การจัดจำหน่ายหนังสือในประเทศไทย

ก่อนปิดหนังสือเล่มนี้ ขอนำเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวของคนชอบซื้อหนังสือมาทดลองสร้างเป็นกรณีศึกษาอย่างย่นย่อว่าด้วยปมปัญหาในการกระจายสินค้า และอนาคตของหนังสือเล่มในประเทศไทย (หมายถึงพ้อกเก็ตบุ้ก)

ผู้เขียนขอแบ่งวงจรของการผลิตและจำหน่ายหนังสือเล่ม ออกเป็นขั้นตอนใหญ่ๆ  6 ขั้นตอน

  1.  การสร้างต้นฉบับ  (เป็นเรื่องของนักเขียน)
  2. สำนักพิมพ์  (เป็นผู้ลงทุนผลิตหนังสือ โดยคาดความต้องการของตลาด  สำนักพิมพ์ดูแลด้านงานบรรณาธิการ การออกแบบหนังสือ ฯลฯ)
  3. โรงพิมพ์ (เป็นผู้ผลิตให้ต้นฉบับออกมาเป็นรูปเล่มตามความต้องการของสำนักพิมพ์)
  4. สายส่ง หรือผู้จัดจำหน่าย (เป็นผู้นำหนังสือจากสำนักพิมพ์ที่โรงพิมพ์พิมพ์เสร็จแล้ว ไปสู่มือของร้านค้า)
  5. ร้านค้า  (เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายหนังสือจากสำนักพิมพ์ให้ถึงมือผู้บริโภค)
  6. การสื่อสารถึงผู้บริโภค  (ในด้านผู้ผลิตและจำหน่าย คืองานด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์  เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ว่ามีหนังสือใหม่ออกสู่ตลาด  ในด้านของผู้บริโภคคือการได้รับข่าวสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อตัดสินใจหาซื้อหนังสือเล่มนั้นๆ)

การสร้างต้นฉบับ

นักเขียนในประเทศไทยมักทำงานเป็นอิสระ สร้างต้นฉบับเสร็จแล้วก็ไปติดต่อสำนักพิมพ์  มีบางรายที่พิมพ์งานกับสำนักพิมพ์แห่งเดียวเสมอมา อาจจะนับว่าอยู่ในสังกัดได้ในความหมายหลวมๆ เพราะมีแต่ข้อผูกพันทางใจต่อกัน  นักเขียนบางรายอาจจะทำสำนักพิมพ์ของตนเอง

           

สำนักพิมพ์ 

เอกลักษณ์ของวงการสิ่งพิมพ์ข้อที่ 1  คือหนังสือทุกเล่มเป็นสินค้าตัวใหม่

สำนักพิมพ์ในประเทศไทยตั้งได้ง่ายมาก มีเงินจ้างพิมพ์ ก็วางตนเป็นสำนักพิมพ์ได้แล้ว  นับเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการเข้าออกได้อย่างเสรีที่สุด ด้วยเหตุผลนี้ สำนักพิมพ์จึงมีอำนาจต่อรองเหนือผู้อื่นน้อยที่สุด จะมีอำนาจต่อรองก็เพียงแค่เหนือนักเขียนที่ยังไม่มีชื่อเท่านั้น

สำนักพิมพ์ในประเทศไทยมีหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กจิ๋ว จนถึงขนาดยักษ์ใหญ่

สำนักพิมพ์บางแห่งพิมพ์หนังสือเฉพาะทาง เช่น หนังสือเด็ก หนังสือสารคดี หนังสือแปล หนังสือธรรมะ เป็นต้น  สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ พิมพ์หนังสือหลากหลายหัวข้อ แต่ละสำนักพิมพ์ก็มีแนวหนังสือที่เป็นจุดเด่นเฉพาะตน

สำนักพิมพ์เป็นผู้ดำเนินการเปลี่ยนต้นฉบับที่เป็นตัวเขียนให้เป็นรูปเล่มที่น่าสนใจ  ในบทบาทนี้สำนักพิมพ์ก็คล้ายกับผู้ทำบรรจุภัณฑ์ ที่นำวัตถุดิบ (คือต้นฉบับ) ไปจัดออกแบบและหาหีบห่อให้สวยงามแตะตาผู้บริโภค  สำนักพิมพ์อาจจะมีเจ้าหน้าที่ทำงานประจำในเรื่องเหล่านี้ หรือว่าจัดจ้างเป็นเฉพาะคราวก็ได้ สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ มีเจ้าหน้าที่ประจำ

