ที่นี่มีความหมาย

ภาพฉายที่ ๑ (Scenario 1) ของมหาวิทยาลัยไทย

เมื่อปลายปี ๒๕๕๔ ได้ออกหนังสือมา ๑ เล่ม ชื่อ ที่นี่มีความหมาย อุดมศึกษากับการฟูมฟักพุทธิปัญญา และเคยกล่าวถึงหนังสือเล่มนั้นไปแล้ว

ในบทแรกของหนังสือ เป็นภาพฉายอนาคตของอุดมศึกษาไทย

นักการเงินมักนำเสนอภาพอนาคตเป็น ๓ ภาพฉาย คือ base case ตามด้วย worst case และ best case

จากที่ได้ยินเรื่องมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่เข้ามาเปิดในประเทศไทย (ทั้งตรงๆ และอ้อมๆ) จึงนึกถึง worst case scenario ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยขึ้นมาได้ จึงขอนำซีนาริโอ ที่ ๑ มาซ้ำในที่นี้

นวพร เรืองสกุล

 

สถานการณ์ที่อาจเป็นไปได้

เสน่ห์ของประเทศไทย กับการด้อยถอยลงของสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ

            2569

เพียง 10 ปีหลังจากเปิดเสรีด้านบริการในกลุ่มประชาคมอาเซียน มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งของไทยก็ได้รับการจัดอันดับโดยการคัดเลือกของนายจ้าง นักศึกษา อาจารย์ และคนในวงการอุดมศึกษานานาชาติให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศไทยในระดับปริญญาตรี และมีมหาวิทยาลัยเอกชนอีก 3 แห่ง แซงขึ้นมาแซมมหาวิทยาลัยของรัฐที่เคยครอง 10 อันดับแรกอย่างเหนียวแน่นตลอดมา

ที่บางมหาวิทยาลัยของรัฐยังคงอยู่ในอันดับได้ก็เพราะปริมาณงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยผลิตออกมา และกลายเป็นแหล่งผลิตนักศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรีเพื่อป้อนคณาจารย์ให้กับมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งอื่นๆ มากกว่าจะเป็นสถาบันอุดมศึกษาให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี

หากเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยของเอกชน กับมหาวิทยาลัยของรัฐกับจันทร์เสี้ยว มหาวิทยาลัยเอกชนเป็นดวงจันทร์ข้างขึ้น ส่วนมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นจันทร์แรม ซึ่งอันดับไม่ได้แสดงให้เห็นในการมองเพียงปีเดียว แต่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บ่งบอกเช่นนั้น และแนวโน้มนี้ก็ยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นตามจำนวนปีที่ผ่านไป

 

สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับปึงเวลาก่อนเปิดเสรีอาเซียน อันเป็นการแง้มประตูครั้งแรก ตามมาด้วยการเปิดกว้างให้นานาชาติเข้ามาจัดการศึกษาในประเทศได้

การเปิดเสรีหมายถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นไปได้อย่างเสรี ในขณะที่สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยเตรียมการต้อนรับการเปิดเสรีด้วยการปรับปรุงหลักสูตรต่างๆ ให้สอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้าน และให้ความสนใจกับการแลกเปลี่ยนนักศึกษา สถาบันอุดมศึกษาของเราลืมไปว่า แรงงานที่มีความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายที่สุดคือ นักศึกษาจบใหม่ และอาจารย์คุณภาพดี

หลังจากที่เปิดเสรี ผู้จบการศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาไทยมีคู่แข่งคือบัณฑิตจากประเทศในอาเซียน คนที่จบจากมหาวิทยาลัยไทย กระทั่งมหาวิทยาลัยชั้นนำ เริ่มตกงานมากขึ้น หรือใช้เวลานานในการหางาน และได้งานที่ไม่ใช่งานที่มุ่งหวัง บางคนที่เก่งมากถูกประมูลตัวไปทำงานในต่างประเทศ ส่วนอาจารย์ก็มีการเคลื่อนย้ายเช่นเดียวกัน

