เปิดเสรีตลาดทุน

เปิดเสรีตลาดทุน
​12 เมษายน 2555 มีการรวมพลคนตลาดทุนครั้งใหญ่ที่กระทรวงการคลัง เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเชิญประชุมเพื่อพิจารณาแผนพัฒนาตลาดทุนที่อยู่ระหว่างเนินการ
​ในวันประชุมมีทั้งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้ว่าการ
​ประธานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และเลขาธิการ
​ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และผู้จัดการ
ตลอดจนสมาคมทุกสมาคมที่เกี่ยวกับตลาดทุน
​เรื่องการพัฒนาตลาดทุนที่พูดกันในวันนั้นได้สาระ และน่าสนใจมาก จึงหวังว่า สศค. ในฐานะเลขานุการที่ประชุมจะได้ทยอยนำออกเผยแพร่เพราะนี่เป็นการให้ความรู้ต่อผู้ลงทุนแบบหนึ่ง คือให้เข้าใจว่า ใครคิดอย่างไร ใครกำลังทำอะไร ถึงไหน
​วันนี้ขอนำเรื่องที่สืบเนื่องมาเล่าสู่กันฟัง ๓ ประเด็น

การคงสถานะของตลาดหลักทรัพย์ฯ
​รัฐมนตรีกล่าวชัดเจตว่าเป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลว่า ไม่ต้องการให้ออกกฎหมายเพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์กลายเป็นนิติบุคคลที่มีหุ้นของตลาดซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือเลิกการออกกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะ (หนึ่ง) ไม่ประสงค์จะให้ผู้อื่นเข้ามาถือหุ้นแทนรัฐบาลและธุรกิจหลักทรัพย์ของเราเอง (สอง) ไม่ต้องการให้เปิดตลาดใหม่ๆ มาแข่ง และ (สาม) รัฐบาลยินดีให้ตลาดคงสถานะเป็นองค์กรที่ไม่ต้องเสียภาษีอยู่เช่นเดิม
​อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจกันว่า
(1) ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องมีการปฏิรูปการทำงาน และทำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่มีคู่แข่งก็ต้องแข่งกับตัวเอง และแข่งกับตลาดในประเทศอื่นๆ ให้ได้
(2) ขอให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ นำเงินที่ไม่ต้องเสียให้รัฐเป็นค่าภาษี ฯลฯ ไปทำเพื่อส่วนรวมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ทำเรื่องการให้ความรู้ทางการเงินกับบุคคลทั่วไปอย่างจริงจัง และทุกระดับ (คือให้มี investment competency)
ในเมื่อโจทย์มาใหม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. ในฐานะผู้กำกับก็ต้องคิดต่อ คือ ทำอย่างไรจะปิดช่องที่ไม่น่าพอใจซึ่งที่ผ่านมาทำให้เกิดความคิดจะเปิดให้มีคนเข้ามาสร้างตลาดแข่งขัน
ถ้าไม่ขจัดจุดอ่อน ในอนาคตปัญหาจะวกกลับมาที่เดิมอีก
สิ่งที่เป็นความไม่สบายใจข้อหนึ่งคือตลาดหลักทรัพย์ฯแห่งนี้เป็นของโบรกเกอร์ เนื่องจากในคณะกรรมการตลาดฯ ตัวแทนฝั่งบริษัทหลักทรัพย์มีถึงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งแม้จะตั้งโดย ก.ล.ต. แต่ก็มีที่มาที่หลากหลายกว่า เช่น เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีบ้าง ตัวแทนบริษัทจดทะเบียนบ้าง เป็นต้น
ดังนั้น Board Composition จึงเอนไปข้าง บล. การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ จึงถูกมองว่าเป็นการรวมตัวกันทำ และตัดสินใจไปเพื่อประโยชน์ของพวกตน มิได้มองถึงผู้ลงทุนหรือกระทั่งบริษัทจดทะเบียนเท่าที่ควร ดังนั้นในฝั่งของ บล. จึงเป็นเรื่องที่ทาง บล. ควรคิดหาทางออกที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องผลประโยชน์เช่นนี้ และในเรื่องการให้บริการเพื่อให้สามารถพูดได้ว่า แม้ไม่มีตลาดแห่งใหม่มาแข่ง ตลาดหลักทรัพย์ก็พัฒนาแข่งกับตัวเองอยู่แล้ว และสู้เพื่อนบ้านที่พัฒนาแล้วได้ด้วย

