พันธบัตรออมทรัพย์

พันธบัตรออมทรัพย์

 

แผนพัฒนาตลาดทุนกล่าวถึงเรื่องการพัฒนาตลาดรองของตราสารหนี้ และการออกพันธบัตรรัฐบาลด้วย

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลเป็นตลาดตราสารหนี้ที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นทั้ง benchmark ของระดับอัตราดอกเบี้ยตราสารที่ไม่เสี่ยงด้านเครดิต และยังเป็นตลาดที่ใหญ่มากด้วย

พันธบัตรรัฐบาลอีกประเภทหนึ่งที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจ “ตลาด” ต่างจากตราสารหนี้ทั่วไปคือ พันธบัตรออมทรัพย์

เรื่องของพันธบัตรออมทรัพย์ที่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาในระยะนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ประเด็นคือ

  1. ประเด็นเรื่อง outlet คือจะขายที่ไหนบ้าง
  2. ประเด็นเรื่อง feature รวมถึงสภาพคล่อง

 

 

ในเรื่อง outlet กระทรวงการคลังริเริ่มให้มีการขายผ่านตู้เอทีเอ็มของบางธนาคารแล้ว จะอยู่ในแผนว่าจะพิจารณาให้ขายผ่านไปรษณีย์ด้วย

คำถามที่ตามมาคือขาซื้อคืนหรือขาไถ่ถอนจะทำยังไงจึงจะสะดวกพอๆ กับขาขายให้ประชาชน

ในเรื่อง feature มีแนวคิดจะออกพันธบัตรแบบ amortized bond

amortized bond คือพันธบัตรที่ทะยอยลดเงินต้น

ในแง่ของผู้ออก มีประโยชน์ตรงที่ไม่ต้องจ่ายคืนเงินต้นครั้งเดียวตอนสุดท้าย และลดภาระดอกเบี้ยลงในระหว่างทาง แบบเดียวกับเงินกู้ซื้อบ้าน

ในแง่ของผู้ซื้อพันธบัตรจะได้ดอกเบี้ยและเงินต้นคืนเป็นระยะ ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่มีเงินออมแล้วอยากแปลงเงินก้อนให้มี cash flow แบบบำนาญ

 

การออกพันธบัตรให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีส่วนประกอบต่างๆ ในสัดส่วนที่ลงตัว คือ

right features

right timing

right communication to the right segments

right channels

ดังนั้น เรื่อง outlet กับเรื่อง feature จึงเป็นคนละเรื่อง ที่ต้องดูรวมเป็นเรื่องเดียวกัน

 

ย้อนอดีตเรื่องพันธบัตรออมทรัพย์

จากความทรงจำที่ยังไม่ได้ยืนยันด้วยเอกสารอีกครั้ง จำได้ว่า

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐบาลเคยออกพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งหนึ่ง เพื่อขอแลกกับธนบัตรใบละพัน ที่ต้องการเรียกเก็บกลับคืน เพราะต้องการลดเงินเฟ้อ แต่พันธบัตรมีอายุเพียง ๑ ปี จึงทำอะไรไม่ได้มากนัก

มองจากปัจจุบันกลับไปอาจจะเห็นเป็นเรื่องแปลกที่ออกพันธบัตรแค่นั้น แต่ถ้ารู้บริบทของประวัติศาสตร์การเงินก็คงจะรู้ว่า นอกจากพันธบัตรเพื่อสร้างทางรถไฟที่ออกในต่างประเทศแล้ว ดูเหมือนว่าคนไทยไม่รู้จักพันธบัตร และยังแทบไม่มีธนาคารพาณิชย์ไทย

พันธบัตรออมทรัพย์มีเงื่อนไขรับซื้อคืน

รัฐบาลเริ่มออกพันธบัตรอายุเกิน ๕ ปี ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากประจำเล็กน้อย และไม่ต้องเสียภาษีเงินได้จากดอกเบี้ย เพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุล ลักษณะเด่นที่แตกต่างจากพันธบัตรทั่วไปที่รู้จักกันในปัจจุบันคือ