มหาวิทยาลัยต่างชาติเริ่มรุกเข้ามาเปิดมหาวิทยาลัยในประเทศไทย โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยเป็นระบบเครือข่าย ใช้ชื่อเดียวกัน ที่ไม่ใช่ชื่อไทย หรือดึงนักศึกษาไทยไปต่างประเทศ แต่การไปเรียนต่างประเทศเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าเรียนในประเทศ และมหาวิทยาลัยต่างประเทศเริ่มคิดได้ว่า ที่ประเทศไทยมีอุดมสมบูรณ์ที่สุดคืออาจารย์ ปัญญาในแผ่นดินเริ่มถูกดึงไปทีละคน และเสาเอกเริ่มถูกถอนไปทีละต้น เพื่อไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเหล่านั้น ด้วยข้อเสนอที่จูงใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้เป็นอาจารย์เต็มเวลา โดยไม่มีภาระจุกจิกด้านงานบริหาร หรืองานที่ไม่ใช่วิชาการและไม่ใช่การสอนนักศึกษา คนที่มีอาชีพเป็นอาจารย์สามารถให้เวลากับการสอน และพัฒนาการสอนเพื่อให้ได้ผลดีต่อนักศึกษาได้เต็มที่เป็นภาระงานหลัก มีงานวิจัยเป็นภาระรอง และเน้นงานวิจัยเพื่อพัฒนาการสอน หรือพัฒนาองค์ความรู้ที่เนื่องด้วยการเรียนการสอนในวิชาของตน

แรงดึงได้ดึงอาจารย์ฝีมือดีจำนวนหนึ่งออกไป แต่แรงที่มหาศาลกว่าเกิดจากภายในมหาวิทยาลัยของรัฐเองที่เป็นแรงผลักให้อาจารย์จำนวนหนึ่งออกไป กล่าวคือมหาวิทยาลัยของรัฐถูกตัดงบประมาณลงอย่างมาก เค้าลางเรื่องงบประมาณถูกตัดเกิดมาจากผู้แทนราษฎรเห็นว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างฟุ่มเฟือย งบเพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งงบบุคลากรและงบก่อสร้าง จึงแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษออกตรวจสอบประเมินการบริหารงานและการใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยของรัฐที่พึ่งพางบประมาณ โดยเทียบเคียงตัวเลขต่างๆ กับมหาวิทยาลัยเอกชนและมหาวิทยาลัยนานาชาติที่เข้ามาเปิดในประเทศไทย ตลอดจนมหาวิทยาลัยบางแห่งในต่างประเทศ

คณะกรรมการพบว่า

งบประมาณที่ได้จากรัฐมา ทำให้เจ้าหน้าที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก จนกระทั่งจำนวนเจ้าหน้าที่ / อาจารย์ เป็น 2 เท่าของมหาวิทยาลัยเอกชน และกลุ่มมหาวิทยาลัยระดับใกล้เคียงกันในต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรสูงผิดปกติ จากสามสาเหตุใหญ่ๆ คือ

อาจารย์และบุคลากรทั่วไปไม่ได้มีเงินเดือนมากกว่ามหาวิทยาลัยเอกชน แต่ได้รับเบี้ยประชุมต่างๆ จำนวนมากจากการเป็นกรรมการ และคณะทำงานชุดต่างๆที่มีจำนวนมาก จนกระทั่งรายได้ของพนักงานบางรายที่เป็นกรรมการหลายคณะสูงกว่าเงินเดือนแต่ละเดือน และผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการมักซ้ำๆ กันเป็นการตั้งกันไปตั้งกันมาอยู่ในกลุ่มคนชุดเดียวกัน

ค่าใช้จ่ายอีกส่วนหนึ่งที่เพิ่มต่อเนื่องอีกสองรายการคือ งบจ่ายฝ่ายบริหาร และงบฝึกอบรม รวมงบเดินทางต่างประเทศและงบจัดประชุมนานาชาติ