Investor education
​ในการประชุมวันนั้น การพูดถึงเรื่องการให้ความรู้นักลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ตั้งมาได้เกือบจะ 40 ปีแล้ว จึงไม่ได้มีแต่คนไม่รู้อะไรเลย นักลงทุนที่มีความรู้แล้วก็มี ได้มีการกล่าวถึงการแบ่งกลุ่มนักลงทุนเป็น ๓ ระดับ คือ กลุ่มแรก (ชั้นประถม) คือ ต้องสอนให้มีความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy)
กลุ่มที่ ๒ (ชั้นมัธยม) เป็นการให้ความรู้กับนักลงทุน (Investor Education)
กลุ่มที่ ๓ (อุดมศึกษา) เป็นการให้ความรู้เรื่องการเงินที่ซับซ้อนขึ้น (Investment Sophistication)
เรื่องนี้มีแง่มุมให้คิดต่ออีกหลายประการ เท่าที่ลองคิดเพิ่มเติมขึ้นมา คือ
(1) จำเป็นต้องพัฒนาความรู้ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนด้วย เช่น รวมถึงบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่ นักบัญชี นักวิเคราะห์ เจ้าหน้าที่การตลาด ฯลฯ
(2) การให้ความรู้มิใช่แค่จัดให้มีการอบรม บรรยาย ขายคู่มือ แต่การให้มีข้อมูลที่ดีพอ (Intelligent information) เป็นเรื่องสำคัญมากในการยกระดับความรู้ความสามารถของผู้ลงทุน
(3) มีข้อเท็จจริงว่า ในบริษัทจดทะเบียนหลายร้อยบริษัทนั้น บล. รวมๆ กัน วิเคราะห์เพียงประมาณ ๑๐๐ แห่งเท่านั้น ที่เหลือขาดผู้วิเคราะห์ เพราะนักลงทุนไม่สนใจเล่น แต่ในทางกลับกันเมื่อไม่มีบทวิเคราะห์ ก็ยิ่งไม่มีใครสนใจ ตลาดหลักทรัพย์ฯน่าจะช่วยจัดทำบทวิเคราะห์บริษัทที่เหลือได้ โดยใช้เงินส่วนของตลาดหลักทรัพย์เองที่รัฐมนตรีบอกว่าเป็นเงินภาษีที่ขอให้นำมาใช้เพื่อพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน
(4) ก.ล.ต.และ/หรือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ น่าจะตั้งหรือสนับสนุนให้มีองค์กรอิสระ ขึ้นมาทำหน้าที่นำข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่มาประมวลแล้วให้ความเห็นเชิงวิชาการอย่างอิสระ ที่จะเป็นข้อมูลประกอบให้กับผู้ลงทุน เพราะข้อมูลมากมายที่มีอยู่นี้ ยังขาดคนที่จะย่อยให้เป็นความรู้อย่างง่ายๆ ตลอดจนงานประเมินต่างๆ เช่น ประเมินคุณภาพของ บล. บลจ. IB, analyst เป็นต้น เพื่อให้ผู้ลงทุนได้ value for money ในการทำธุรกรรมการเงิน ก็จะช่วยในการกำกับคุณภาพอีกทางหนึ่ง