ก. พันธบัตรเหล่านี้มีตารางการรับซื้อคืนกำกับอยู่ด้านหลังพันธบัตรทุกฉบับว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะรับซื้อคืนที่ราคาเท่าใด โดยกำหนดให้ยิ่งถือนานยิ่งได้ดอกเบี้ยใกล้ดอกเบี้ยเต็ม

ข. เปิดขายตลอดเวลาตลอดปี จนกว่าพันธบัตรในปีงบประมาณนั้นๆ จะหมด (ซึ่งมักมีมากพอไม่ให้หมด เพราะต้องการขายต่อเนื่อง)

ค. จ่ายดอกเบี้ยทุกครึ่งปี พอจะทำให้คนที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอวางแผนการครอบครองพันธบัตรได้

การรับซื้อคืนที่กำหนดราคาล่วงหน้า เป็นการให้สภาพคล่องกับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินเร็วกว่าที่คาดไว้ ต่อมาธนาคารพาณิชย์เริ่มกิจกรรมรับซื้อพันธบัตรเหล่านี้ด้วย ในราคาที่ดีกว่าราคาหลังพันธบัตร จึงเกิดตลาดรองขึ้นมา ในช่วงแคบๆ ของราคา แต่เป็นตลาดแบบ one way คือธนาคารพาณิชย์ซื้อแล้วเก็บยาวจนครบอายุ ไม่ได้นำออกมาขายต่อในตลาด

ต่อมาเมื่อมีการเรียกเก็บภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร และดอกเบี้ยพันธบัตร พันธบัตรรุ่นที่ไม่เสียภาษีเป็นรุ่นที่ธนาคารแสวงหาเข้าไปเก็บจำนวนมาก

 

พันธบัตรออมทรัพย์แบบทบดอกเบี้ย

feature อื่นๆ เหมือนกับพันธบัตรออมทรัพย์ที่กล่าวมาแล้ว เว้นแต่ว่าพันธบัตรแบบนี้ไม่จ่ายดอกเบี้ยรายงวด แต่ทบๆ ดอกเบี้ยรวมไปจ่ายครั้งเดียวพร้อมเงินต้นตอนครบกำหนด ซึ่งตอนดอกเบี้ยสูงประชาสัมพันธ์ได้ง่ายว่า ซื้อกี่ปี ได้เงินคืน ๒ เท่า

พันธบัตรแบบนี้เหมาะสำหรับคนที่กำลังออมเงิน ที่ไม่ได้ต้องการดอกเบี้ยระหว่างทาง และไม่ต้องมีกังวลเรื่องการ reinvest ดอกเบี้ยที่ได้รับมา ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้อัตราดอกเบี้ยเท่าใด

 

หลังจากนั้นก็ว่างเว้นการออกพันธบัตรไปนานเมื่อรัฐบาลเกินดุลงบประมาณต่อเนื่อง

 

ปัจจุบัน

การออกพันธบัตรออมทรัพย์มารื้อฟื้นอีกครั้งเมื่อรัฐบาลขาดดุลงบประมาณ หลังๆ มานี้มีพันธบัตรช่วยชาติ ตามมาด้วยพันธบัตรที่ให้ธนาคารพาณิชย์ประมูลเป็นผู้จัดจำหน่ายรายเดียว ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือ

ก. ซื้อได้ที่ธนาคารพาณิชย์รายนั้นๆ เท่านั้น

ข. ออกทุกเดือนตอนกลางเดือนตลอดปีงบประมาณ แต่ขายไม่กี่วันในหนึ่งเดือน เพราะพันธบัตรหมดเสียก่อน

ค. พันธบัตรแต่ละเดือนมีอัตราดอกเบี้ยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดในเวลานั้นๆ

ต่อมาได้แว่วๆ เรื่องพันธบัตรที่ออกโดยโยงดอกเบี้ยพันธบัตรเข้ากับเงินเฟ้อ แต่ไม่ได้มีมากอย่างจริงจัง

 

