมดทำภายใต้ชื่อของผู้ว่าจ้างคือมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยอาจแยกบัญชีย่อยรายคณะด้วยก็ได้ และมีผู้ส่งคำสั่งถึงคัสโตเดียนเป็นรายคณะ รายบัญชีก็ได้

การว่าจ้างคัสโตเดียน ช่วยให้เกิดการคุมแบบสองขา (dual control) คือผู้ตัดสินใจลงทุน (fund manager) ไม่ได้จับเงิน  และผู้สั่งจ่ายหรือรับเงินในนามผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจลงทุน ช่วยให้เกิดความน่าไว้วางใจยิ่งขึ้นว่าเงินของแต่ละบัญชีมีที่มาที่ไปที่ตรวจสอบได้ตลอดเวลา

สำหรับผู้เขียน การว่าจ้่างคัสโตเดียนเป็นเงื่อนไขจำเป็นลำดับแรกในการวางระบบบริหารเงิน

ผู้ทำหน้าที่ custodian ในประเทศไทย ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจาก ก.ล.ต. ผู้ประกอบธุรกิจ custodian ทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทย เป็นส่วนงานหนึี่งในธนาคารพาณิชย์

custodian หรือผู้เก็บรักษาทรัพย์สิน (คือเงินฝาก และเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ต่างๆ) มีบทบาทที่สำคัญ แต่มักไม่เป็นที่ประจักษ์สำหรับผู้อยู่นอกวงการเงิน

ผู้เก็บรักษาหลักทรัพย์ทำงานแบบ “หมูไป ไก่มา” คือ ถ้าผู้ว่าจ้าง (ในกรณีนี้คือมหาวิทยาลัย) ซื้อหลักทรัพย์ใด ก็ต้องรับมอบเอกสารการเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นมา และจ่ายเงินให้กับผู้ขายหลักทรัพย์นั้นๆไป

ถ้าผู้ว่าจ้างขายหลักทรัพย์ ก็ต้องส่งมอบหลักทรัพย์ที่ถูกต้องให้กับผู้ซื้อ พร้อมกับรับเงินจากการขายหลักทรัพย์นั้นมาเข้าบัญชี

ผู้เก็บรักษาหลักทรัพย์จะช่วยดูแลการซื้อขายให้อยู่ในวงเงินที่กำหนดไว้ ผู้สั่งลงทุนหรือสั่งขายหลักทรัพย์เป็นบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจริง เอกสารต่างๆ ถูกต้องและเป็นจริงไม่มีการปลอมแปลง จ่ายเงินตามเวลาที่ระบุไว้ไม่ให้คลาดเคลื่อน เมื่อมีดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ก็ต้องติดตามให้ได้มาตามเวลา

เมื่อทำทั้งหมดนี้แล้วก็ทำรายงานขึ้นมา ซึ่งจะขอดูเป็นรายวันก็ยังได้

ทั้งหมดทำภายใต้ชื่อของผู้ว่าจ้างคือมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยอาจแยกบัญชีย่อยรายคณะด้วยก็ได้ และมีผู้ส่งคำสั่งถึงคัสโตเดียนเป็นรายคณะ รายบัญชีก็ได้

การว่าจ้างคัสโตเดียน ช่วยให้เกิดการคุมแบบสองขา (dual control) คือผู้ตัดสินใจลงทุน (fund manager) ไม่ได้จับเงิน  และผู้สั่งจ่ายหรือรับเงินในนามผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจลงทุน ช่วยให้เกิดความน่าไว้วางใจยิ่งขึ้นว่าเงินของแต่ละบัญชีมีที่มาที่ไปที่ตรวจสอบได้ตลอดเวลา

ผู้ทำหน้าที่ custodian ในประเทศไทย ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจาก ก.ล.ต. ผู้ประกอบธุรกิจ custodian ทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทย เป็นส่วนงานหนึี่งในธนาคารพาณิชย์

