หยิบการ์ตูนญี่ปุ่นมาสอน

หยิบการ์ตูนญี่ปุ่นมาสอน

นวพร เรืองสกุล

ครั้งหนึี่งขอไปเป็นวิพุทธิยาจารย์ที่น่านให้กับนิสิตปี ๒ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถ้าถามว่าเป็นกรรมการสภาไปยุ่งอะไรกับการสอน ตอบว่าก็อยากรู้ว่านิสิตยุคนี้เป็นอย่างไร สภาพแวดล้อมและส่ิงอำนวยความสะดวกเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรชัดเจนเท่าประสบการณ์ตรงที่สัมผัสด้วยตนเอง

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ อยากจะทดลองสอนนอกกรอบ

ไม่มีสไลด์ ไม่มีวีดีโอ ไม่มีการทดลองนอกห้องเรียน ไม่มีทัศนศึกษา ไม่มี — มีสองอย่าง คือครูกับนิสิต ในห้องกว่้างๆ หนึ่งห้องสมมติว่าเป็นห้องเรียน

เราใช้การอ่าน การเขียน (2R: reading and writing) ตามด้วยการวิเคราะห์ เพื่อตอบโจทย์ what to learn ซึ่งทางมหาวิทยาลัยต้องการปลูกฝังการทำงานแบบจิตอาสา แต่ที่ดิฉันต้องการเน้นคือการรู้จักคิดวิเคราะห์ ปรับวิธีการให้เหมาะกับสถานการณ์ และให้ได้เห็นภาคปฏิบัติของคุณค่าหลายๆ อย่างที่มักพูดๆ กัน เช่น การทำงานอย่างมุ่งมั่น การทำงานเป็นทีม การเห็นความสำคัญของเพื่อนร่วมงานทุกคน ฯลฯ

วิธีการ เครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ และกระบวนการ เพื่อตอบโจทย์ how to learn เป็นดังนี้

  1. เลือกหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นมาเป็นหนังสืออ่านแบบเลือกแกมบังคับ คือให้อ่านก่อนวันไปสอนจริง
  2. ส่งให้อ่าน ๒ สัปดาห์ก่อนวันไปสอน
  3. หนังสือทั้งหมดในเวลานั้นมี ๔๕ เล่ม และยังไม่จบ แต่ว่าก็ได้เนื้อหาส่วนที่อยากได้พอแล้ว
  4. เปิดบล็อกกลุ่ม เพื่อส่งคำถามไปให้ช่วยกันตอบมา และเปิดเป็นเวทีสนทนาก่อนวันสอนจริง
  5. เดินทางไปสอนที่จังหวัดน่าน โดยมีชุดคำถามใหม่อีกชุดหนึ่ง

ทั้งหมดนี้มีเหตุผลประกอบ

ข้อ ๑ ตั้งต้นจากสมมติฐานที่พูดกันทั่วไปว่า เด็กไทยไม่อ่านหนังสือ จึงเลือกหนังสือมาให้อ่าน หนังสือชุดนี้ชื่อ หัตถ์เทวดาเทรุ เป็นเรื่องของหมอในโรงพยาบาลที่เน้นความถนัดอย่างเทวดา และดูแลคนไข้ทั้งกายและใจ มีคนไข้เป็นศูนย์กลางในความหมายที่แท้จริง

บอกไปด้วยว่าเรื่องนี้สร้างเป็นภาพยนต์แล้ว แต่ไม่ควรดู เหตุผลที่ไม่แนะนำให้ดูเพราะภาพยนต์ขาดอรรถรสและจินตนาการ อีกทั้งไม่ได้ต้องการให้รู้เรื่องตอนจบ แต่อยากให้รู้เรื่องบางตอนที่มีในหนังสือ ๕๐​เล่ม ที่อาจไม่มีในภาพยนต์ ๒ ชั่วโมง

ผลที่ได้รับ: อ่านกันทุกคน และไม่มีใครดูหนัง

ข้อ ๒ เวลา ๒ สัปดาห์ คือเริ่มจากวันที่วิพุทธิยาจารย์คนก่อนเสร็จงานแล้ว และก่อนที่ทีมของเราจะเดินทางไป เพื่อมิได้ไปเบี่ยงเบนความสนใจในหัวข้อของคนอื่น