ข้อน่าสังเกตสำหรับพันธบัตรออมทรัพย์ก็คือ เมื่อดอกเบี้ยสูง ขายยาก (คนคิดว่าดอกเบี้ยจะสูงยิ่งขึ้นไปอีก) พอดอกเบี้ยต่ำแย่งกันซื้อ ถึงขั้นโกรธกันไปก็มีเมื่อธนาคารไม่มีขายให้ (คิดว่าดอกเบี้ยจะลงไปอีก) ซึ่งน่าจะพอให้อ่านความไม่เข้าใจตลาดของผู้ซื้อพันธบัตรและพนักงานขายได้เป็นอย่างดี เพราะมองระยะสั้นๆ มากกว่ามองระยะยาวตาม nature ของพันธบัตร

 

การเปลี่ยนแปลง feature และ outlet จากอดีต

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ

พันธบัตรรุ่นใหม่ๆ ไม่มีเงื่อนไขซื้อคืนกำหนดล่วงหน้า

ไม่ได้ออกให้ซื้อได้ตลอดเวลา

มีการเปลี่ยน outlet หรือจุดจำหน่ายเป็นรายปี

 

ข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ แต่เดิมมากระทรวงการคลังมีแขนขาช่วยระดมเงินออมมาซื้อพันธบัตร คือธนาคารออมสินซึ่งระดมเงินฝากรายเล็กรายน้อยทั่วทุกหัวระแหงเข้ามาเป็นเงินก้อน แล้วนำเงินนั้นมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลอีกต่อหนึ่ง

ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนบทบาทของธนาคารจาก “ออมสิน” เป็น ธนาคารเพื่อให้ “สินเชื่อรายย่อย” เงินที่ธนาคารออมสินระดมได้ จึงไม่เป็นแหล่งเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลอีกต่อไป

 

feature สุดท้ายที่กำลังอยู่ในระหว่างดำริจะเพิ่มขึ้นมา น่าจะทำให้พันธบัตรออมทรัพย์ครบวงจรยิ่งขึ้นในแง่ของการสนองความต้องการของผู้ซื้อคือ amortized bond

 

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าพันธบัตรรัฐบาลแบบออมทรัพย์เคยหลายประเภท แต่ไม่เคยครบทุกประเภทในเวลาเดียวกัน ดังนี้

พันธบัตรออมทรัพย์ปกติ เพื่อรับดอกเบี้ยเป็นงวดๆ คงเงินต้นไว้

พันธบัตรทบดอกเบี้ย (เคยออก) เหมาะสำหรับคนที่กำลังออมเพื่อเกษียณที่ยังไม่ต้องการใช้เงินจากดอกเบี้ย

พันธบัตรแบบทะยอยลดต้น (amortized bond) (กำลังคิด) เพื่อคนเกษียณอายุแล้วและต้องการแปลงเงินก้อนที่มี เช่นเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือเงินเกษียณ ให้เป็นเงินบำนาญ

 

ความน่าสนใจของพันธบัตรออมทรัพย์แบบทะยอยลดเงินต้น (amortized bond)

Feature หลัก ได้แก่

  1. อายุยาว ๒๐ – ๓๐ ปี
  2. ทะยอยคืนเงินต้น โดยคำนวณให้ผู้ถือได้รับเงินรายเดือนสม่ำเสมอทุกเดือน

 

 

ในแง่ของประชาชน

ตอบโจทย์เรื่องไม่ยอมซื้อพันธบัตรระยะยาว เพราะกลัวตัวเองตายไปก่อนโดยที่ไม่มีโอกาสใช้เงินต้น

ทำให้คนมีเงินออมเป็นเงินก้อนได้ความมั่นคงของเงินรายรับ เหมาะกับสังคมผู้สูงวัยที่อาจไม่สามารถบริหารจัดการเงินของตนเองได้ในวัยที่ชรามากๆ