แม้จะมีบทบาทสำคัญในการทำให้การลงทุนลุล่วงจนสำเร็จ แต่บทบาทของผู้เก็บรักษาทรัพย์สินมักไม่เป็นที่รู้จักสำหรับผู้อยู่นอกวงการการเงินและการลงทุน

คำถามที่ ๑

เงื่อนไขใดบ้างที่คิดว่าจำเป็นในการทำให้คณะต่างๆ นำเงินของคณะเข้ามาให้ศูนย์บริหารสินทรัพย์ที่ขึ้นอยู่กับสำนักอธิการบดี  เป็นผู้ลงทุน

คำตอบ

ทัศนคติ และการตัดสินใจของรองอธิการบดีฝ่ายการคลัง โดยได้รับการสนับสนุนจากอธิการบดี และสภามหาวิทยาลัย

การได้ผู้บริหารที่มีความสามารถ น่าเชื่อถือ

การมีระบบงานที่ดี เช่น มีระเบียบรองรับ การลงทุนมีวินัย มีอิสระในการบริหารงาน ทำให้มี accountability ที่ชัดเจน

ผลงานที่ปรากฏ และมีการรายงานสม่ำเสมอ ต่อคณะและสภามหาวิทยาลัย เป็น transparency ที่สร้างความไว้วางใจ เพราะเห็นได้และตรวจสอบได้

สำหรับผู้เขียน การว่าจ้่างคัสโตเดียนและการกำหนดเงื่อนไขการทำงานของคัสโตเดียนให้สอดคล้องกับความต้องการของคณะต่างๆ เป็นหนึ่งในเงื่อนไขจำเป็นลำดับแรกในการวางระบบบริหารเงิน

คำถามที่ ๒

องค์ประกอบของคณะกรรมการลงทุนควรเป็นเช่นไร

คำตอบ

การคัดเลือกกรรมการในคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย

องค์ประกอบโดยทั่วไป คือ

  1. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสภามหาวิทยาลัย ผู้มีความรู้ด้านการเงินหรือการลงทุนพอสมควร
  2. ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมหาวิทยาลัย ซึ่งโดยชื่อก็ชัดเจนแล้วว่าควรเป็นผู้มีความรอบรู้ด้านการลงทุน และในขณะเดียวกันก็พึงระวังไม่เลือกบุคคลที่อาจจะมีผลประโยชน์ขัดหรือแย้งกับงานลงทุนของมหาวิทยาลัย
  3. ผู้บริหารหรือบุคคลภายใน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าแต่ละมหาวิทยาลัยมองกรรมการกลุ่มนี้ให้มาทำหน้าที่อะไร

ในกรณีของมหาวิทยาลัยมหิดล การเลือกผู้ทำหน้าที่บริหารเงินจากคณะแพทย์สองคณะ มีเหตุผลประกอบ ๒ ประการคือ

ก. เพื่อให้ผู้บริหารสองคณะ ซึ่งเป็นคณะใหญ่มีเงินที่ต้องบริหารจัดการสูง ได้มีส่วนช่วยคิดและสะท้อนความต้องการของคณะต่างๆ ในการวางนโยบายการลงทุนของศูนย์ฯ

ข. ได้เพิ่มความรอบรู้และมีส่วนร่วมในการบริหารเงินของส่วนกลาง ความรอบรู้ของสองคณะนี้จำเป็นไม่ว่าจะบริหารเงินเองหรือมอบเงินบางส่วนให้ศูนย์ฯ บริหาร เพราะยังมีเงินของมูลนิธิฯ ที่อยู่ในการดูแลของสองคณะนี้ด้วย ซึ่งเป็นเงินต่างหากจากเงินของมหาวิทยาลัย

ค. เป็นการวางแผนด้าน succession (ซึ่งไม่ได้หมายถึงการวางตัวบุคคลเพื่อเป็นรองอธิการบดี)

สำหรับมหาวิทยาลัยที่ไม่มีคณะที่สอนโดยตรงด้านการเงินและการบัญชี ความเสี่ยงด้านการไม่มีผู้ถนัดด้านการเงินมาดูแลการลงทุนมีสูงกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มีคณะด้านนี้ ดังนั้นการสร้างกลุ่มบุคคลที่มีความรอบรู้ด้านการเงินเพื่อเป็นตัวเลือกสำหรับอนาคต จึงเป็นเรื่องสำคัญ