บางโรงพิมพ์มีแผนกพิสูจน์อักษรและออกแบบหนังสือให้ด้วย แต่โดยทั่วไป งานนี้อยู่กับสำนักพิมพ์  มือสมัครเล่นที่อยากพิมพ์หนังสือ พอจะหามืออาชีพที่รับจ้างทำงานจ๊อบได้

โรงพิมพ์

บางโรงพิมพ์เอาดีทางรับจ้างพิมพ์งานอย่างเดียว บางโรงพิมพ์มีสำนักพิมพ์ในเครือ โรงพิมพ์อาจจะเกิดขึ้นมาเพื่อการพิมพ์หนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร หรือรับจ้างพิมพ์งานของผู้อื่น แล้วสำนักพิมพ์เกิดตามมาในภายหลัง เป็นการขยายวงจรธุรกิจในแนวดิ่ง (Vertical Integration)

โรงพิมพ์มีหลายขนาด พิมพ์งานได้หลายคุณภาพ

 

ผู้จัดจำหน่าย

ช่องทางการจัดจำหน่ายมีผลต่อยอดขายของสินค้าได้มาก  ผู้ใดคุมช่องทางการจัดจำหน่ายได้ ผู้นั้นจะมีอำนาจต่อรองในตลาดค่อนข้างสูง

ช่องทางการจัดจำหน่ายมีสองระดับคือ ระดับขายส่งและระดับขายปลีก

ผู้จัดจำหน่ายมีบทบาทสำคัญในระดับขายส่ง  ส่วนร้านค้ามีบทบาทในระดับค้าปลีก

ผู้จัดจำหน่ายมีหน้าที่กระจายสินค้าที่รับฝากมาจากผู้ผลิต ให้ไปอยู่ ณ จุดที่ผู้บริโภคจะซื้อหาได้ง่าย ผู้จัดจำหน่ายที่มีเครือข่ายร้านค้า หรือความสามารถในการวางสินค้าได้ทั่วถึง สำหรับลูกค้าในกลุ่มเป้าหมาย เป็นผู้จัดจำหน่ายที่ช่วยให้สินค้าขายได้ดีขึ้นมาก

ผู้จัดจำหน่ายรับภาระเรียกเก็บเงินจากร้านค้า  ซึ่งเป็นความเสี่ยงของผู้ทำธุรกิจด้านจัดจำหน่าย  การวางหนังสือจึงต้องดูถึงความสามารถของร้านค้าที่จะชำระเงินให้ได้ตามกำหนดเวลาด้วย

คุณค่าเสริมที่ผู้จัดจำหน่ายสามารถจะทำได้คือ การมีข้อมูลการตลาดที่ดีพอและจัดรวบรวมวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นข้อแนะนำกับสำนักพิมพ์ในการกำหนดกลยุทธ์การวางตลาดสินค้า การวางแผนประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการขาย  ข้อมูลที่ดีมีสาระจะทำให้ประเมินได้ว่าควรออกหนังสือแนวใด รูปเล่มลักษณะอย่างใด หนังสือเล่มใหม่ที่ออกมา ควรจะวางขายในแหล่งใดจึงจะตรงกับรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภค และถ้าระบบดีพอ ก็จะสามารถติดตามยอดขายได้ว่า หนังสือเล่มนั้นๆ ขายได้ที่จุดใดบ้าง  และร่วมกับร้านค้าสต็อกหนังสือให้พอเพียง ไม่มากไปจนหนังสือเหลือ ซึ่งเป็นต้นทุนของสำนักพิมพ์  หรือน้อยไป จนหนังสือขาดตลาด ซึ่งเสียโอกาสในการสร้างยอดขาย สำหรับสายส่ง ร้านค้า สำนักพิมพ์ และผู้เขียน

มูลค่าเพิ่มของผู้จัดจำหน่ายเป็นเรื่องของ Logistic บวกกับข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ

ในบ้านเราในเวลานี้  บางสำนักพิมพ์มีสายส่งเอง เช่นสำนักพิมพ์ที่แตกแขนงมาจากธุรกิจหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ที่มีช่องทางการวางสินค้าอยู่แล้ว  บางสำนักพิมพ์วางตลาดสินค้าเองโดยไม่ผ่านผู้จัดจำหน่าย คือเป็นผู้จัดจำหน่ายเองด้วย บางสำนักพิมพ์จ้างผู้อื่นจัดจำหน่าย  แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน

สำนักพิมพ์ที่วางหนังสือเองจะมีข้อมูลด้านการขายดีกว่าสำนักพิมพ์ที่จ้างผู้จัดจำหน่าย (และผู้จัดจำหน่ายไม่เคยให้บริการเสริมด้านข้อมูลเลย คงให้บริการเฉพาะการนำหนังสือไปสู่ร้านค้า และเรียกเก็บเงินจากร้านค้าเท่านั้น)

การเป็นผู้จัดจำหน่ายเป็นธุรกิจที่ผู้มาใหม่เข้ามายาก เพราะต้องมีสินค้าในปริมาณมากพอจะทำงานให้มีประสิทธิภาพได้ และต้องเข้าใจเรื่องความเสี่ยงด้านเครดิตของร้านค้า

เมื่อเทียบบริการของผู้จัดจำหน่ายในปัจจุบัน กับบริการเสริมที่ยังขาด จะเห็นว่าในเวลานี้ สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ที่มีช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งระดับขายส่งและขายปลีกของตนเองมีข้อได้เปรียบเหนือผู้อื่น ช่องว่างตรงนี้กำลังรอให้มีผู้เข้ามาหาประโยชน์และสร้างกำไร  ซึ่งอาจจะเป็นผู้จัดจำหน่ายที่เน้นอาชีพจัดจำหน่ายเป็นการเฉพาะ ถ้าหากช่องว่างนี้ถ่างกว้างไปเรื่อยๆ โดยที่ข้อมูลที่มีไม่ได้นำมาใช้ หรือผู้มีข้อมูลเก็บกันไว้ใช้ส่วนตัวเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน และไม่มีผู้ร่วมกันแก้ไข อนาคตของสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก ก็จะยิ่งเรียวลง

ร้านค้า

เอกลักษณ์ข้อที่ 2 ของวงการพิมพ์คือ ผลิตง่าย แต่หาพื้นที่วางขายได้ยาก

ร้านค้ามี 3 แบบคือ

1 ร้านค้าขนาดใหญ่มีหนังสือให้เลือกจำนวนมาก ทั้งหนังสือเล่ม นิตยสาร ตำรา และมักมีบริการเสริมให้กับลูกค้า เช่น บริการสืบค้นหนังสือ บริการสั่งหนังสือ  และมักจะมีพื้นที่แสดงหนังสือแนะนำ  แต่การสืบค้นมักมีรายการหนังสือไม่ครบถ้วนทั้งหมดในท้องตลาด

2 ร้านค้าเล็กๆ ในที่สะดวกแวะ  มักเน้นหนักที่หนังสือพิมพ์  นิตยสาร และหนังสืออ่านสบาย เช่นหนังสือท่องเที่ยว ตำรากับข้าว เป็นต้น

3 ร้านค้าทั่วๆ ไป

ร้านหนังสือโดยทั่วไป มีขนาดไม่ใหญ่  เมื่อมีหนังสือเล่มออกมาจำนวนมาก แต่ละชื่อเรื่องจะมีโอกาสวางบนแผงด้วยระยะเวลาที่สั้นลง เพราะเจ้าของร้านต้องดูแลให้ชั้นหนังสือของตนผลิตรายได้ต่อตารางเมตรให้ได้สูงที่สุด  ร้านค้าประเภทนี้จึงมักมีแต่หนังสือที่คาดว่าจะขายดี ไม่ใช่หนังสือดีที่พอขายได้

แม้หนังสือที่ขายดี แต่ไม่ถึงกับดังระเบิดเถิดเทิง เมื่อรับมาขายหมดแล้ว โอกาสสั่งซ้ำก็มีน้อย เพราะมีหนังสือใหม่ๆ ออกมาชิงพื้นที่อยู่เสมอ

ในวงการหนังสือ ร้านค้ามีอำนาจต่อรองมากที่สุด เพราะว่าเป็นเจ้าของพื้นที่ ซึ่งต้องลงทุนมากที่สุด และร้านค้าที่เป็นเครือข่ายกัน หรือมีสาขาจำนวนมากก็เหมือนกับมีอำนาจกึ่งโมโนโปลีอยู่ในมือ  ยิ่งร้านค้าบางรายเป็นของสำนักพิมพ์ หรือพูดในทางกลับกันก็คือสำนักพิมพ์บางแห่งมีร้านค้าเป็นกิจการในเครือ การขายสินค้าก็ยิ่งสะดวกเหนือสำนักพิมพ์ที่ไม่มีร้านค้าของตนเอง