ถ้าพันธบัตรอายุ ๓๐ ปี ซื้อเมื่ออายุ ๖๐ ก็จะได้รับบำนาญไปจน ๙๐ หรือถ้าต้องการยาวกว่านั้น ก็กันเงินไว้บางส่วนเพื่อซื้อเมื่ออายุมากกว่า ๖๐ปี เช่น ซื้อเมื่ออายุ ๖๕ ก็จะได้รับเงินไปจนอายุ ๙๕ หากตายไปก่อนพันธบัตรครบกำหนด เงินต้นและดอกเบี้ยที่ยังเหลือก็คือเงินมรดก

 

ในแง่ของผู้ออก (รัฐบาล)

ได้เงินยาวหลายสิบปี

จ่ายคืนแบบลดต้นลดดอก ทำให้ประมาณการงบประมาณจ่ายคืนเงินกู้ได้ชัดเจนล่วงหน้า

หากรัฐบาลยังไม่ต้องการจ่ายดอกเบี้ยในช่วงแรกๆ หรือว่าประชาชนผู้ซื้อยังไม่อยากได้เงินบำนาญในทันที อาจเพิ่มเติม feature ว่า ไม่รับเงินใน ๕ ปีแรก ทำให้ดอกเบี้ยทบกลับเข้าไปในเงินต้น ดังนั้น (๑) รัฐบาลยังไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย (๒) ผู้ถือพันธบัตรได้ “บำนาญ” จำนวนมากขึ้น ในปีที่ ๕ เป็นต้นไป เพราะเมื่อดอกเบี้ยทบเข้าไปในเงินต้น ทำให้เงินต้นสูงขึ้น เงินที่จะได้รับคืนต่องวดก็จะสูงขึ้นเล็กน้อยตามไปด้วย

 

ช่องทางการจัดจำหน่าย

 

พันธบัตรชนิดนี้ควรมีเป้าหมายเพื่อรองรับผู้มีเงินก้อนในวัยเกษียณ ที่ต้องการแปลงเงินก้อนบางส่วนเป็น “เงินบำนาญ”

ข้อควรระวังคือ (๑) ขายให้ถูกที่ เพื่อให้ขายได้มาก (๒) คนขายต้องรู้เรื่องและรู้จัก “สินค้า” ที่ตนขาย

ในกรณีนี้ที่ขายที่ดีที่สุดน่าจะเป็น (๑) บลจ. ที่บริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (๒) ประชาสัมพันธ์ผ่านองค์กรที่มีพนักงานจะครบอายุการทำงานและได้รับเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพคืน (๓) ธนาคารพาณิชย์ต่่างๆ สำหรับคนที่เคยฝากเงินไว้กินดอกเบี้ย

ข้อควรระวังในทางกลับกันด้วยก็คือ ในกรณีที่มีผู้สนใจมากๆ ต้องกันมิให้ขายอย่างผิดวัตถุประสงค์เช่น คนที่มีเงินฝากมากๆ หลายๆ ร้อยล้าน ระดมซื้อจนกระทั่งไม่เหลือพันธบัตรไว้ขายให้กับคนที่ต้องการบำนาญตามเป้าหมายหลัก

เงื่อนไขการขายที่ควรเสริมเข้ามาด้วยก็คือ

กำหนดจำนวนซื้อขั้นสูง เท่ากับบำนาญจำนวนหนึ่ง (แล้วแต่จะคิดว่า กี่บาท)

ออกขายให้ตรงเวลาที่เงินสำรองเลี้ยงชีพครบกำหนด

มีการขายอย่างสม่ำเสมอ เช่นออกทุกปี หรือทุกครึ่งปี อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรเปลี่ยนไปเป็นปีๆ เพราะทำให้คนวางแผนไม่ได้ จึงเกิดการกว้านซื้อ ในกรณีที่สนใจมากๆ และกลัวไม่มีอีก หรือรอการซื้อเพราะหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ เป็นต้น

 

การขายพันธบัตรจะประสบความสำเร็จต้องคำนึงถึงองค์ประกอบดังที่กล่าวไว้แล้วในตอนต้น คือ

right features

right timing

right communication to the right segments

right channels

 

นวพร เรืองสกุล

๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s