คำถามที่ ๓

คุ้มไหมที่จะจ้างคนมาบริหารเงิน และจ้างด้วยอัตราเงินเดือนเท่าใด

คำตอบ

ถ้ามองว่าการลงทุนได้ผลตอบแทนสูงขึ้นแม้เพียง ๑% จากเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท (ซึ่งมหาวิทยาลัยมักมีอยู่แล้วจากงบประมาณที่ได้มาระหว่างปี และยังใช้ไม่ทัน) ก็เกินพอสำหรับจะจ่ายผู้บริหารเงิน

ประเด็นปัญหาอยู่ที่จะได้ผู้จัดการที่มีความสามารถหรือไม่ และกำกับติดตามดูแลประเมินผลงานของผู้จัดการกองทุนเป็นหรือไม่

อัตราเงินเดือนเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการเจรจา ซึ่งก็มีเงื่อนไขสำคัญ คือ

  1. ผู้ว่าจ้างรับได้ว่าเงินเดือนหรือรายได้ทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยจ่ายให้กับบุคคลชุดนี้ ไม่สูงเกินไปจนมีปัญหาใหญ่ในการบริหารงานบุคคลโดยรวมของมหาวิทยาลัย
  2. ผู้จะมาทำงานรับได้ว่าเงินที่ได้ไม่น้อยเกินไป เมื่อเทียบกับที่ได้รับในการทำงานอื่นในภาคเอกชน
  3. งานที่ทำน่าสนใจพอที่จะแลกความพึงใจในผลของงาน กับเงินรายได้ที่ลดลง

คำถามที่ ๔

ผู้จัดการกองทุนปั่นหุ้นในตลาดได้ไหม จะระวังไม่ให้ปั่นหุ้นได้อย่างไร

คำตอบ

น่าจะทำได้ยากเพราะเงินกองทุนที่บริหารจัดการเป็นเพียงส่วนน้อยในตลาด เช่น ถ้ามหาวิทยาลัยมีเงิน ๑,๐๐๐​ล้าน ลงทุนในหุ้น ๑๐% ก็เป็นเงินเพียง ๑๐๐ ล้านบาท

เงินทั้งหมดมักมีกติกากำกับด้วยว่าไม่ให้ลงทุนในหุ้นตัวเดียว ส่วนมากคงให้ลงทุนในหุ้นมากที่สุดไม่เกิน ๒๐% ของเงินลงทุนทั้งกองที่บริหารจัดการ

เงิน ๒๐ ล้านที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ คงไม่พอจะปั่นหุ้น

นอกจากนี้ เมื่อซื้อขายหุ้นไปแล้ว มีการรายงาน ผู้ที่เกี่ยวข้องก็อาจจะติดตามตรวจสอบได้ว่า พฤติกรรมในการลงทุนเป็นเช่นไร

คำถามที่ ๕

ศูนย์ฯ คิดค่าบริหารจัดการจากคณะหรือเปล่า

คำตอบ

ขึ้นอยู่กับนโยบายของมหาวิทยาลัย

ถ้าคิดก็เป็นตัวเลขค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการบริหารกองทุนรวม (เพราะเงินของมหาวิทยาลัยไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ฯลฯ)

การคิดค่าบริหารจัดการ ทำให้เห็นทุนในการบริหารจัดการ ทำนองเดียวกับกองทุนรวม

ตัวเลขค่าธรรมเนียมการจัดการนี้ จะหักออกจากรายได้ที่หาได้ ก่อนจะนำผลตอบแทนจากการลงทุนที่ทำได้ไปคำนวณเปรียบเทียบกับผู้อื่น