ฝ่ายบริหารมีตำแหน่งรองจากอธิการบดีเพิ่มขึ้นทุกปีถึงขั้นที่เรียกว่าเฟ้อ ทุกตำแหน่งมีพนักงานระดับสนับสนุนรองรับจำนวนหนึ่ง ทำงานรับใช้กันเป็นทอดๆ และทุกตำแหน่งเงินเพิ่มพิเศษ และสิทธิพิเศษต่างๆ ทั้งที่เป็นตัวเงินและเป็นเงินเบิกได้พิเศษ อาจารย์บางคนมีรายได้จากเงินเดือน จากค่าตำแหน่งบริหาร จากโครงการวิจัย และได้เบี้ยประชุมจากการเป็นกรรมการ อีกทั้งยังคงทำงานสอนหรืองานตามอาชีพ เช่นเป็นแพทย์ก็ยังออกตรวจคนไข้  อาจารย์อื่นมีงานสอนพิเศษอื่นๆ ที่ได้รายได้สูง ทั้งหมดนี้ทำโดยใช้เวลาของมหาวิทยาลัย จึงนับเป็นการรับรายได้ 2 – 3 ทางในเวลาปฏิบัติงานเดียวกัน

งานฝึกอบรมมีมาก และซ้ำซ้อน โดยคนที่ได้รับการฝึกอบรมไม่ทั่วถึง บางคนได้ไปฝึกอบรมที่เสียค่าใช้จ่ายสูงต่อเนื่อง งบเดินทางต่างประเทศไม่มีการตรวจสอบหรือประเมินผลที่ได้รับจากการเดินทาง ไม่มีรายการงานผลหรือเผยแพร่ความรู้ที่ได้รับมาให้กับผู้อื่น ผู้บริหารบางรายบินไปประชุม สัมมนา ดูงาน เฉลี่ยแล้วเดือนละครั้ง และเบิกเงินแต่ละครั้งสูงเกินระเบียบที่วางไว้

การจัดประชุมนานาชาติบางงานเป็นเรื่องน่าสงสัย เพราะมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่ถึง 10 คน หัวข้อเรื่องไม่น่าสนใจ และไม่มีข้อสรุปที่เป็นสาระหรือเป็นประโยชน์ ได้ความว่าจัดขึ้นเพื่อให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยได้เสนอผลงานทางวิชาการอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบในการขอตำแหน่งทางวิชาการ นับว่าเป็นการซื้อตำแหน่งที่มีราคาแพงมาก

หากมีการเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในประเทศ การให้เพื่อนร่วมวิชาชีพพิจารณาก็ทำแบบพอเป็นพิธี คือหากพิจารณาไม่ผ่าน ก็พยายามหาคนพิจารณาที่จะผ่านให้ข้อเขียนได้ตีพิมพ์ เป็นการทำให้ถูกต้องตามฟอร์มเท่านั้นไม่คำนึงถึงเจตนาและคุณภาพที่แท้จริง วารสารที่ออกในประเทศจึงไม่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติดังที่ควร และตำแหน่งทางวิชาการของไทยไม่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลเสียต่อคณาจารย์อีกจำนวนหนึ่งที่ทำงานอย่างตั้งใจและมีคุณภาพ

ระบบบริหารงานทั่วไป การแต่งตั้งพนักงาน ฯลฯ แสดงให้เห็นเด่นชัดถึงการใช้ระบบอุปภัมภ์และระบบอัตตาธิปไตย การขะโมยผลงาน การกลั่นแกล้งกัน การบริหารงานอย่างไร้ความเที่ยงธรรม ไร้เหตุผลที่วิญญูชนพึ่งรับได้ มีให้เห็นแพร่หลายจนเป็นเรื่องปกติ และเด่นชัดจนกระทั่งมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเคยนำไปเขียนเป็นกรณีศึกษาของภาควิชาการบริหารรัฐกิจระดับนานาชาติ

ด้านกายภาพของเขตการศึกษา พบว่าห้องเรียน / นักศึกษามีจำนวนมาก แต่ทุกห้องเรียนมีชั่วโมงการใช้งานโดยเฉลี่ยเพียง 20% คือใช้เพียงวันละ 1 – 2 ชั่วโมง เวลาที่เหลือปิดห้องไว้เฉยๆ

