เมืองใหญ่ลำดับสอง ควรเป็นที่ไหน?

bangsanL3

กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่เมืองเดียวของไทยในระดับมหานคร ที่แออัดเกินพอดีไปนานแล้ว จะขยายเมืองใดที่มีอยู่ให้เป็นเมืองใหญ่แห่งใหม่อีกสักแห่ง

ได้ยินข้อเสนอมากมายหลายเมือง สมัยเริ่มแผนพัฒนาฯ มีขอนแก่น ลำปาง และหาดใหญ่ (สงขลา)

ระหว่างทางเคยมี ท่าตะเกียบ (ฉะเชิงเทรา) นครนายก เชียงใหม่

ตอนนี้ได้ยินสันกำแพง ฯลฯ

เราไม่เคยขาดจินตนาการการลงทุนขนาดใหญ่ แต่จินตนาการมักหยุดอยู่แค่ความฝัน ไม่กลายเป็นความจริงอย่างเป็นระบบ เหตุผลหนึ่งคือ ไม่เคยกำหนดกติกาไว้ก่อนว่าจะพิจารณาจากอะไร อีกเหตุผลหนึ่งคือ ผลประโยชน์เฉพาะหน้่า ของบางกลุ่มชน มาเหนือเหตุผล

เคยเขียนเสนอชลบุรีเอาไว้ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ขอนำมาเสนออีกครั้ง ต่อจากเรื่อง “ถนนทุกสายมุ่งสู่ กทม.”

นวพร เรืองสกุล

มีนาคม ๒๕๕๖

เมืองใหม่น่าจะอยู่ที่ไหน 

ในงานสัมมนาของทีดีอาร์ไอ ปลายปี ๒๕๕๑ ดร.อัมมาร์ สยามวาลาได้กล่าวถึงเงื่อนไขที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาในการใช้เงินงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจว่า

  1. ควรใช้แรงงานมาก (Labor intensive)
  2. ไม่ต้องศึกษาโครงการใหม่ สามารถเริ่มได้ทันที
  3. ใช้วัตถุดิบในประเทศ
  4. สร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ขึ้นมา
  5. ทำแล้วมีจุดจบ ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ

ดิฉันกับเพื่อนคู่หู เสนอที่โต๊ะอาหารว่า น่าจะทำเรื่องรถไฟ กับเรื่องเมืองใหม่ ทั้งสองเรื่องนี้ถูกต้องตามเงื่อนไขของอาจารย์ทุกประการ โดยที่เรื่องเมืองใหม่ ได้ลำดับรอง เพราะอย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาวางผังว่าจะสร้างอะไรที่ตรงไหน

เรื่องรางรถไฟคู่ขนาน เคยเขียนเล่าไปแล้ว และอยู่ในแผนงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแล้ว พวกเราคอยตามดูกันว่า การรถไฟจะเห็นความเร่งด่วนและประโยชน์ต่อสังคมมากแค่ไหน ถ้าวางรางได้เร็ว รถไฟก็จะแล่นเร็วขึ้นในเวลาไม่ช้าไม่นาน

ข้อเสนอเรื่องเมืองใหม่มักถูกผู้ฟังเลิกคิ้วใส่ พร้อมส่งสายตากล่าวหาว่า “เรื่องสร้างเมืองหลวงแห่งที่ ๒ โผล่ขึ้นมาอีกแล้วหรือ”

เมืองใหม่ที่ใหญ่ๆ กับเมืองหลวงไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกัน และก็ไม่เห็นว่าจะต้องเกี่ยวกันตรงไหน แต่บ้านเรามักนำมาเกี่ยวกันเสมอ

เหตุผลที่คิดได้น่าจะเป็นเพราะว่า เราคิดแต่ละที คิดเอาเมืองใหม่ไปไว้ในที่ซึ่งไม่มีอะไรเลย เว้นแต่ทุ่งนา ป่า (เสื่อมโทรม) หรือเขา ในกรณีแบบนั้น ถ้าไม่ย้ายเมืองหลวงไป เมืองใหญ่ก็ไม่เกิด ที่ไม่เกิดก็เพราะไม่รู้จะชักจูงอย่างไรให้คนจำนวนมากยอมย้ายจากที่คุ้นเคยและรู้ลู่ทาง ไปอยู่ในที่ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงแน่ แต่จะบังคับย้าย ก็บังคับได้แค่คนของรัฐ ด้วยข้อเท็จจริงทำนองนี้แหละ ที่ทำให้เมืองใหม่กับเมืองหลวงกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

ก่อนอื่น เราควรรู้ว่าในโลกนี้ประชากรที่เขานับว่าเป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง มีอยู่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ส่วนใหญ่ของประชากรเหล่านี้อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ และหมู่บ้าน มากกว่าในเมืองใหญ่ที่ทันสมัย

ในโลกนี้มีประชากรแค่ ๘% อาศัยอยู่ในเมืองมหานครที่มีประชากร ๑๐ ล้านคน หรือมากกว่า เกินครึ่ง (๕๒%) อยู่ในเมืองเล็กที่มีประชากรน้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน และขนาดของเมืองที่มีประชากรอยู่มากเป็นที่สองรองจากเมืองเล็ก คือเมืองท่ีมีประชากร ๑ – ๔.๙ ล้านคน