อย่าลืมว่า กรณีที่คณะทำเองก็มีต้นทุน แต่ไม่ได้นำมารวมคำนวณ ต้นทุนนี้คณะประหยัดไปได้เมื่อให้ศูนย์ฯ ทำให้ และเงินที่ศูนย์ฯ ได้มาเป็นค่าธรรมเนียม ไม่ว่ามากหรือน้อยก็เป็นเงินของมหาวิทยาลัยอยู่เช่นเดิม ไม่ได้เป็นเงินรายได้ส่วนบุคคลของฝ่ายบริหารศูนย์ฯ

คำถามที่ ๖

เมื่อคณะสั่งซื้อสั่งขายหุ้น ศูนย์ฯ ทำตัวเป็นนายหน้าหรือเปล่า

คำตอบ

เมื่อคณะสั่งซื้อสั่งขายหลักทรัพย์ใด ศูนย์ทำหน้าที่ติดต่อกับธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ให้ แต่ไม่ได้ค่านายหน้า เพราะทำการแทนคณะ

โดยส่วนมากแล้วมักไม่ให้คณะเป็นผู้ตัดสินใจซื้อหุ้นรายตัว แม้จะมีรายชื่อหุ้นที่พึงซื้อได้ก็ตาม เหตุผลก็คือ การวิเคราะห์หุ้นต้องการความรู้เฉพาะ และการสั่งซื้อขาย ต้องการคนที่รู้จัก เข้าใจ และติดตามตลาดอย่างจริงจัง และใกล้ชิด ซึ่งคณะต่างๆ ไม่น่าจะมีเวลาทำเช่นนั้นได้

ทางมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดให้คณะที่สนใจลงทุนในหุ้น ลงทุนผ่านกองทุนของศูนย์ฯ กองทุนที่มหาวิทยาลัยจ่้าง บลจ. บริหาร หรือกองทุนที่ บลจ. จัดตั้งขึ้นแล้วขายหน่วยลงทุนให้บุคคลทั่วไป

สำหรับกรณีสุดท้ายนี้ ศูนย์ฯ จะวิเคราะห์และนำเสนอคณะกรรมการลงทุน เพื่อกำหนดกองทุนไว้ล่วงหน้าให้คณะที่สนใจเลือกเมื่อต้องการลงทุน และติดตามกองทุนแทนคณะทุกคณะ

คำถามที่ ๗

ผู้จัดการกองทุนของศูนย์อยู่ใต้กฎของ ก.ล.ต. หรือเปล่า

คำตอบ

ก.ล.ต. กำกับดูแลผู้จัดการกองทุนที่เป็นนิติบุคคล  และบุคคลธรรมดาที่รับจ้างบริหารเงินของบุคคลอื่นๆ หลายๆ กลุ่ม และมีการประชาสัมพันธ์เพื่อหาลูกค้า ส่วนผู้จัดการกองทุนของศูนย์ฯ ทำงานบริหารเงินให้กับหนึ่งหน่วยงานที่ว่าจ้าง จึงไม่อยู่ในกฎ

กฎของ ก.ล.ต. นั้นถ้าจะนำมาใช้ มหาวิทยาลัยก็ต้องกำหนดเองว่าจะนำมาใช้ แต่ก็ควรศึกษาด้วยความระมัดระวังก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่

ผู้จัดการกองทุนที่ดี ทำงานภายใต้กฎกติกามารยาทของวิชาชีพ ข้อกำหนดอื่นๆ ขึ้นอยู่กับหน่วยงาน

คำถามที่ ๘

จะตรวจสอบการดำเนินงานอย่างไร

คำตอบ

ผู้ตรวจสอบการดำเนินงานปกติคือฝ่ายตรวจสอบกิจการภายใน แต่ผู้ตรวจสอบที่ดีที่สุดคือเจ้าของเงิน ซึ่งสามารถติดตามดูแลได้ทุกวันจากรายงาน และการมีคัสโตเดียน

