ประโยชน์ที่ขัดกัน (conflict of interest)

ดุลยภาพ ดุลยพินิจ

มติชนรายวัน 31 ตุลาคม 2555

ประโยชน์ที่ขัดกัน (conflict of interest)

นวพร เรืองสกุล

ผู้อำนวยการสถาบันแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัย สั่งให้พนักงานซื้อตั๋วจากบริษัทของภรรยาด้วยเหตุผลว่า “กลัวเจ้าหน้าที่ซื้อของแพง ซื้อแบบที่ผมทำนี้ ผมคุมได้”

เป็นมุมของผู้ปรารถนาดี โดยไม่ได้รู้สึกว่าอาจเป็นการทำคุณบูชาโทษ

เช่นเดียวกับกรรมการสภามหาวิทยาลัยคนหนึ่งที่รับทำงานก่อสร้างของมหาวิทยาลัยในราคาทุน ด้วยความหวังดีจะให้มหาวิทยาลัยได้ของดีราคาถูก แต่กลับเสียชื่อเมื่อถูกกล่าวหาว่า “หากินกับมหาวิทยาลัย”

การตรวจ DNA โครงกระดูกโดยบุคลากรของโรงพยาบาลตำรวจ โดยที่แพทย์ของโรงพยาบาลเป็นจำเลยอยู่ ในข่าวคนหายที่เกรียวกราวอยู่เมื่อเดือนกันยายน ศกนี้ เป็นตัวอย่างของการทำงานที่เชื้อเชิญข้อครหาว่า ผู้ทรงอิทธิพลอาจกำหนดผลการตรวจ DNA หรือผลตรวจเป็นอย่างหนึ่ง แต่ถ่ายทอดผลสู่สาธารณะอีกอย่างหนึ่ง

ถ้าระวังเรื่อง conflict of interest คนตรวจก็ไม่ควรรับตรวจให้ เพราะผลพิสูจน์อาจไม่ได้รับความเชื่อถือแม้ว่าสิ่งที่ได้ทำไปจะถูกต้อง

ในวงการที่ิอิงราชการ ใส่ใจประเด็น conflict of interest ค่อนข้างน้อย บางครั้งกลับเห็นว่าเป็นเรื่องดี ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกวงการที่ราชการเกี่ยวข้อง แต่ขอยกตัวอย่างเฉพาะในแวดวงมหาวิทยาลัย

กระทรวงศึกษาธิการก็มีตัวแทนไปนั่งเป็นกรรมการในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เท่ากับผู้กำกับเป็นกรรมการในกิจการที่ตนกำกับ

มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งเชิญเจ้่าของมหาวิทยาลัยเอกชนเข้ามาเป็นกรรมการในสภาของตน

มหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ภารกิจคล้ายกันตั้งกรรมการและที่ปรึกษาซ้ำกัน

วิสาหกิจของมหาวิทยาลัยเชิญเจ้าของบริษัทที่ทำกิจการเดียวกับวิสาหกิจนั้นเข้ามาเป็นกรรมการ หรือเป็นผู้จัดการ ผลก็คือ บริษัทอื่นๆ ไม่ยอมใช้บริการ เพราะกลัวความลับทางการค้ารั่วไปถึงคู่แข่ง ซึ่งคือบริษัทของผู้จัดการ

กรรมการผู้ทรงคุณวฺุฒิ ผู้บริหาร ตลอดจนบริษัทที่บุคคลเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้อง รับงานออกแบบ งานก่อสร้าง งานเป็นเอเย่นต์ งานจัดหาอื่นๆ ตลอดจนถึงรับทุนเพื่อไปทำงาน (พูดง่ายๆ คือ “รับจ้างทำของ”) ของมหาวิทยาลัย

เจตนาเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและพูดไปไม่มีใครเชื่อ เพราะใครๆ ไม่ว่าเจตนาดีหรือร้ายก็พูดแบบเดียวกันทั้งนั้นว่า “ทำเพื่อส่วนรวม”

กรรมการบางคนรู้ถึงความขัดแย้งหรือข้อครหาที่ตนต้องเผชิญ จึงเลือก (๑) เป็นแล้วรีบลาออก (๒) เป็นแล้วไม่มาประชุม และมีกรณี (๓) คือเมื่อได้รับการทาบทาม ก็ทบทวนตัวเอง ตอบขอบคุณที่ให้เกียรติ​แต่ว่ามาไม่ได้ เพราะมีความขัดแย้งในผลประโยชน์ ผู้เลือกข้อ (๓) จะไม่มีประวัติว่าได้เป็นกรรมการ

คนที่อยู่ในวงการเงินและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ รู้ว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องใหญ่ มีกติกาออกมาเพื่อกันเรื่อง conflict of interest เพราะอาจทำให้ผู้ถือหุ้น คู่ค้า หรือลูกค้า เสียประโยชน์ เช่น ห้ามกรรมการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมการทำธุรกิจ (ซื้อ ขาย ขอกู้เงิน หรือ รับจ้าง) กับบริษัทที่ตนเป็นกรรมการอยู่

คู่กับ conflict of interest คือ transparency หมายความว่าทำได้ไม่ห้าม แต่ต้องเปิดเผย เช่น เปิดเผยต่อคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่งตามแต่จะกำหนดกันไว้ล่วงหน้าชัดเจน และราคาที่ทำธุรกรรมกันเป็นราคาที่พิสูจน์ได้ว่าเป็น “ราคาตลาด”

