ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี ฯลฯ

ดุลยภาพ ดุลยพินิจ

มติชนรายวัน 26 ธันวาคม 2555

Board practice: nomination process

ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี ฯลฯ 

นวพร เรืองสกุล

หลังจากเขียนเรื่องการวางแผนสืบทอดกิจการในมหาวิทยาลัยไปแล้ว ได้เกิดการสนทนาทางหน้าหนังสือพิมพ์มากกว่าหัวข้ออื่นๆ คราวนี้จึงขอนำประเด็นต่างๆ มาถกกันต่อ

กติกากำหนดพฤติกรรม

บุคคลนอกสภามหาวิทยาลัย เข้าใจว่าสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจเต็มในการคัดเลือกและแต่งตั้งอธิการบดี (และตำแหน่งอื่นๆ)

แต่ประสบการณ์ในการประชุมสภามหาวิทยาลัย พบว่าสภาฯ ไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้น หรือถึงมีก็ไม่ได้ใช้

ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ควรเป็นตามความคาดหวังและสิ่งที่เป็นจริงในทางปฏิบัติ มีสองเหตุคือ

  1. ระเบียบกติกาการสรรหาอธิการบดี (และตำแหน่งอื่นๆ ด้วย) ที่สภาสร้างขึ้นมา โดยความเห็นชอบของประชาคมภายในมหาวิทยาลัย
  2. วัฒนธรรมการทำงาน (ทั้งดีและไม่ดี) ของแต่ละสภา วัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่สำคัญที่สุดคือ มักไม่ค่อยมีการ “ไม่อนุมัติ” ข้อเสนอของคณะกรรมการที่สภาฯ ตั้ง

การสรรหาชื่อบุคคลเพื่อเสนอต่อสภาฯ โดยคณะกรรมการสรรหา (nomination committee) อาจทำได้หลายแบบ สองแบบหลักๆ ที่ใช้กันคือ (๑) ให้เสนอชื่อโดยส่วนงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย และ/หรือให้ผู้สมัครยื่นใบสมัคร เพื่อคัดเลือก ซึ่งทำให้คณะกรรมการเป็น selection committee กับ (๒) การออกไปเสาะหาอย่างจริงจัง โดยคณะกรรมการเป็น search committee

กติกากำหนดผู้ชนะ

Inbreeding ที่เกิดขึ้นในแต่ละมหาวิทยาลัยเกิดจากกติกาเพราะแทบทุกมหาวิทยาลัยจะใช้ทางเลือกที่ ๑ ประกอบกับกติกาเพิ่มเติมคือ

  1. ผู้สมัครต้องเป็นศาสตราจารย์ หรือ รองศาสตราจารย์ และได้ปริญญาเอก เว้นแต่จะหาไม่ได้จะใช้บุคคลภายนอก จึงมาขอยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งยากที่มหาวิทยาลัยชั้นนำจะรับว่า ไม่มีตัวคน
  2. มีการยื้อกันในแนวคิดว่า คณะกรรมการสรรหาควรพิจารณาโดยรวมคะแนนเสียงที่ได้รับมาจากการเสนอชื่อตาม ข้อ ๑. หรือว่า เพียงเอาความถี่มาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ

ข้อ ๒ นี้เป็นอุปสรรคที่ใหญ่มาก และมักจะเถียงกันไม่รู้จบ ท้ายที่สุด กรรมการสรรหาก็มักจะตัดปัญหาสำหรับตนเองโดยการเลือกคนที่ได้คะแนนเพียงสองลำดับคือ ที่ ๑ กับที่ ๒  กระนั้นเมื่อคณะกรรมการสรรหาเลือกคนได้ไม่ถูกใจผู้ลงคะแนนเสียง บัตรสนเท่่ห์ยังปลิวว่อน พร้อมข้อกล่าวหาที่ทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องด่างพร้อยแปดเปื้อนไปหมด

แนวปฏิบัติในข้อนี้ทำให้ ชื่อบุคคลที่มาจากข้างนอกตกไปเลยตั้งแต่เริ่มเปิดซอง เทียบกันไม่ได้กับคนใน ซึ่งมักจะมีตัวเด่นหรือมีการหาเสียงไปพลางๆ แล้ว กระทั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลงานธุรการออกหนังสือเวียนโน้มน้าวหาเสียงแทนผู้สมัคร ก็เคยมี

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเป็นกรรมการที่มีสิทธิเสนอชื่อ ดิฉันไม่เคยเสนอชื่อใครเลย เพราะรู้สึกว่าใช้เวลาคิดไปก็ไม่มีประโยชน์

เมื่อทำให้กระบวนการเดินไปตามครรลอง สภาฯ ที่เป็นจุดสิ้นสุดของการตัดสินใจ ซึ่งดูเหมือนว่ามีอำนาจเต็ม จึงเหลือเพียง  อำนาจดูว่าทุกอย่างถูกต้องตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่วางไว้

การสรรหาจึงไม่ต่างอะไรกับพิธิีกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยจึงได้คนที่คนในมหาวิทยาลัยพอรู้จัก เป็นคนที่ไม่มีปัญหากับใคร และเป็นคนในมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอนเพราะกติกาเอื้ออยู่แล้ว