อาจารย์ทุกคนมีห้องทำงานขนาดใหญ่เป็นส่วนตัว บริเวณล้อบบี้อาคารกว้างขวางใหญ่โต ค่าใช้จ่ายเพื่ออาคารและสถานที่สูงมาก งบก่อสร้างเป็นงบรายจ่ายสำคัญ ทุกมหาวิทยาลัยแข่งกันทำภูมิทัศน์ที่ใช้เงินลงทุนสูง มีประติมากรรมสวยๆ บนลานซีเมนต์ แต่คุณภาพชีวิตนักศึกษายังคงไม่ดี เช่น ไม่มีพื้นที่สีเขียวให้นักศึกษาได้พักผ่อน เนื่องจากลานว่างทั้งหมดลาดซีเมนต์หรือทำภูมิทัศน์งดงามแต่ห้ามนักศึกษาเดินเล่นหรือนั่งเล่นในบริเวณนั้นๆ ห้องอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ ห้องส้วมสกปรกและส่งกลิ่น หอพักเป็นเหมือนรังหนู ท่อน้ำรั่ว ทั่วทั้งเขตการศึกษาและเขตพักอาศัยขาดการดูแลรักษาความปลอดภัยที่พึงทำสำหรับคนอายุไม่ถึง 20 ปี ที่อยู่ห่างบ้านตามลำพัง

ในด้านคุณภาพการเป็นแหล่งเรียนรู้ พบว่าห้องสมุดเปิด – ปิดตามเวลาราชการ และขาดหนังสือใหม่ๆ ให้อ้างอิง ช่องทางให้นักศึกษาได้ค้นคว้านอกห้องเรียนผ่านช่องทางอิเลคทรอนิกส์มีไม่พอเพียง ขาดห้องหรือพื้นที่ให้นักศึกษาได้ใช้ศึกษาหรือทำงานระหว่างชั่วโมงเรียน หลักสูตรต่างๆ เน้นเล่นเกมเรียนและทัศนศึกษาเลียนแบบผู้ใหญ่ คือ “ทัศนา” แต่ไม่ได้ศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาไม่อยู่ประจำห้องตามเวลาที่ระบุ จึงไม่เคยพบกับนักศึกษา หรือนัดแล้วอาจารย์ไม่อยู่ตามนัด เป็นต้น นักศึกษาเรียก แอ็ดไวเซอร์เล่านี้ ว่า แอ็ด-ไว้-เสียบ คือจะให้เซ็นชื่ออนุญาตให้นักศึกษาไปทำอะไร ก็นำกระดาษไปเสียบไว้หน้าประตู

แม้จำนวนนักศึกษา / อาจารย์ ในหลายมหาวิทยาลัยจะมีอัตราต่ำเพียง 10 : 1 แต่ชั้นเรียนมักจะเป็นขนาด 500 คนขึ้นไป มีรายชื่ออาจารย์ร่วมกันสอน 5 คน แต่พบว่าสอนจริงเพียง 1 คน ที่เหลือเป็นชื่อสมทบในฐานะผู้ช่วยพัฒนางานสอน เติมเข้ามาเพื่อเอาเครดิตภาระงาน โดยที่นักศึกษาไม่เคยเห็นหน้าอาจารย์เลย

ในบางมหาวิทยาลัยมีการทำให้ชั้นเรียนเล็กลงโดยลดเหลือห้องละประมาณ 100 คน แต่กำหนดให้อาจารย์ทุกคนสอนเหมือนกันทุกคาบวิชา ต้องใช้ตัวอย่างเดียวกัน โดยการอัดซีดี แล้วให้อาจารย์แต่ละคนทบทวนเพื่อสอนให้เข้าแบบเดียวกันหมด ซึ่งอาจารย์บางคนใช้ประโยชน์กับการนี้โดยมอบซีดีให้นักศึกษาไปดูกันเองในห้อง โดยนักศึกษาช่วยกันกำกับการเรียนการสอนในห้องเรียนเอง อาจารย์เอาเวลานี้ไปทำอย่างอื่น