ข้อ ๓ เจตนาเลือกหนังสือชุดที่ยาวเกินกว่าจะอ่านจบได้ แต่ขอให้อ่านคนละ ๓ เล่ม จะได้ไม่ยาวเกินไป และแอบอยากรู้ว่าใครจะอ่านเกิน และอยากจะรู้ว่าเขาแชร์กันอย่างไร จัดระบบกันเองอย่างไร ที่จะให้ทุกคนมีหนังสืออ่านทุกเวลา และถ่ายทอดความรู้กันอย่างไรระหว่างคนที่อ่านตอนกลางที่ไม่รู้ตอนต้น กับคนที่อ่านตั้งแต่เล่ม ๑ เป็นการเปิดบทสนทนาในระหว่างวันตลอด ๑ สัปดาห์

(ได้ขออาจารย์ประจำหลักสูตรด้วยว่า ไม่ต้องชี้แนะ ไม่ต้องจัดแจงว่าใครอ่านอะไรเมื่อไหร่ ปล่อยเสรี เพื่อให้ทุกคนได้ตัดสินใจเอง) เท่ากับสร้าง learning environment แบบหนึ่งขึ้นมาในกลุ่ม

ผลที่ได้รับ: บางคนชอบมากและไม่รอคิว ไปซื้อมาอ่านเองเกินจำนวนที่ขอให้อ่าน (แต่ก็อาจมีบางคนที่อ่านไม่ครบ ๓ เล่ม)

: มีการสลับกันอ่าน แต่นิสิตไม่ได้จัดระบบชัดเจน บางคนบอกว่าอ่านไม่ต่อกันเพราะว่าเล่มที่อยากอ่านคนอื่นเอาไปครองไว้นานเกิน

วันไปสอนจึงแนะนำว่า อันที่จริงถ้าใช้เวลาตอนต้นจัดระบบสักนิด จะราบรื่นขึ้น เช่น นิสิต ๒๐ คน เรียงลำดับเอาไว้ คนที่ ๑ อ่านเล่ม ๑ คนที่ ๒ อ่านเล่ม ๓ ก็ไปได้แล้ว ๔๐ เล่ม พอคนที่ ๑ อ่านเล่ม ๑ และเล่ม ๒ จบ คนที่ ๒ ก็น่าจะอ่านเล่ม ๓ จบเหมือนกัน แบบนี้ทุกคนก็ได้อ่าน ๓ เล่มต่อเนื่อง

การจัดระบบ เป็น management skill ที่จำเป็นในการทำงานทุกงาน ทำงานคนเดียวก็ต้องจัดคิวงานให้รู้ก่อนหลัง ทำงานหลายคนก็ต้องคิดแบ่งงานให้ดี งานจะได้ราบรื่นและไร้รอยต่อ

ข้อ ๔ เปิดบล็อก ลงบทความเรื่องการ์ตูนญี่ปุ่นแตกต่างจากการ์ตูนอื่นอย่างไร (ได้บทความมาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ต้ั้งคำถามไปในบล็อกเพื่อสร้างโฟกัสสำหรับนิสิตที่อาจไม่คุ้นกับการอ่านเอาเรื่องจากหนังสือที่ไม่ใช่ตำรา และเปิดให้คุยกันในเรื่องเทรุ

เหตุผลและผลที่ได้รับเป็นดังนี้:

ดูเหมือนว่านิสิตเปิดอ่านกันทุกคน ตอนแรกเข้ามาทักทาย บางคนบอกว่าดีใจที่ได้อ่านอะไรที่ไม่ใช่วิชาการ ทำนองว่า “อย่างนี้ก็ได้อ่านด้วยเหรอ”

ขอให้แนะนำตัวเข้ามา มีการส่ง profile กันอย่างเก๋ไก๋ ต่างคนต่างสไตล์ ได้พัฒนาและแสดงออกใน creative skill

สถิติระบุว่ามีผู้แวะเวียนเข้ามาดูเสมอๆ มีคำตอบกลับเมื่อ post ข้อความคำถามหรือบทสนทนาเพิ่มเติม

มีบางคนเข้ามาตอบคำถาม ทำให้ได้เห็นว่าเขาได้เข้าไปค้นในเว้ปเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม จึงได้สอนเพิ่มเติมตรงนี้ว่าหาแบบใดได้อีก ผ่านคำตอบที่ post ขึ้นไป

กว่าจะเจอหน้ากัน ก็ได้คุยกันพอสมควรแล้ว ได้ทั้ง collaborative skill และ communicative skill

บล็อกทำให้เกิด ICT integrated learning แบบง่ายๆ communication ช่วย monitor การสอนได้ส่วนหนึ่ง และยังสร้างเงื่อนไขให้มี ICT literacy และ information literacy ซึ่งนิสิตต่างคนก็ต่างก้าวไปตาม pace ของตนเอง

ส่วนที่ได้รับน้อยไปนิดคือ การแบ่งปันข้อมูลกันผ่านทางบล็อก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการแบ่งปันข้อมูลกันระหว่างเพื่อน อาจจะขี้อาย หรือว่าไม่มีเวลา หรือเหตุอื่น ที่ดิฉันไม่มีเวลาหาคำตอบ