พฤติกรรมของร้านค้าในเครือของสำนักพิมพ์อาจจะต่างจากร้านค้าอื่นๆ อยู่บ้าง คือจะเห็นหนังสือของสำนักพิมพ์ตนเอง หรือหนังสือในเครือ (หรือรวมถึงหนังสือที่ตนเป็นผู้จัดจำหน่าย)  ได้ที่วางที่เด่นกว่า มีการดูแลสต็อกสินค้าอย่างดีไม่ให้ขาดไปจากหิ้งหนังสือในร้านตน เพราะมุ่งดูกำไรของทั้งเครือด้วย (กำไรสำนักพิมพ์ กำไรผู้จัดจำหน่าย และกำไรร้านค้า ในขณะที่ขายสินค้าของผู้อื่นได้กำไรเฉพาะส่วนของการเป็นหน้าร้าน)

การสื่อสารถึงผู้บริโภค

ผู้บริโภคมีทางรับรู้ข่าวสารหลายทาง เช่น

งานเปิดตัวหนังสือ ซึ่งสำนักพิมพ์เป็นผู้จัด โดยความร่วมมือกับผู้จัดจำหน่าย หรือร้านค้า

โฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์

หน้าบรรณนิทัศน์

หน้าวิจารณ์หนังสือ

อันดับหนังสือขายดี

ชั้นวางที่ได้รับ

เว้ปไซท์

การทำการตลาดอื่นๆ ของสำนักพิมพ์

ปัญหาและอุปสรรคต่อการรับรู้ข่าวสาร

งานเปิดตัวหนังสือ

การรับรู้ของผู้บริโภคอยู่ในวงจำกัดมาก ถ้าไม่มีหนังสือพิมพ์สนใจลงข่าวให้

การที่หนังสือพิมพ์ใดจะทำข่าวหรือไม่ อยู่ที่การตัดสินใจของหนังสือพิมพ์นั้น ๆ  ซึ่งมักจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของสำนักพิมพ์หรือผู้เขียนอิสระ

โฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์

การโฆษณามีต้นทุน จึงลงทุนได้เฉพาะสำนักพิมพ์ใหญ่ สำหรับหนังสือที่คาดว่าจะขายดี หรือเป็นการโฆษณาของสำนักพิมพ์ที่มีสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในมือ ถือว่าเป็นโฆษณาฟรี

สำหรับสำนักพิมพ์ที่มีหนังสือออกมาจำนวนมาก จะขึ้นอยู่กับผู้จัดทำว่าจะเลือกโฆษณาหนังสือเล่มไหนบ้าง  โดยส่วนมากผู้บริโภคไม่มีโอกาสรับรู้แม้แต่ชื่อของหนังสือทุกเล่มของสำนักพิมพ์นั้นผ่านทางโฆษณา

หน้าบรรณนิทัศน์

สื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับยกหนังสือออกใหม่มาแนะนำเชิงบอกเล่าเหมือนข่าวสังคมกลายๆ ไม่สามารถวิเคราะห์แบบแผนการเลือกได้ว่า เจ้าของคอลัมน์เลือกหนังสืออย่างไร และยังขาดคอลัมน์แนะนำหนังสือโดยผู้แนะนำที่ผู้อ่านเชื่อถือหรือมีชื่อเสียงว่าเป็นมืออาชีพในการแนะนำและวิจารณ์หนังสือ

สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ มีอิทธิพลสูงต่อหนังสือเล่ม ในฐานะที่เป็นคนสื่อสารข่าวสารใหม่ๆ ถึงผู้บริโภค  ทั้งข่าวสารหนังสือออกใหม่ ข่าวสารกิจกรรมต่างๆ และการกล่าวถึงหนังสือนั้นๆ    หนังสือจะขายได้ดีหรือไม่ในระยะแรกๆ  จึงอยู่ที่พื้นที่ในหนังสือพิมพ์ที่หนังสือเล่มนั้นได้รับด้วย