นอกจากนี้คือ การมีระบบการทำงานที่รัดกุม และการปฏิบัติงานตามกฎระเบียบที่วางไว้

คำถามที่ ๙

กลัวขาดทุน ถ้าขาดทุนใครรับผิดชอบ

คำตอบ

ก.ล.ต. บอกไว้แล้วว่า การลงทุนมีความเสี่ยง เราต้องหาทางลดความเสี่ยงด้วยวิธีต่างๆ

การมีผู้รู้เรื่องมาช่วยกันดูและบริหารงานก็เป็นทางหนึ่ง

การลงทุนมีทั้งได้กำไรและขาดทุน คนที่อยู่ในวิชาชีพน่าจะมีความสามารถลงทุนแล้วได้กำไรมากครั้งกว่าขาดทุน และรู้จักบริหารจัดการที่จะลดความเสี่ยงด้านการขาดทุน

เมื่อได้กำไรไม่ได้ส่วนแบ่ง การขาดทุนก็ไม่น่าจะเรียกร้องให้เกิดความรับผิดชอบส่วนบุคคล

เมื่อขาดทุนต้องพิจารณาก่อนว่าเกิดจากอะไร

  1. ไม่มีความสามารถ ไม่วิเคราะห์ก่อนลงทุน

กรณีนี้ระบบงานช่วยได้ เราต้องดูว่า ในเวลาที่ตัดสินใจ คิดดีพอหรือยัง ไม่ใช่มองย้อนหลังด้วยข้อมูลปัจจุบัน ที่ในเวลาที่ตัดสินใจไม่มี

  1.  ทุจริต

ป้องกันได้ หาผู้ทำผิดได้

  1. เหตุปัจจัยอื่นที่เหนือความคาดหมาย

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่ควรจะโทษใคร ควรช่วยกันแก้ไขปัญหา และหาทางป้องกันสำหรับอนาคต (ถ้าทำได้)

สำหรับเจ้าของเงินและผู้บริหาร ต้องเพ่งเล็งยามที่ลงทุนแล้วได้กำไรมากเกินไปด้วย ไม่ใช่ยินดีที่ได้กำไร แต่ต้องดูว่ากำไรเกิดจากอะไร เกิดจากการเสี่ยงออกนอกลู่นอกทางไปหรือเปล่า (วัดดวง) ผิดกติกาที่กำหนดหรือเปล่า

การลงทุนเงินของผู้อื่น การมีวินัยในการลงทุนถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

คำถามที่ ๑๐

บางคณะหรือบางมหาวิทยาลัยเก็บเงินของคณะไว้เป็นเงินฝากธนาคารเท่านั้นเพราะเห็นว่าเสี่ยงน้อย ทั้งๆ ที่รู้ว่าดอกเบี้ยที่ได้รับไม่พอจะชดเชยเงินเฟ้อ แต่เหตุใดจึงยังมีบางคณะที่ไม่สนใจบริหารจัดการเงินให้ได้รายได้มากกว่านั้น

คำตอบ

คำตอบที่คิดว่าน่าจะเป็นได้ก็คือ ความเสี่ยงในการลงทุนแล้วผิดพลาดด้วยเหตุใดก็ตาม สูงกว่าและเห็นได้ชัดเจนกว่าความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

กล่าวคือ ถ้าลงทุนแล้วขาดทุน คนทำจะเจอปัญหา แต่ถ้าไม่ลงทุนอย่างจริงจัง โดยปล่อยให้ค่าของเงินลดไปเรื่อยๆ เพราะเงินเฟ้อ ผู้ทำมักลอยตัว เพราะตัวเลขการเสียโอกาสเป็นตัวเลขที่เรามักไม่นำมาประกอบการคิด จึงไม่มีใคร “อยู่ดีๆ” หาเรื่องใส่ตัว

ตราบเท่าที่เราไม่วัดผลงานเทียบกับสิ่งที่น่าจะเป็น ก็จะมีผู้คิดและทำแบบง่ายและเสี่ยงน้อย (สำหรับตนเอง) อยู่ต่อไป

การตั้งศูนย์บริหารสินทรัพย์แล้วสร้างผลงานที่น่าเชื่อถือ น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่บรรเทาความรู้สึกเสี่ยงมากลงไป เพราะมีกลุ่มช่วยกัน และมีผู้ชำนาญงานเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ

นวพร เรืองสกุล

๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s