ข้อ ๕ วันที่พบกันเป็นวันลับสมองด้วย critical thinking skill

ก่อนอื่นก็กลับไปแก้ข้อสงสัยที่ว่าทำไมเลือกเรื่อง หัตถ์เทวดาเทรุ คำตอบก็คือ หนังสือชุดนี้ให้อะไรมากมาย สุดแต่จะหยิบขึ้นมาเป็นบทเรียน เช่น

สอนให้เห็นบรรยากาศการทำงานแบบแยกส่วน แยกคณะ แยกแผนก กับการทำงานแบบมุ่งเอาผู้รับบริการเป็นเป้าหมาย

สอนให้เห็นกว่าการเป็นคู่แข่งขันกันไม่ได้หมายความว่าต้องทะเลาะกันหรือเป็นศัตรูกัน ตัวการ์ตูนเอกสองตัวแข่งกันเก่ง แต่ร่วมกันทำงานอย่างรับผิดชอบในหน้าที่เต็มที่ และลึกๆ ต่างก็นิยมซึ่งกันและกันว่าเป็นแรงผลักดันให้เขามุและก้าวไปข้างหน้าเพื่อไล่ตามหรือเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไล่ทัน ไม่ใช่การแข่งขันแบบปัดแข้งปัดขา มุ่งทำลายคู่แข่ง

ชี้ให้เห็นความสำคัญของคนทุกคน งานทุกงาน กระทั่งงานของบุรุษประจำรถฉุกเฉินก็มีความสำคัญ การสังเกตของเขาช่วยลดเวลาวินิจฉัยของหมอ และทำให้เริ่มการรักษาได้เร็วขึ้น เป็นต้น

ข้อนี้นำไปสู่ทีมเวิร์กทีี่ดี ซึ่งผู้เขียนนำมาย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าผ่านปฏิบัติการในห้องผ่าตัด และการวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อนหาสาเหตุลำบาก

แสดงคุณค่าของพรหมวิหาร ๔ และอิทธิบาท ๔ อย่างเป็นรูปธรรม มีตัวอย่างชัดเจนให้จำได้

ให้แรงบันดาลใจในการฝึกปรือฝีมือและกล่อมเกลาจิตใจ และการพัฒนาองค์กรอย่างไม่หยุดยั้ง

มีตัวอย่างที่ชัดเจนมากของการ coaching and mentoring ให้งานตามลำดับความก้าวหน้าของฝีมือให้พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ วิเคราะห์หากลวิธีให้แต่ละคนปิดจุดอ่อนของตนเอง และเม่ือทำงานเป็นทีมก็เลือกสมาชิกในทีมที่จะทำให้งานลุล่วงไปด้วยดีและเสริมกันและกันให้ได้พลังที่มากกว่า ๑ บวก ๑ เป็น ๒

ด้วยเนื้อหาสาระเช่นนี้ จึงทำให้การตั้งคำถามและคุยกันไร้ขีดจำกัด

ณ ที่นี้ ขอนำคำถามมายกเป็นตัวอย่างเพียง ๓ ข้อ ดังนีถามว่าใครทดลองยกผู้ป่วยตัวหนักๆ ตามวิธีในหนังสือบ้าง คนที่อ่านตอนนั้นออกมาอาสาทำให้ดู เป็นการลองครั้งแรก มีเพื่อนคนที่จำเนื้อหาตอนนี้ได้ กางหนังสือคอยตามดู นี่เป็นการสอบเบื้องต้นว่า อ่านมาหรือเปล่า ใคร่รู้พอจะลองทำกันเองไหม คนแรกทำแล้วให้คนที่ไม่ได้อ่านออกมาลองทำ สนุกสนานกันดีและทำได้จริงๆ ด้วย นี่ไง ไม่ลองไม่รู้ และสิบปากว่าไม่เท่าลงมือทำดูเอง