แม้การจัดจำหน่ายที่ไม่พึ่งหน้าร้าน เช่นการสั่งซื้อทางไปรษณีย์ เป็นต้น ก็ต้องการการประชาสัมพันธ์เสริมเพื่อให้ลูกค้ารู้จักสินค้าคือหนังสือเล่มนั้นเสียก่อน  สำนักพิมพ์ที่มีสื่อต่างๆ ในมือจึงได้เปรียบสำนักพิมพ์อื่นในการนำเสนอหนังสือออกใหม่สู่ความสนใจของผู้บริโภค

อันดับหนังสือขายดี

อันดับหนังสือขายดี มีปัญหาเรื่องความเป็นมาตรฐานของสถิติข้อมูล ซึ่งนำไปสู่ความน่าเชื่อถือของข้อมูล  ผู้บริโภคควรได้ทราบวิธีการได้ข้อมูลมา เช่น การจัดอันดับนับจากจำนวนเล่มหรือยอดขาย เป็นต้น

หนังสือของบางสำนักพิมพ์ขายทางไปรษณีย์ หรือตามการออกทัวร์ไปยังจังหวัดต่างๆ   ยอดขายไม่อยู่ในสารบบการรายงานอันดับหนังสือขายดีของร้านหนังสือ และการขายตรงของสำนักพิมพ์ให้ผู้ซื้อรายใหญ่ก็ไม่มีสถิติผ่านระบบจัดอันดับ

อันดับหนังสือขายดียังขึ้นอยู่กับ Availability ของหนังสือด้วย  ถ้าสายส่งหรือผู้จัดจำหน่ายส่งหนังสือเป็นงวดๆ  โดยที่ไม่มีระบบการติดตามที่ทันเวลา (ดูตัวอย่างการปรับปรุงวิธีจัดของส่งร้านค้า ให้มีสินค้าในมือเสมอ ซึ่งมีกล่าวไว้ในกรณีศึกษาในเล่มนี้)  เมื่อหนังสือหมดจากร้านแม้จะมีผู้ต้องการซื้อ ก็ทำให้ไม่ได้มีโอกาสขึ้นอันดับ

ตัวอย่างข้อสังเกตนี้อธิบายอันดับหนังสือขายดีของร้านค้าต่างๆ ที่รายงานอยู่ในหนังสือพิมพ์รายวันได้บางส่วน คืออันดับขายดีของหนังสือในร้านที่เป็นในเครือของสำนักพิมพ์มักจะเป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ของร้านค้านั้นๆ เอง เว้นแต่หนังสือที่ได้รับความนิยมสูงมากเป็นบางเรื่อง

ชั้นวางที่ได้รับ

ร้านที่มีสำนักพิมพ์ของตนเอง  มักมีหนังสือของตนเองพร้อม ของคนอื่นมีบ้างหมดบ้างตามสะดวก  ร้านอื่นๆ บางทีเจ้าของร้านก็ไม่ได้สนใจข้อมูลว่าหนังสือเล่มใดขายได้ดี ขายได้เร็ว ควรมีสำรองมิให้ขาดเพื่อยอดขายและกำไรของร้านค้าเอง  หรือบางรายอาจจะขาดอำนาจต่อรองกับสายส่ง

ผู้บริโภคมีทางเลือกหาร้านค้าที่ไม่มีค่าย และมีสินค้าหลากหลายให้เลือกน้อยแห่ง แต่ก็นับว่ายังมีอยู่บ้าง เช่น ศูนย์หนังสือจุฬาฯ  และ B2S  เป็นต้น

 

เว้ปไซท์

การหาหนังสือในเว้ปไซท์ก็ยังไม่สะดวก ร้านค้ามีรายชื่อเฉพาะสินค้าที่ตนขาย ผู้จัดจำหน่ายไม่สนใจสร้างเว้ปไซท์   แต่ถ้าเลือกเข้าไปดูรายชื่อหนังสือจากเว้ปไซท์สำนักพิมพ์ ผู้บริโภคก็ต้องรู้ว่าหนังสือเล่มนั้นพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ใด  และสำนักพิมพ์เล็กๆ ก็อาจจะไม่มีเว้ปไซท์  ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ให้ความสะดวกกับผู้บริโภคในการจะค้นหาหนังสือสักเล่มที่ต้องการซื้อหามาอ่าน

การแข่งขันในวงการหนังสือเล่ม

มีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นในวงการหนังสือเล่มหลายประการ ที่น่าติดตามคือ