การเปิดเสรี
เรื่องที่พูดกันหนาหูเรื่องหนึ่งคือการเปิดเสรี ซึ่งชวนให้ไขว้เขวมาก เพราะเปิดเสรีมีหลายเรื่อง หลายนัย
ตลาดแรงงานบ้านเราจะว่าคุมหรือว่าเปิดเสรีก็ไม่แน่ เพราะเรามีนโยบายกำกับชัดเจนเรื่องอาชีพ แต่ทำไปทำมาก็มีแรงงานต่างด้าวอยู่หลายล้านคนทั่วประเทศ ในทุกอาชีพ ตั้งแต่ทำนา ทำไร่ ทำสวน ทำประมง ค้าปลีก ทำงานบ้าน ฯลฯ
การให้กองทุนต่างประเทศมาขายหน่วยในเมืองไทยเรียกว่าเปิดเสรีหรือเปล่า
ธนาคารและสถาบันการเงินของเราที่เป็น “ลูกครึ่ง” แต่บริหารโดยต่างชาติก็มากหลาย นี่นับว่าเปิดเสรีหรือยัง
เมื่อตอนประชุมกันวันที่ 12 เมษายน การเปิดเสรีจำกัดอยู่ในเรื่องว่า
(1) จะให้มีผู้ประกอบธุรกิจ บล. เพิ่มขึ้นได้ โดยทางการมิได้ระบุจำนวน
(2) ให้ฝ่าย บล. กำหนดค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ได้เอง
ในที่สุดก็เป็นที่เข้าใจกันได้ว่า บล. เกิดมานานแล้ว พร้อมๆ กับตลาดหลักทรัพย์ฯ และการกำหนดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำอันเป็นการการันตีรายได้ของ บล. เพื่อคุ้มครองช่วงที่ยังเป็นอุตสาหกรรมช่วงตั้งไข่ สมควรยุติได้แล้ว ซึ่งฝ่ายผู้ลงทุนก็เห็นด้วย โดยที่แต่ละบริษัทต้องไปหาทางปรับตัวเองระหว่างคุณภาพกับราคา และผู้ลงทุนก็มีสิทธิเลือก
เรื่องนี้เคยทำมาครั้งหนึ่งเมื่อ 6 ปีก่อน แต่ตอนนั้นเกิดการแข่งกันตัดราคามากมาย และปริมาณการซื้อขายก็น้อยมาก เวลาได้เปลี่ยนแปลงไป และทาง บล. ก็รับรู้การเปลี่ยนแปลงที่จะมีมาแล้วตั้งแต่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ธุรกิจนี้ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีการควบรวมกิจการกัน ปรับปรุงระบบงาน ฯลฯ จึงเชื่อว่าคงจะไปต่อได้ด้วยดี เหมือนที่ครั้งหนึ่งที่เลิกกำหนดเพดานดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคาพาณิชย์ต่างก็กลัวจะแข่งกันจนมีปัญหา แต่ในที่สุดต่างก็ปรับตัวได้ เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนของตนเอง
ส่วนในเรื่องการออกใบอนุญาตประกอบการนั้น ในฝ่ายของผู้มีประสบการณ์ด้านการกำกับจะรู้สึกว่า ถ้าหากว่ามีการกำหนดโควตาเมื่อใด เมื่อนั้นจะมีคนรีบมาขอใบอนุญาต เพราะใบอนุญาตจะมีราคาหลังจากปิดรับสมัคร กำไรจะเป็นของผู้ที่ขอไว้ก่อน แล้วขายต่อ แต่ถ้าเปิดให้ขอได้เรื่อยๆ สิ่งที่หายไปคือ (ก) คนไม่แย่งขอ เพราะการตุนไว้ไม่ได้ราคา ที่มีอยู่ก็ขายไม่ออก และ (ข) ผู้สนใจเข้ามาในตลาดมีเวลาประเมินสถานการณ์ หากว่าธุรกรรมยังไม่มากพอจะสร้างกำไรได้คุ้มทุนที่ต้องลง (500 ล้านบาท) ก็คงยังไม่ขอ การเร่งตีตั๋วเพราะกลัวตกรถจึงไม่เกิดขึ้น และคนตุนใบอนุญาตเพื่อค้ากำไรก็ไม่มี

Competitiveness vs. governance
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งมาเกือบ 40 ปีแล้ว คนเล่นหุ้นยังมีเพียง 2 แสนบัญชี เราต้องการจำนวนที่มากกว่านี้หรือไม่ ต้องการคนเล่นประเภทใด และปัญหาอยู่ที่ใครแน่ ระหว่างคนลงทุน คนขายของ ตัวกลาง หรือว่าสินค้า (คือ บจ.)
ความสามารถในการแข่งขันเป็นประเด็นหนึ่ง ที่ได้พูดกันมาเรื่องเปิดเสรีต่างๆ เป็นไปเพื่อขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ว่าอันที่จริงการแข่งขันไปได้ไกลกว่านั้น คือต้องดูด้วยว่า กิจการต่างๆ ของเรา ไม่ว่าจะเป็น บล. บลจ. สามารถไปต่างประเทศได้หรือไม่ แข่งสู้เขาได้ไหมในตลาดอื่น เหมือนที่ต่างชาติเข้ามาในเมืองไทย อุปสรรคอยู่ที่ไหน อยู่ที่ระบบของประเทศอื่นหรือว่าอยู่ในวิธีคิดวิธีทำงานของเรา
มีผู้กล่าวในที่ประชุมว่า ต่างประเทศได้ก้าวข้ามเรื่องความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ไปสู่การมีระบบธรรมาภิบาล (Governance) เพื่อสร้างความน่าไว้วางใจ (Integrity)
การจะมีนักลงทุนเพิ่มขึ้นจึงมีองค์ประกอบสองประการ คือ ผู้ลงทุนรู้ เข้าใจ และไว้ใจ จึงนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน
การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ทำได้ผ่าน financial literacy, investors education แต่การทำให้ไว้ใจ ต้องให้ความใส่ใจเรื่อง governance
นี่เป็นบางส่วนที่ได้มาจากการประชุมที่กระทรวงการคลัง และความคิดเพิ่มเติมต่อยอดจากวันนั้น
นวพร เรืองสกุล
21 เมษายน 2555

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s