  1. ถามว่าใครทดลองยกผู้ป่วยตัวหนักๆ ตามวิธีในหนังสือบ้าง คนที่อ่านตอนนั้นออกมาอาสาทำให้ดู เป็นการลองครั้งแรก มีเพื่อนคนที่จำเนื้อหาตอนนี้ได้ กางหนังสือคอยตามดู นี่เป็นการสอบเบื้องต้นว่า อ่านมาหรือเปล่า ใคร่รู้พอจะลองทำกันเองไหม คนแรกทำแล้วให้คนที่ไม่ได้อ่านออกมาลองทำ สนุกสนานกันดีและทำได้จริงๆ ด้วย นี่ไง ไม่ลองไม่รู้ และสิบปากว่าไม่เท่าลงมือทำดูเอง
  2. ถามว่าบทบาทของหมอต่างจังหวัด (หมอ GP — General Practice) เป็นอย่างไร เขาช่วยกันตอบ ยิ่งใครมีหนังสือเล่มที่กล่าวถึงในมือ ก็กางหนังสือตอบเสียงแจ้วๆ   เจตนาของคำถามข้อนี้ เพื่อให้นิสิตเห็นว่าการอยู่ในต่างจังหวัดไม่เป็นข้อจำกัดในการฝึกฝนฝีมือ เป็นการย้ำเชิงบวกตามเป้่าหมายที่นักศึกษากลุ่มนี้ต้องการเป็น คือเป็นเกษตรกรยุคใหม่ผู้รอบรู้ และอันที่จริงต้องรู้จักที่จะประยุกต์วิธีการ และมีความรู้รอบด้านยิ่งกว่าหมอในเมืองใหญ่เสียอีก
  3. ใครชอบตัวละครใดในหนังสือ

ข้อนี้คิดกันอยู่นานกับเพื่อนร่วมทีมว่าจะมีตัวละครไหนที่น่าพูดถึงแต่คนอาจจะไม่เลือกบ้าง เขาบอกว่าคนที่ในหนังสือดูเป็นตัวร้ายสุดจะเจ้าเล่ห์ บังเอิญว่าตัวละครตัวนี้เป็นตัวที่ดิฉันชอบ จึงได้ซักซ้อมคำตอบกันล่วงหน้าว่า คำตอบของดิฉันฟังขึ้นหรือไมสำหรับเขาซึ่งไม่ชอบตัวละครนี้

คำตอบมีหลากหลายมาก ตัวละครเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะการสนองตอบเชิงบวก คือ ใครบอกชื่อใดมาก็ไม่มีผิด ไม่มีถูก ตัวละครที่น่าสนใจ แต่บทบาทน้อย ก็มีคนเอ่ยว่าชอบ ความกล้าให้ความเห็นที่แตกต่างเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

ดิฉันทดลองความกล้าขั้นสุดท้ายโดยถามว่า มีใครชอบตัวร้ายในเรื่องบ้าง นิสิตคนหนึ่งบอกว่า พอหน้าเจ้านี่ออกมาก็เปิดผ่านไปเลย! ขนาดนั้น

นิสิตคนหนึ่งกล่้าพอจะยกมือบอกว่าเขาชอบ จึงเสริมเสาคอนกรีตให้เขาว่า “ครูก็ชอบตัวนี้”

เมื่อนิสิตตอบจบแล้ว อาจารย์ที่ฟังอยู่ขอตอบด้วย

อ้าว – – ให้การบ้านนิสิต อาจารย์ก็อ่านด้วย ดีใจจัง น่าจะได้คะแนนประเมินข้อ “ความสนใจ” เกินร้อย

ผู้อำนวยการหลักสูตรบอกว่าท่านชอบผู้อำนวยการโรงพยาบาล ด้วยเหตุผลคล้ายคลึงและเสริมกับที่ผู้ร่วมทีมของดิฉันชอบ คือเป็น hands off, heart on management ดูอยู่ห่างๆ รู้ทุกเรื่อง อ่านคนเป็น รู้จักวิธีสอนที่จะปิดจุดอ่อน และเสริมจุดเด่นให้แต่ละคน แถมยังมีเวลาไปฮอลิเดย์บ่อยๆ แต่งตัวก็สุดจ๊าบ

ถึงคราวดิฉันวิเคราะห์แยกแยะ “นายเจ้าเล่ห์” ในเรื่อง ดิฉันชี้ประเด็นว่าเขาคนนั้นมีบุคคลิกซับซ้อนที่สุด น่าสนใจที่สุด และอ่านลึกลงไปในเรื่องว่า เหตุการณ์หรือคำพูดใดที่บ่งชี้อารมณ์และเหตุจูงใจให้เขาทำอะไรอย่างที่เขาทำ เป็นการอ่านเอาเรื่อง และมองเขาอย่างมนุษย์คนหนึ่งที่มีจุดบอบบางในใจเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

Do they learn?

รู้ในภายหลังว่า ได้คะแนน ๔.๙ ในการประเมินจากทั้งนิสิตและอาจารย์ในข้อ “การสอนให้คิดวิเคราะห์” จึงยินดีมาก เพราะผู้รับ รับได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ผู้สอนตั้งใจไว้ เป็นอันว่าการทดลองนอกกรอบสัมฤทธิ์ผล

เรื่องอื่นเป็นของแถม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s