  • มีสำนักพิมพ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ
  • หนังสือเล่มออกวางตลาดไม่ขาดสาย  ผู้เขียนก็หลากหลาย
  • ผู้มีทักษะในการเขียนหนังสือสามารถรับจ้างเขียนหนังสือได้ เป็นการแบ่งความถนัดระหว่างผู้มีเรื่องจะเล่า และผู้มีความสามารถในการเรียบเรียง
  • สำนักพิมพ์เป็นส่วนหนึ่งของการขยายกิจการของธุรกิจอื่น (ทั้งในเชิง Vertical Integration  เช่น โรงพิมพ์มีสำนักพิมพ์  สำนักพิมพ์มีหน้าร้านขายสินค้า และ Horizontal Integration เช่น  ธุรกิจบันเทิงขยายมาทำสิ่งพิมพ์ หรือนิตยสารออกหนังสือเล่ม)
  • มีความพยายามจะควบคุมช่องทางการจัดจำหน่าย อันได้แก่ร้านค้าต่างๆ  ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุดในวงจรการขายหนังสือ  สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ หันมาเปิดร้านค้า และขยายสาขา
  • มีการสร้างพันธมิตรกันในกลุ่มใหญ่ๆ  เช่นที่เป็นข่าวว่าจะมีการเปิดมุมหนังสือของสำนักพิมพ์หนึ่ง ในร้านค้าของอีกค่ายหนึ่ง  เป็นการสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลีกเลี่ยงการลงทุนสูง และการแข่งขันกันแบบเผชิญหน้า

ในขณะที่ธุรกิจกำลังหาทางช่วงชิงความได้เปรียบกันในเชิงการตลาด และการแย่งส่วนแบ่งตลาดของผู้อยู่ในธุรกิจที่มีบริการครบวงจร  ผู้บริโภคกลับขาดบริการอย่างมืออาชีพของร้านค้า คือขาดร้านค้าที่มีเป้าหมายหลักที่การให้บริการขายหนังสือทุกชนิดเพื่อสนองตอบทุกความต้องการของลูกค้า ขาดร้านค้าที่เจ้าของร้านเป็นหนอนหนังสือ ขาดร้านค้าเฉพาะทาง

นั่นก็คือ ยิ่งธุรกิจมีการรวมกันเป็นกลุ่มมากขึ้นเพียงใด  ผู้บริโภคอาจจะยิ่งขาดช่องทางที่จะเข้าถึงข้อมูลที่ครบถ้วนเมื่อต้องการ และโดยวิธีที่สะดวกพอสมควรยิ่งขึ้น คือผู้บริโภคหาชื้อหนังสือทุกชนิดที่ออกมาวางขายในท้องตลาดไม่ได้ และไม่รู้ว่าหนังสือเล่มใดมีขายในร้านค้าใดบ้าง

เมื่อขาดข้อมูลสำคัญตรงนี้ไปหนังสือบางเล่มที่น่าจะขายได้ก็ไม่สามารถทำยอดขายได้ เพราะอุปสงค์กับอุปทานไม่เจอกัน

นี่เป็นอุปสรรคหนึ่งในการแพร่ขยายจำนวนผู้อ่านหนังสือ หรือการเพิ่มยอดขายหนังสือ

ผลสุดท้ายคือสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่ไม่สามารถชิงพื้นที่ในร้านค้าได้ หรือขาดช่องทางประชาสัมพันธ์อาจจะอยู่ไม่ได้ และผู้อ่านก็อาจจะไม่มีโอกาสอ่านหนังสือบางชนิดที่สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ไม่สนใจจัดพิมพ์ไปเลยก็ได้

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือการไปออกร้านที่งานสัปดาห์หนังสือปีละสองครั้ง ซึ่งเวลานี้สำนักพิมพ์ต่างก็ต้องพยายามชิงพื้นที่อันมีจำกัดกันอยู่ และหลายแห่งใช้พื้นที่เพื่อการระบายหนังสือ ไม่ใช่เพื่อการนำเสนอหนังสือ

ส่วนในระยะยาวนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าสำนักพิมพ์เล็กๆ จะแก้ปัญหาอย่างไร และร้านค้าหนังสือที่ไม่มีสำนักพิมพ์ของตนเอง จะสนองตอบความต้องการของผู้อ่านในประเด็นนี้ได้ดีเพียงใด

นวพร เรืองสกุล

ออมก่อน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s