ข้ออ้างเชิงบวกที่เคยได้ยินมาคือ ทำให้รู้เรื่องใกล้ชิด สะดวกในการประสานงาน (ใช้เส้น) ไม่มีคน แต่ฝ่ายอื่นๆ มองเห็นข้อติดลบหลายข้อ เช่น

  1. การรับเบี้ยประชุม และการใกล้ชิดเกินสมควรน่าจะทำให้กำกับอย่างลำบากใจ อาจมีอคติ หรือลูกน้องไม่กล้าติติงการกระทำบางประการของกิจการที่หัวหน้าเป็นกรรมการ
  2. มีข้อครหาว่ากิจการนั้นๆ อาจได้ข้อมูลที่ได้เปรียบเหนือคู่แข่ง (คือมีเส้น และมีข้อมูลก่อนคนอื่นนั่นเอง)

(ธนาคารแห่งประเทศไทย มีข้อห้ามมิให้พนักงานไปเป็นกรรมการในสถาบันการเงิน แต่ก็เปิดช่องไว้ให้ในกรณีจำเป็น

เมื่อใช้ช่องที่เปิดไว้ ผู้ไปนั่งเป็นกรรมการในธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง และมีอำนาจกำกับธนาคารทั้งระบบด้วย ฟังเสียงนินทาจนหูดับเหมือนกัน)

  1. อาจเกิดปัญหากรณีนโยบายบริษัทกับนโยบายรัฐบาลไม่ไปด้วยกัน จะแก้นโยบายของรัฐก่อน หรือแก้นโยบายของบริษัทให้เข้ากับรัฐ ทำแบบแรกเจอข้อครหาว่าเอื้อประโยชน์ ทำแบบหลังอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันเชิงธุรกิจของบริษัทนั้นๆ ได้

ในแวดวงวิชาการของเรายังมีเรื่อง conflict of interest ยิ่งกว่านั้น คือ การให้อาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งสวมหมวกเป็นผู้ประเมินสถาบันอุดมศึกษาอีกแห่งหนึ่ง หรือผู้วิจัยกลุ่มหนึ่งไปประเมินโครงการของคู่แข่งในอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง

ฟังแล้วนึกถึงการส่งคนของธนาคารกรุงไทยไปประเมินธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเรื่องแบบนี้คนในวงการเงินไม่เคยแม้แต่จะคิด

ปัญหาอาจเกิดตามมาหลายประการ เช่น

  1. ขัดกับหลักธรรมาภิบาลเรื่อง conflict of interest อย่างชัดเจน โดย (๑) ติอย่างเดียว ไม่ให้คู่แข่งได้ดี (๒) ถ้อยทีถ้อยอาศัย เพราะวันหนึ่งผู้ถูกประเมินอาจจะกลับเป็นผู้มาประเมินตนก็ได้ (๓) แม้จะประเมินอย่างเป็นธรรม ก็ยังไม่พ้นข้อครหา
  2. ถ้าต่อมามหาวิทยาลัยนั้น และอาจารย์นั้น ทำโครงการเหมือนๆ กัน หรือคล้ายกันจนรู้ได้ว่านำข้อมูลที่ได้มาจากการทำหน้าที่ประเมินไปใช้ นับว่าเป็นการนำความลับในหน้าที่ไปเปิดเผย และการลักลอกงานทางวิชาการ (plagiarism) อีกด้วย

ผู้ตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องรักษาความลับของกิจการที่ตนไปตรวจสอบอย่างเคร่งครัด แม้แต่เอกสารก็นำไปเปิดเผยไม่ได้ เว้นแต่ศาลสั่ง

พนักงานสินเชื่อที่ขโมยผลการวิเคราะห์โครงการของลูกค้าไปทำเสียเอง สร้างเสียงกระซิบกระซาบกันแซ่ด จนเสียชื่อไปหมด และลูกค้าสินเชื่อรายอื่นๆ ขาดความไว้วางใจในธนาคารที่เกีี่ยวข้อง

  1. คนระดับเดียวกัน ในวิชาชีพเดียวกัน ประเมินกัน ไม่ช่วยให้ได้ best practice แต่มีโอกาสดึงทั้งระบบมาสู่ความเป็นปานกลาง (mediocrity) เสมอๆ กัน หรือบังคับให้เกิดการทำเหมือนๆ กัน ไม่มีใครแปลกแหวกแนว

การประเมินทำได้อีกหลายวิธี โดยไม่ให้เกิด conflict of interest เช่น

สร้างผู้ประเมินเป็นกลุ่มวิชาชีพต่างหากก็เป็นทางหนึ่ง

มีข้อกำหนดเรื่องการรักษาความลับ และระยะเวลาที่ห้ามมหาวิทยาลัยต้นสังกัด และผู้ประเมินคนนั้น ทำโครงการที่ละม้ายคล้ายกันในระยะเวลาหนึ่ง (หลายๆ ปี)

สถาบันที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย และงานอุดมศึกษา ควรคิดเรื่องทำนองนี้อย่างจริงจัง และทำตนเป็นต้นแบบที่เหมาะที่ควรให้กับประเทศ

การละเลยเรื่อง conflict of interest และเรื่อง plagiarism ในที่สุดก็จะระบาดและเป็นที่ยอมรับทั่วไปตามที่สำรวจได้ในทัศนคติเกี่ยวกับ “คอรัปชั่น” ในประเทศนี้ในเวลาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s