ประเมิน ๐ – ๓๖๐ องศา กับเปลี่ยนทิศ ๑๘๐ องศา

งานหนึ่งที่สำคัญสำหรับสภามหาวิทยาลัยก็คืองานติดตาม (monitor) 

เนื่องจากสภาฯ เป็นผู้แต่งตั้งผู้บริหารเลยลงไปถึงระดับคณะ ด้วยระบบสรรหาทำนองเดียวกับการสรรหาอธิการบดี งานติดตามผลการดำเนินงานของผู้ได้รับการแต่งตั้งจึงมากตามไปด้วย

งานติดตามเพื่อวัดผลสำเร็จของคณะและมหาวิทยาลัยเป็นงานที่ยากมาก เพราะ (๑) ขาดรายงานต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในการวัด และ (๒) งานของมหาวิทยาลัยต้องวัดกันหลายมิติ หลายงานวัดด้วยตัวเลขเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรวัด หรือว่าไม่วัด

บางมหาวิทยาลัยมีการประเมินผู้บริหารระดับคณะอย่างเป็นระบบ โดยประเมินส่วนหนึ่งจากแผนงานและผลสำเร็จของงาน และอีกส่วนหนึ่งจากการสอบถามและได้รับการตอบกลับจากผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย

นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการประเมินผู้บริหารแบบ ๓๖๐ องศา

แต่บางมหาวิทยาลัยไม่มีการประเมินเลย กว่าจะรู้ว่าได้เลือกผู้บริหารที่ไม่เหมาะสมเวลาก็ล่วงเลยไปจนครบ ๔ ปี และมีบัตรสนเท่ห์กล่าวถึงความไม่ชอบมาพากลในการบริหารส่งถึงกรรมการสรรหาชุดใหม่ เช่น ไม่เคยเรียกประชุมกรรมการเลย มักใช้วิธีเวียนประชุมและเวียนไม่ครบคน การใช้เงินผิดประเภทหรือผิดเจตนารมย์ ลำเอียงเรื่องการมอบหมายงานและการให้รางวัล ความน่าสงสัยว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ฯลฯ

เรื่องเหล่านี้มักไม่ถึงสภามหาวิทยาลัย เว้นแต่บัตรสนเท่ห์จะส่งถึงกรรมการสภาโดยตรง หรือเรื่องไปไกลถึงขั้นวุ่นวายมากจนฝ่ายบริหารคุมไม่อยู่

น่าเสียดายที่ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องทนมาหลายปี และเหลืออดเหลือทนต้องรอจนเรื่องบานปลายเช่นนั้น แทนที่จะได้มีการแก้ไขกันแต่ต้นมือ ซึ่งการประเมินระหว่างเทอมช่วยได้

ในขณะเดียวกันก็น่าเสียดายที่การร้องเรียนดังกล่าวถูกทอนน้ำหนักลงไปมาก เนื่องจากเกิดขึ้นช่วงที่สรรหาคณบดี หรืออธิการบดีคนใหม่ ทำให้ถูกมองว่าเป็นการใส่ร้ายหรือช่วยหาเสียงให้ฝ่ายอื่น

ประเมิน ๐ – ๓๖๐ องศา กับเปลี่ยนทิศ ๑๘๐ องศา บัตรสนเท่ห์และจดหมายร้องเรียนที่ไม่ปรากฎที่มา มีความหมายสำคัญอย่างหนึ่งคือส่อแสดงว่ามีความไม่เข้าใจ ความไม่สบายใจ และความไม่ลงรอยกันอย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายอย่างประกอบกัน และสิ่งเหล่านั้นไม่ได้รับการแก้ไข หรือว่าไม่มีช่องทางให้สื่อสารกันอย่างเหมาะสมและเป็นมิตร

บัตรสนเท่ห์ยังสะท้อนให้เห็นสไตล์การบริหารงานของฝ่ายบริหารทุกระดับในองค์กรด้วย โดยที่ไม่ต้องเสาะหาหลักฐานมาเป็นประจักษ์พยานเพิ่มเติมว่าวิธีการปกครองในระยะนั้นเป็นประชาธิปไตย คณาธิปไตย หรือเผด็จการรูปแบบใด

เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ทำให้ต้องทวนกลับไปมอง accountability ของกรรมการสรรหา ฝ่ายบริหาร และสภาฯ

หน้าที่ของกรรมการสรรหาอาจจะสิ้นสุดลงเมื่อสรรหาได้แล้ว แต่บทบาทของผู้บริหารที่ได้รับการแต่งตั้งเพ่ิงจะเริ่ม

กรรมการสรรหา และกรรมการสภามหาวิทยาลัยควรจะได้รับรู้เป็นระยะๆ ว่า คนที่ได้แต่งตั้งนั้นเหมาะจริงดังที่มองไว้หรือไม่ แม้ผลงานของฝ่ายบริหารคนใหม่หรือชุดใหม่จะไม่ใช่ accountability ของคณะกรรมการสรรหาโดยตรง แต่ว่า moral obligation คงมีอยู่ลึกๆ ในใจของทุกคนที่ทำหน้าที่สรรหาอย่างรับผิดชอบ คือคงจะดีใจถ้าเลือกแล้วผู้นั้นทำงานได้ดี กิจการไปโลด และรู้สึกไม่สบายใจถ้าผู้ที่เลือกไปไม่เป็นไปตามที่คาด

ระบบให้ติดตามดูผลของการสรรหาและแต่งตั้งช่วยทุกฝ่าย ได้ คือหากมองพลาดก็จะได้บทเรียนในการปรับปรุงวิธีการสรรหา หรือวิธีตัดสินใจในคราวต่อไป และในภาวะเฉพาะหน้าก็อาจจะมีส่วนช่วยแก้สถานการณ์ให้ดีขึ้นได้

การช่วยกันคิดช่วยกันแก้แต่ต้นมืออาจจะขจัดปัญหาได้ เรื่องเล็กไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องที่อาจจะใหญ่ก็เล็กลง

ดังนั้น การติดตามผลงานอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบเพื่อให้ได้สาระที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหาร ติดตาม และตัดสินใจ เป็นสิ่งที่ไม่ควรขาดหายไปในการประชุมและทำหน้าที่กรรมการ เพื่อไม่ให้เกิดรายการ “ประหลาดใจ” ที่ไม่จำเป็น เช่น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบาย สไตล์ และปรัชญาของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในระดับมหาวิทยาลัย (หรือระดับคณะ) ตั้งแต่ระดับ ๔๕ องศาขึ้นไปจนถึงยูเทิร์น ซึ่งหมายถึงว่าทำให้มหาวิทยาลัย (หรือคณะ) เดินไปในทิศที่เบี่ยงไปจากเดิมอยากชัดเจน โดยที่สภา (และผู้บริหารมหาวิทยาลัย) ไม่รู้ หรือรู้แต่คิดว่าทำอะไรไม่ได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s