คุณภาพอาจารย์ในบางสาขาวิชาเป็นที่น่าสงสัย เช่น อาจารย์จำนวนหนึ่งหน้าเป็นตะวันตก ได้สอนภาษาตะวันตก แต่ไม่มีวุฒิการสอน บางรายไม่ได้จบประทั่งปริญญาตรี ทางมหาวิทยาลัยอธิบายว่า ต้องการตัวมาสอนวิชาสนทนาภาษาต่างประเทศ จากการทดสอบในเชิงวิชาการพบว่าอาจารย์บางคนเพียงแต่เกิดมาเป็นคนเจ้าของภาษานั้นๆ แต่ไม่รู้ไวยากรณ์พอเพียงจะพูดให้ถูกต้อง และภาษาที่นำมาสอนเป็นภาษาพูดข้างถนน ไม่ใช่ภาษาพูดของคนมีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย  ฯลฯ

ทั้งหมดนี้สร้างผลลัพธ์สุดท้ายคือ สังคมได้บัณฑิตที่มีคุณลักษณะไม่พึงปรารถนานานัปการ

เมื่องบประมาณถูกตัด และมหาวิทยาลัยไม่เคยมีแนวทางหรือความพยายามอย่างเด่นชัดที่จะหาแหล่งรายได้อื่นมาเพิ่มเติม ฝ่ายบริหารก็หันไปตัดเงินเดือนพนักงานในอัตราเดียวกันแบบหารเฉลี่ยลงไปรายภาควิชา แบบเฉลี่ยทุกข์ให้ทั่วกัน

นโยบายการตัดเงินเดือนทุกคนเสมอกันตามเกณฑ์ และการให้วินิจฉัยสุดท้ายอยู่ที่ภาควิชา โดยไม่มีเกณฑ์กลางกำกับ และไม่มีระบบประเมินความยุติธรรม ส่งผลให้อาจารย์ที่สอนดี และพนักงานที่ทำงานเก่งแต่มักมีความเห็นแตกแถวจากหัวหน้า และไม่มีรายได้อื่นเสริม (เพราะไม่ใช่คนโปรดจึงไม่ได้รับแต่งตั้งให้ได้ตำแหน่งหรือได้งานอื่นมาเสริมรายได้) ถูกลดรายได้มากกว่าอาจารย์และพนักงานที่ทำงานอื่นในเวลาทำงานด้วย และต้องรับภาระงานสอนเพิ่มมากขึ้นอีกจากที่รับอยู่แล้ว

อาจารย์จำนวนหนึ่งลาออกไปอยู่มหาวิทยาลัยเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งอ้าแขนรอรับบางภาควิชามีการลาออกแบบยกทีม เหลือแต่หัวหน้าภาคกับอาจารย์คู่หู ในที่ทำงานใหม่เหล่าคณาจารย์ได้มีโอกาสเล่นบทวิญญูชนให้กับมหาวิทยาลัยแห่งนั้นๆ และเป็นผู้ปูทางสร้างเสาเอกในชีวิตของนักศึกษาอย่างแท้จริง

ในด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยของรัฐถูกกำหนดให้อยู่ในกรอบของสำนักงานงานอุดมศึกษาต่างๆ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาเป็นหน่วยงานอิสระบ้าง เป็นหน่วยงานของกระทรวงบ้าง รวมทั้งสิ้น 7 สำนักงาน ซึ่งต่างคนต่างก็กำหนดมาตรฐานและแบบฟอร์มให้รายงาน มหาวิทยาลัยของรัฐจึงต้องทำงานกระดาษและงานแบบฟอร์มมากมาย ในขณะที่มหาวิทยาลัยเอกชนหลุดออกจากระบบนี้ด้วยกระบวนการล้อบบี้ เข้าไปขอสิทธิพิเศษจากคณะกรรมการส่งเสิรมการลงทุนทำให้ไม่ต้องอยู่ในกำกับ แต่วัดผลด้วยความาสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ เช่น จำนวนนักศึกษาต่างประเทศ อาจารย์ต่างประเทศ นักศึกษาที่มีผลการสอบเข้าดีเด่น และอาจารย์ที่มีวุฒิการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และวัดผลลัพธ์จากสัดส่วนการได้งานทำของบัณฑิตและอัตราเงินเดือนเฉลี่ยที่ได้จากการได้งานทำครั้งแรก เป็นต้น