ดังนั้น พูดเรื่องเมืองใหม่จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องย้ายเมืองหลวงอย่างแน่นอน และจะพูดเรื่องเมืองใหม่ให้ทำได้ง่ายๆ ก็น่าจะเป็นการขยายเมืองขนาดเล็กหรือขนาดกลาง ให้ใหญ่ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งมากกว่าการตั้งเมืองใหม่ขึ้นมากลางทุ่งนาป่าเขา  ส่วนเมืองขนาดเล็กต่างๆ ก็ควรได้รับการปรับปรุงให้เหมาะกับความเป็นเมืองทั้งในด้านกายภาพและสภาพสถาบันสังคม

นักอ่านที่เคยอ่านเรื่องชุดบ้านเล็กฯ ของ ลอรา อิงกัลล์ ไวล์เดอร์ ในเรื่องนั้นมีอยู่ตอนหนึ่งที่ลอราเขียนเล่าเกี่ยวกับการสร้างเมืองใหม่ในสหรัฐอเมริกายุคบุกเบิก ผู้อ่านได้เห็นการก่อรูปของเมืองทั้งในด้านกายภาพ และการก่อรูปของสังคมเมือง

วกกลับมาเรื่องการลงทุนกับเมืองใหม่ที่คุยกันเองนอกเวทีสัมมนา ซึ่งทุกคนเข้าใจตรงกันว่าหมายถึงการสร้างเมืองใหม่ ที่ต่อไปจะเป็นมหานครรองจากกรุงเทพฯ เพื่อให้กรุงเทพฯ ไม่เต็มจนล้น เป็นเมืองอภิมหานครอยู่เมืองเดียวในประเทศไทย

“เมืองใหญ่แห่งที่สองน่าจะอยู่ที่ไหน” มักเป็นคำถามตามมา เมื่อผู้ฟังเริ่มเห็นแล้วว่าไม่ได้เสนอให้สร้างเมือง (ใหญ่) ใหม่ เพราะจะหาเรื่องเก็งกำไรที่ดิน

นครนายก? ท่าตะเกียบ? นครปฐม?

มักเป็นคำถามจากผู้ที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง และได้ยินชื่อเหล่านี้ปรากฏเป็นระยะๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์

เพชรบูรณ์? สระบุรี?

เป็นชื่อเมืองที่มักจะมาจากผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ เพราะเคยได้ยินมาว่าสองเมืองนี้เคยได้ปรากฏเป็นแคนดิเดทแข่งกับกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวงที่สอง

“ชลบุรี” ดิฉันตอบ “อ. เมือง หรือว่า พัทยา ก็ได้”

ได้เห็นสีหน้าฉงนๆ อีกครั้ง

“ทำไมไม่เอาเชียงใหม่” ก็เชียงใหม่กำลังดังในฐานะเมืองทางเลือกขึ้นมาแข่งเป็นมหานครคู่กับกรุงเทพฯ ในใจของใครกลุ่มหนึ่ง ที่มีอำนาจโน้มน้าวสั่งการคนทำผังเมืองได้

ตอบง่ายๆ ว่า เมืองไหนเขามีประวัติศาสตร์ และมีผังเมืองโบราณดีๆ ของเขาแล้ว เราก็ไม่ควรไปรื้อ อยากจะสร้างก็สร้างตรงที่ไม่ต้องรื้อซิ ทำไมต้องรื้อก่อนสร้าง

ในทางกลับกัน ตรงไหนที่มีแต่ทุ่งนา ก็ไม่ใช่ที่ที่น่าสร้าง เพราะไม่รู้ว่าสร้างแล้วจะมีคนอยู่หรือไม่ และเพราะกลัวไม่มีคนอยู่ใช่ไหมถึงต้องบังคับเอาส่วนราชการไปอยู่ก่อน

จะสร้างเมือง น่าจะใช้วิธีขยายเมืองที่มีศักยภาพเป็นเมืองอยู่แล้ว และไม่ต้องรื้อถอนสิ่งที่มีอยู่แล้ว ชลบุรีเข้าข่ายนี้

จะขยายเมืองก็เพียงสร้างถนนวงรอบขยายออกไปได้เป็นรอบๆ ทางด้านภูเขา และยังมีทะเลไว้เป็นพื้นที่เปิดสำหรับเมืองอีกด้วย ทำดีๆ เมืองนี้จะน่าอยู่มาก

อีกประการหนึ่ง ที่ตั้งของชลบุรีเหมาะเป็นเมืองแฝดของกรุงเทพฯ ถนนและรถไฟเชื่อมเข้ากรุงเทพฯ ก็มี ท่าเรือก็มี แล้วยังไม่ต้องคิดสร้างสนามบินใหม่อีกด้วย เพราะจากที่ตั้งของเมือง ใช้สุวรรณภูมิได้สะดวก

ท่านผู้อ่านล่ะค่ะ คิดเล่นๆ ดูบ้างไหมว่า ถ้ารัฐบาลจะต้องลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อสร้างเมืองใหญ่อีกสักแห่ง เมืองนั้นน่าจะอยู่ที่ไหน

นวพร เรืองสกุล

บทความลงสกุลไทย 2552

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s