เส้นทางที่เลือกเป็นเส้นทางที่เรื่อยๆ สบายๆ ไม่เสี่ยงกับการถูกฟ้องศาลปกครอง แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

จะ search ต้องมีเป้าหมายชัดๆ ว่าต้องการผู้บริหารมาทำอะไร

การสรรหา อาจเป็นการแสวงหาได้ เมื่อสภาฯ และประชาคมในมหาวิทยาลัยมีแผนระยะยาวที่เห็นพ้องกัน และต้องการได้ผู้บริหารมาทำงานนั้น

แต่ก็อาจจะไม่เกิดก็ได้ เพราะอาจจะยังใช้วิธีการเสนอชื่อดังเดิม

เคยได้เป็นประจักษ์พยานการพยายามสร้างทิศทางที่ประสงค์ก่อนที่จะสรรหา หรือการกำหนดความคาดหวังไว้อย่างเลิศเพื่อความรุ่งโรจน์ของมหาวิทยาลัย แต่ว่าเมื่อถึงเวลาส่งหนังสือไปขอให้ผู้มีสิทธิเสนอชื่อส่งชื่อเข้ามา ปรากฏว่าไม่มีทิศทางหรือความฝันดังกล่าวแนบไปด้วย และผู้สมัครที่ไม่ใช่คนวงในก็ไม่ได้เห็นเหมือนกัน

ทิศทางที่ประสงค์ ความฝันที่ตั้งใจ จึงเป็นเพียงตัวหนังสืออยู่ในรายงานการประชุม

สิ่งนี่้เกิดขึ้นโดยที่ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่เห็นว่าเป็นการปฏิบัติที่ผิดขั้นตอนเลย รวมถึงสภามหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งเป็นผู้อนุมัติทิศทางและความคาดหวัง เป็นผู้ตั้งกรรมการสรรหา และเป็นผู้อนุมัติชื่อขั้นสุดท้าย

คนนอกหรือคนใน

ในความเห็นของผู้เขียนเอง การบริหารจัดการที่ต้องการเห็นเปลี่ยนแปลงไปจากระบบราชการ ควรเกิดขึ้นทันทีในช่วงเปลี่ยนผ่านสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ตอนนั้นการหาคนนอกที่เก่งบริหารเข้ามาเป็นอธิการบดี โดยทำงานร่วมกับบุคคลภายใน น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ทุกมหาวิทยาลัยทิ้ง “ช่องว่างให้ฉวยโอกาส” ตรงนี้ไปแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะข้ออธิบายว่า สังคมภายในมหาวิทยาลัยกำลังหวั่นไหว ต้องการคนในมาช่วยกันปลอบขวัญหรือสร้างความเชื่อมั่น

ด้วยเหตุผลดังนี้ สังคมทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยจึงไม่มีโอกาสจะเห็นและประเมินว่า การให้คนนอกที่เก่งบริหาร เข้ามาบริหารงานมหาวิทยาลัยของรัฐ เป็นอย่างไร

ถ้าถามว่าเหตุใดจึงไม่เปลี่ยนกฎที่สร้างขึ้นมาเอง ก็มีคำตอบเหมือนกัน เช่น

– “ประชาคม”ไม่เห็นด้วย เลือกคนนอกก่อนไม่เหมาะ เพราะ “เขาไม่รู้เรื่องภายใน” และ “คนในจะเสียกำลังใจ”

– เลือกโดยใช้วิธีเสาะแสวงหา โดยไม่ให้ประชาคมเสนอชื่อ ถือว่าไม่ยอมให้ประชาคมมีส่วนร่วม และคณะกรรมการมีนอกมีในหรือเปล่า ความไม่ไว้วางใจมีสูงเพราะ governance มีปัญหา

เราจะเดินต่ออย่างไรดี

ข้อสังเกตต่างๆ ที่เขียนไปแล้วชวนให้ตั้งคำถามว่า “สภาฯ กำลังทำอะไรอยู่”

แต่ก็ขอให้ช่วยกันถามกลับด้วย ดังที่ท่านผู้เขียนท่านหนึ่งเขียนต่อจากบทความครั้งก่อนของดิฉันว่า “แล้วประชาคมล่ะกำลังทำอะไรอยู่”

“ประชาคม” เป็นผู้ให้ความเห็นหรือไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับระเบียบต่างๆ ที่ออกบังคับใช้ เป็นผู้เสนอชื่อกรรมการสภาฯ เป็นผู้เสนอชื่ออธิการบดี และคณบดี ต่อกรรมการสรรหา

เป็นเพราะละเลยจะทำความเข้าใจกับโครงสร้างอำนาจที่กำหนดกันขึ้นมา และไม่ใช้ช่องทางให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังหรือไม่ จึงทำให้เราทั้งมหาวิทยาลัยพายเรือเหมือนกำลังอยู่ในสระน้ำนิ่งๆ กันต่อไป ทั้งๆ ที่พายุแห่งการเปลี่ยนแปลงก่อเค้าและเคลื่อนใกล้เข้ามาเป็นลำดับ

ขอให้ช่วยกันคิดค่ะ ว่าเราจะหาทางออกจากวงจรที่เป็นอยู่นี้ได้อย่างไร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s