ในด้านคุณภาพของนักศึกษาแรกเข้านั้น มหาวิทยาลัยของรัฐถูกบังคับด้วยโควต้าที่ต้องรับนักศึกษาการเรียนอ่อนจากโรงเรียนในต่างจังหวัดและใน กทม. ในสัดส่วนที่สูงขึ้น ตามนโยบายสร้างโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษา และยังต้องรับนักศึกษาตามโควต้าจากกลุ่มล็อบบี้ที่มีพลังทำให้เข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ด้วยสิทธิพิเศษทั้งๆ ที่ขาดศักยภาพในการเรียนระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำให้ศักยภาพของนักศึกษาโดยรวมอ่อนลง จนในที่สุด นักศึกษาเก่งที่สุดของประเทศในแต่ละรุ่นเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเอกชน

นักศึกษาที่มีศักยภาพอีกส่วนหนึ่งที่หายไปจากระบบอุดมศึกษาของภาครัฐคือ นักศึกษาที่เป็นนักเรียนจากโรงเรียนต่างประเทศ เด็กเล่านี้ไปเรียนหนังสือเมืองนอกเพราะผู้ปกครองที่พอมีเงินบางรายทนไม่ได้กับระบบการเรียนในโรงเรียนไทยที่ลูกต้องเรียนพิเศษตลอดเวลา และเนื้อหาการสอนทำให้ลูกขาดความเป็นตัวของตัวเองในทางที่ถูกที่ควร เมื่อจบจากโรงเรียนมัธยมแล้วไม่สามารภกลับมาเรียนระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยในมหาวิทยาลัยของรัฐได้ กลุ่มคนที่มีโอกาสสูงจะเป็นผู้นำของสังคมจึงจบการศึกษาจากต่างประเทศ ไม่ก็จบจากมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศ

นอกจากจะได้นักศึกษาที่อ่อนลงแล้ว คุณภาพของบัณฑิตของมหาวิทยาลัยของรัฐอ่อนลงด้วยกฏอีกข้อหนึ่งของภาครัฐที่มหาวิทยาลัยนำมาดัดแปลงให้สะดวกกับการปฏิบัติ กล่าวคือ การประเมินมหาวิทยาลัยจะดูว่านักศึกษาเรียนจบใน 4 ปีหรือไม่ หลายคณะนำกติกานี้มาใช้ในมุมกลับคือ หาวิธีให้นักศึกษาจบในสี่ปี ด้วยการปล่อยคะแนน และลดมาตรฐานการวัดผลลงเพื่อให้ได้เป้าตามการประเมินคุณภาพของหน่วยกำกับดูแลมหาวิทยาลัย

กลุ่มนายจ้างภาคเอกชนตอบสนองกับคุณภาพนักศึกษาและคุณภาพอาจารย์ของมหาวิทยาลัยของรัฐที่เปลี่ยนไปในทางด้อยลงด้วยการให้จ้างนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำสามแห่ง ในอัตราค่าจ้างที่สูงกว่าที่ให้กับผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ ค่าความแตกต่างในเรื่องเงินเดือน และโอกาสในการได้งานทำที่สูงกว่า เป็นแรงสุดท้ายที่ดึงให้มหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งหล่นจากการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศลงมาเป็นมหาวิทยาลัยแถวสอง ด้วยคุณภาพของอาจารย์ นักศึกษา และการเรียนการสอนที่ด้อยกว่ามหาวิทยาลัยเอกชน

เรื่องนี้ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น

อะไรที่ไหลลง แรงโน้มถ่วงจะพาลงด้วยอัตราเร่งที่เร็วขึ้น นับวันการฝืนตัวเพื่อกลับกระแสยิ่งยากขึ้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s